ตอนที่ 2 ไม่ได้เป็นญาติกับวัว
เพราะความเหนื่อยล้าอีกทั้งร่างนี้เพิ่งได้รับบาดเจ็บมา ทำให้ซ่งเป่าจูรู้สึกง่วงงุนจนเผลอนอนหลับไปอีกหน เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกคราก็พบว่าเป็นเวลายามเย็นแล้ว เหล่าสาวใช้เมื่อเห็นว่าเจ้านายตื่นนอนต่างรีบเข้ามาปรนนิบัตินางล้างหน้าล้างตาและแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลาซ่งเป่าจูเห็นว่าสาวใช้เหล่านั้นไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดคุยกับนางเลยสักคำเดียว พวกนางเพียงรีบทำงานให้เสร็จ บางคนถึงกับมือสั่นแข้งขาสั่นก็มี หญิงสาวถอนหายใจออกมาหนหนึ่ง นางเข้าใจดีว่าเหตุใดสาวใช้เหล่านั้นจึงหวาดกลัวนางเช่นนี้ นั่นก็เพราะเจ้าของร่างเดิมทำเรื่องไม่ดีเอาไว้มากอย่างไรล่ะ
อยู่ๆ เรื่องราวของซ่งเป่าจูคนเก่าก็ปรากฏขึ้นในหัวของนาง ซ่งเป่าจูเจ้าของร่างเดิมเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของจวนตระกูลซ่ง ตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง ตระกูลซ่งทำการค้าขายทุกอย่าง ไม่ว่าจะทางเรือหรือทางบกล้วนทำทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้นตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายของซ่งเป่าจูก็ล้วนภักดีต่อราชวงศ์เป็นอย่างมาก ทุกปีจะต้องมอบกำไรจำนวนมหาศาลเข้าท้องพระคลังให้กับฮ่องเต้อยู่เสมอ ไม่เพียงเท่านั้นบิดาของนางยังได้ช่วยเหลืออดีตฮ่องเต้เอาไว้ และอดีตฮ่องเต้ก็ทำสัญญาหมั้นหมายให้ซ่งเป่าจูได้แต่งงานกับเว่ยอวี้เซวียนองค์ชายรองเพื่อเป็นการตอบแทนอีกด้วย
หลังจากอดีตฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์ก็ไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ที่ตำหนักด้านหลังวังหลวง ทำสวนเลี้ยงปลา ปล่อยให้บุตรชายคนโต เว่ยเยี่ยน ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ ส่วนเว่ยอวี้เซวียนก็รั้งตำแหน่งชินอ๋อง สองพี่น้องรักใคร่กันมาก ไม่มีเรื่องคิดคดหรือแย่งชิงบัลลังก์กันเลยแม้แต่น้อย ส่วนอวี้ไทเฮานั้นสวรรคตไปเมื่อหนึ่งปีก่อนด้วยปัญหาด้านสุขภาพที่เรื้อรัง อดีตฮ่องเต้ก็ไม่มีสนมนางอื่นๆ หลังจากอวี้ไทเฮาตายไปก็ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังมาโดยตลอด
ซ่งเป่าจูมีท่าทีครุ่นคิด คำโปรยของนิยายเรื่องนั้นบอกว่าเจ้าของร่างเดิมหมั้นหมายกับเว่ยอวี้เซวียนก็จริง แต่น่าเสียดายที่เว่ยอวี้เซวียนกลับไม่ชอบหน้านางเลยแม้แต่น้อย เพราะนางมีนิสัยร้ายกาจ วางตนข่มผู้อื่น คิดว่าตนเองได้หมั้นหมายกับราชวงศ์แล้วจะทำสิ่งใดก็ได้ แม้ในยุคนี้จะไม่ได้มีการแบ่งแยกว่าตระกูลคหบดีเป็นตระกูลที่ต่ำต้อย แต่ถึงอย่างนั้นหากเทียบกันแล้ว กิริยามารยาทของเจ้าของร่างเดิมก็ยิ่งไม่อาจเทียบได้กับคุณหนูที่เกิดในจวนตระกูลขุนนาง เมื่อนางได้หมั้นหมายกับเว่ยอวี้เซวียนชายหนุ่มรูปงามแห่งยุค จึงกลายเป็นที่เกลียดชังของสตรีเหล่านั้น และนางก็ยังทำเรื่องไม่ดี ตบตีกับเหล่าคุณหนูอยู่บ่อยครั้งและยังดูถูกคนที่ต่ำต้อยกว่า ทำให้ผู้คนต่างพากันก่นด่าสาปแช่งนางอยู่เสมอ ไม่เพียงเท่านั้นนางยังทุบตีบ่าวไพร่ทุกคนที่ทำให้นางไม่พอใจอีกด้วย
แม้เว่ยอวี้เซวียนจะไม่ชอบซ่งเป่าจูเพียงใด แต่ในเมื่อนี่คือสมรสพระราชทานย่อมไม่อาจบิดพริ้วได้ และเขาเองก็ไม่อยากจะอกตัญญูต่อบิดาของตนเองด้วย จึงจำต้องยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ไปเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
เสียงของจือจือสาวใช้น้อยที่เอ่ยขึ้นมา ทำให้ซ่งเป่าจูหลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปพยักหน้าให้เหล่าสาวใช้ ก่อนจะจ้องมองเข้าไปที่กระจก ไม่นานนางก็ถึงกับสะดุ้งโหยง
อะไรกันเนี่ย เหตุใดจึงแต่งหน้าหนาเช่นนี้เล่า?
