คิดถึงอาหารในภัตตาคาร
“พี่หญิง!!พี่หญิงฟื้นแล้วจริงๆด้วย ตอนเถียนเถียนไปแจ้งข้าที่อาราม ข้าคิดว่าเป็นกลอุบายที่จะใช้พาข้ากลับบ้านเสียอีก“ นางมองคนตรงหน้าที่สวมเสื้อผ้าในชุดสีสุภาพ เป็นสีฟ้าอ่อนๆ ทั้งใบหน้ายังอ่อนเยาว์ ข้างกายมีสตรีวัยเกือบกลางคน ยืนซับน้ำตาอยู่ไม่ห่าง พร้อมกับเด็กน้อยที่ยืนมองนางตาแป๋ว หากพูดถึงอาราม ก็คงจะเป็น…
”ท่านอาสะใภ้ น้องรอง ข้าทำให้ท่านอาสะใภ้ลำบากแล้วจริงๆ“ เห็นน้ำตาที่รินไหลของทั้งคู่ทำนางมั่นใจว่า เรื่องเกลียดชังกันคงไม่มีในบ้าน แต่ก็วางใจไม่ได้ พึ่งได้เจอกันเพียงครั้งแรก นางจะเชื่อสนิทใจได้อย่างไร ใจก็อดนึกถึงแม่เลี้ยงในโลกก่อนไม่ได้
ตอนเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ๆ ผู้หญิงคนนั้นดีกับนางมากจนนางรู้สึกขอบคุณ แต่นานวันเข้ากลับผลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อนางไม่เห็นด้วยที่จะนำสมบัติของแม่นางออกมาขาย เพื่อพยุงธุระกิจ
”สร้อย!! แหวน!!“ สองมือรีบลูบหาตามลำคอและนิ้วมือก่อนน้ำตาหยดหนึ่งจะล่วงเผาะ เมื่อพบว่ามันยังอยู่!!
”ชิงมู่ เจ้าเป็นอะไรไป“ เป็นอาสะใภ้ที่เข้ามาถามพร้อมลูบตัวนางไปมา
”ข้า…ข้าคิดว่า หากพวกเราลำบากเช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ขายเครื่องประดับพวกนี้เจ้าค่ะ“ นางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แม้ในใจจะค้านว่านางจะไม่มีทางขายสิ่งของต่างหน้าของมารดาในโลกก่อนแน่นอนก็ตาม
”ของพวกนี้เราจะขายสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เพราะล้วนแต่เป็นของที่ท่านผู้พิพากษาช่วยหลบหลีกกรมคลังให้เรา หากจะขายก็คงต้อง…หาคนที่ไว้ใจได้“ ได้ยินอาสะใภ้พูดเช่นนั้น นางยิ่งมั่นใจว่า บิดาของเจ้าของร่างเดิมคงเป็นคนดีไม่ร้อย แม้ตอนตกทุกข์ยังมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ
”ท่านอาสะใภ้ มีวิธีใดที่จะสามารถติดต่อพูดคุยกับท่านพ่อข้าได้หรือไม่“ นางคิดว่าต้องมีเรื่องใดที่นางควรช่วยเหลือ เพื่อตอบแทนร่างเดิมที่ให้นางมาอาศัยอยู่
”ชิงมู่ ก่อนบิดาเจ้าจะถูกคุมตัวไปโรงม้าที่แคว้นเยว่ ท่านสั่งข้าเอาไว้ให้มอบจดหมายนี้ให้เจ้า แต่เพราะเจ้าเอาแต่ฟูมฟายข้าไม่มีเวลาให้บอกเจ้าเสียที“ จดหมายที่ท่านโหวชิงเขียนไว้ให้บุตรสาวทั้งสองคน คนละฉบับ ถูกยื่นให้สองคนพี่น้อง แน่นอนว่าการปฏิบัติเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อย่างเท่าเทียม ทำนางใจโอนเอนว่า สตรีตรงหน้าเป็นผู้ใหญ่ในบ้านที่พึ่งพาศัยได้แน่นอน
”ไว้ข้าจะอ่านก่อนนอน แต่วันนี้…ข้าเดินสำรวจดู ไม่เห็นว่าจะมีที่ตรงไหนพอจะนอนได้นอกจากโถงกลาง“ ที่นอนที่นางนอนนับว่าดีที่สุดแล้ว แม้แต่หม้อไหกะละมังยังไม่มีสักใบ ใจดวงน้อยๆเริ่มท้อ
”เพราะเงินก้อนสุดท้ายหมดไปกับค่าหมอ แต่ว่า…เจ้าอย่าได้เป็นกังวลไป ข้าให้แม่นมจางไปขอแบ่งธัญพืชที่โรงทานในอารามแล้ว วันนี้อย่างไรก็อิ่มท้อง“ คำพูดของอาสะใภ้ทำนางเบะปากออก ใจอยากร้องไห้อยู่รอมร่อ นางเป็นถึงเชฟทำอาหาร จะให้นางมากินธัญพืชต้มหรือ แค่คิดนางก็ขนหัวลุก
”คิดถึงอาหารในภัตรคารชะมัด“ นางงึมงำในใจ ก่อนจะหันไปมองแม่บ้านหลี่ที่หอบหัวมันออกมา
”วันนี้คงมีมันต้มเพิ่มอีกอย่าง แต่เราไม่มีเครื่องหม้อไหเลย เห้อออ“ ทุกคนได้แต่สบตากันไปมา เพราะหลายวันมานี้อาศัยข้าวจากอารามฉุยจริงๆ