เหล่าสาวใช้น้อยเมื่อเห็นเจ้านายของตนสะดุ้งก็พากันสะดุ้งตามทันที จนซ่งเป่าจูต้องหันมาเอ่ยถาม
“พวกเจ้าจะสะดุ้งตามข้าทำไม?”
“เอ่อ ก็คุณหนูสะดุ้ง พวกบ่าวเลยต้องสะดุ้งตามเจ้าค่ะ คุณหนูเคยสั่งว่าหากไม่ทำตามจะตบจนหน้าหันเจ้าค่ะ”
ซ่งเป่าจู “.....”
ยัยผีบ้าเป่าจูคนเก่านี้มันอาการหนักจริงๆ นะ
ซ่งเป่าจูส่ายหน้าไปมาอย่างทนไม่ไหว นางไม่คิดเลยว่าเจ้าของร่างเดิมจะบ้าอำนาจและเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลได้มากถึงขนาดนี้
นางสั่งให้จือจือไปนำผ้าชุบน้ำมาผืนหนึ่ง จากนั้นก็จัดการเช็ดเครื่องประทินโฉมออกจนหมดพลางบ่นอุบอิบอยู่ในใจ
นี่แต่งหน้าหรือรีโนเวทหน้ากันแน่ หนาเหมือนฉาบปูนเลยให้ตายเถอะ!
หลังจากจัดการล้างเครื่องประทินโฉมออกและแต่งหน้าด้วยตนเองใหม่อีกรอบแล้วนางก็พบว่าดูดีขึ้นมาก ร่างนี้มีอายุเพียงสิบหกปี เพียงแค่แต่งหน้าอ่อนๆก็งดงามมากแล้ว หญิงสาวยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจแล้วจึงหันมาเอ่ยกับสาวใช้ที่ยืนอยู่
“ต่อไปพวกเจ้าไม่ต้องหวาดกลัวข้าถึงเพียงนี้ และข้าก็จะไม่ตบตีพวกเจ้าอีกแล้ว เอาล่ะ ข้าแต่งตัวเสร็จแล้ว นี่ข้าต้องไปที่ไหนต่อหรือ?”
นางเอ่ยถามจือจือสาวใช้น้อยด้วยความสงสัย เพิ่งทะลุมิติข้ามเวลามา นางเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนหรือทำสิ่งใดต่อ จือจือมองเจ้านายตนด้วยความสงสัย ดูท่าว่าตอนที่คุณหนูล้มหน้าทิ่มลงไป ศีรษะคงกระแทกเข้ากับพื้นอย่างรุนแรงเป็นแน่จึงหลงลืมเรื่องราวที่ตนเองเคยทำในชีวิตประจำวันไปเช่นนี้
“เรียนคุณหนู เย็นวันนี้ต้องไปกินมื้อเย็นกับนายท่านและนายหญิงที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ”
ซ่งเป่าจูพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่ของบิดามารดาทันที ระหว่างทางนางก็มองสำรวจสิ่งต่างๆไปเรื่อยเปื่อย ภายในจวนตระกูลซ่งมีการตกแต่งอย่างหรูหราเป็นอย่างยิ่ง มีสะพานไม้ระเบียงที่ทอดผ่านสระน้ำและประดับด้วยโคมไฟทองเหลือง พื้นทางเดินปูด้วยหินก้อนมนเรียงเป็นลวดลายดอกไม้ มีเสียงกระดิ่งลมสำริดที่ดังกรุ๊งกริ๊งเมื่อถูกลมพัดแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ สองข้างทางเรียงรายด้วยไม้กระถางหายากที่ผลิดอกบานสะพรั่งแม้ไม่ใช่ฤดูกาล ซ่งเป่าจูทอดสายตามองความหรูหราเหล่านั้นด้วยความสนอกสนใจ ในนิยายเคยบรรยายไว้ว่าจวนคหบดีซ่งงดงามมาก แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตนเองเช่นนี้นางก็ถึงกับอดชื่นชมในใจไม่ได้
เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนใหญ่ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาคุณภาพเยี่ยมที่อบอวลอยู่ไม่ขาดสายก็โชยมาปะทะจมูกของนางทันที
“ลูกรักมาแล้วหรือ วันนี้แม่สั่งให้ห้องครัวทำอาหารที่ลูกชอบเอาไว้ทั้งนั้นเลย”
“จูจูลูกรักของพ่อ เจ้ายังปวดหัวอยู่อีกหรือไม่ มาให้พ่อเป่ากระหม่อมให้เจ้าสักหน่อยเถอะ ฟู่ฟู่”
“ลูกรักวันนี้เจ้าตบสาวใช้ระบายอารมณ์แล้วหรือยังล่ะ หากยังวันนี้แม่หาสาวใช้หน้าหนาคนหนึ่งมาให้เจ้าด้วยนะ เจ้าลองตบดูว่าชอบหรือไม่ หากไม่ชอบแม่จะได้หาคนใหม่มาให้เจ้าตบอีก”
ซ่งเป่าจู “.....”
นางไม่แปลกใจเลยจริงๆ ว่าเหตุใดยัยผีบ้าเป่าจูคนเก่าถึงมีสภาพไม่เป็นผู้เป็นคนเช่นนี้ ก็ดูบิดามารดาของนางสิ ตามใจบุตรสาวจนแทบจะเสียผู้เสียคนอยู่แล้ว!
แม้ในใจจะแอบตำหนิบิดามารดาแต่เบื้องหน้าซ่งเป่าจูกลับทำได้เพียงแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ย
“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกไม่อยากตบตีคนแล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุครานั้นลูกก็ตระหนักได้แล้วว่าลูกควรหยุดทำร้ายบ่าวไพร่เสียทีจะได้ไม่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องลำบากใจเจ้าค่ะ”
สองสามีภรรยาเมื่อได้ยินก็ถึงกับชะงักไปในทันที ก่อนที่นางหลินมารดาของนางจะปล่อยโฮออกมา เมื่อซ่งเป่าจูหันไปมองคหบดีซ่งก็พบว่ายามนี้เขากำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าที่แย่งมาจากมือของนางหลินขึ้นมาซับที่หางตาด้วยความปลาบปลื้มใจ
“อึก บุตรสาวของพ่อเจ้ารู้ความแล้ว จูจูน้อยของพ่อ”
เท่านี้ก็รู้ความแล้วหรือ ให้ตายเถอะ พ่อแม่รังแกลูกชัดๆ
แต่ก็ช่างเถอะ สองคนนี้มีซ่งเป่าจูเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว จะรักจะหวงแหนก็ไม่แปลกเท่าใดนัก ดีกว่านางเสียอีก ตอนอยู่โลกอนาคตนอกจากจะต้องทำงานส่งเงินให้พ่อและแม่เลี้ยงแล้ว ก็ไม่เคยมีโอกาศได้ใช้เงินของตนเองเลย ส่วนแม่ก็ไปแต่งงานมีสามีใหม่ไม่เคยติดต่อมาเช่นเดียวกัน ตอนนี้นางรู้สึกอิจฉาเจ้าของร่างเดิมไม่น้อยเลยที่มีบิดามารดาเอ็นดูรักใคร่มากมายถึงเพียงนี้
“มาๆ จูจูของพ่อ เจ้าอย่ามัวยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเลย รีบมากินข้าวเย็นกันเถอะ พวกเจ้ายกอาหารเข้ามาได้”
คหบดีซ่งเอ่ยจบก็ประคองบุตรสาวของตนให้มานั่งบนเก้าอี้อย่างทะนุถนอม เขามีบุตรสาวเพียงคนเดียวรักปานแก้วตาดวงใจ กว่าจะมีนางได้นับว่ายากลำบากไม่น้อย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเพื่อบุตรสาวคนนี้ทั้งสิ้น
ไม่นานเหล่าสาวใช้ก็เดินเรียงแถวกันยกอาหารเข้ามา เมื่อเห็นอาหารตรงหน้าซ่งเป่าจูก็ถึงกับยิ้มแห้ง
ผัก ผัก ผัก แล้วก็ผัก ไหนเล่าเนื้อ?
“ลูกสาวของแม่ ดูสิวันนี้แม่ทำผักต้ม ผักดอง ผักผัดให้เจ้าด้วยนะ เจ้าไม่ชอบกินเนื้อเพราะกลัวว่าจะมีตุ่มขึ้นบนใบหน้าทำให้ไม่งาม แม่จึงสั่งให้โรงครัวห้ามทำอาหารที่มีเนื้อมาให้เจ้าเด็ดขาด”
“ใช่แล้ว พ่อเนี่ยยอมเป็นวัวเลยนะ พ่อจะกินผักไปพร้อมกับลูกเอง”
ซ่งเป่าจูฝืนยิ้มแห้งๆออกมาอย่างสุดจะทนทั้งที่ในใจอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ผักอะไรกันนางไม่ชอบกินผัก หน้าจะมีตุ่มก็ช่างมันสิ นางต้องการเนื้อเท่านั้น!
สองสามีภรรยาผลัดกันคีบผักมาวางลงบนถ้วยข้าวของนาง ซ่งเป่าจูเริ่มตาลาย สุดท้ายความอดทนก็ถูกทำลายลงไป นางวางตะเกียบลงกับโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะตะโกนออกมาทั้งน้ำตาว่า
ไข้าอยากกินเนื้อเจ้าค่ะ ฮึก เนื้อย่างราดซอสฉ่ำๆ เอาเข้าปากคำเดียวก็นุ่มละลายละมุนลิ้น ฮือ ข้าไม่อยากกินผัก ข้าไม่ได้เป็นญาติกับวัวเสียหน่อย เอาเนื้อมาไม่เช่นนั้นข้าจะกรีดร้องแล้วนะเจ้าคะ!”
