บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 หมากตัวแรก

แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านรอยแตกของหลังคาตำหนักเหมันต์นิรันดร์ ตกกระทบใบหน้าซูบซีดของหลินซี นางขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บปวดที่หลังยังคงเตือนให้รู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้ใจดีเหมือนปลายนิ้วที่เคาะแป้นพิมพ์ ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมอ่างน้ำอุ่นและสมุนไพรพอกแผล ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อหลายวันก่อนนัก

"พระสนม ข่าวเรื่องที่ฝ่าบาทเสด็จมาที่ตำหนักเราเมื่อคืนแพร่ไปทั่ววังแล้วเพคะ! เช้านี้ห้องเครื่องถึงกับส่งโจ๊กเป๋าฮื้อมาให้ แทนที่จะเป็นน้ำข้าวบูดเหมือนทุกที" ชิงเอ๋อร์จีบปากจีบคอเล่า

หลินซีแค่นยิ้ม "นั่นไม่ใช่ความเมตตาหรอกชิงเอ๋อร์ แต่มันคือ 'การลงทุน' ของเหล่าขันที พวกเขาแค่พนันว่าข้าจะกลายเป็นที่โปรดปรานหรือไม่ ถ้าข้าดับวูบลงไปวันนี้ โจ๊กเป๋าฮื้อก็จะกลายเป็นยาพิษในวันหน้า"

ในฐานะนักเขียน หลินซีรู้ดีว่าการที่ฮ่องเต้เสด็จมาเพียงครั้งเดียวเพราะความโหยหาในอดีตนั้นยังไม่เพียงพอต่อการ 'อยู่รอด' นางต้องทำให้ตัวเองกลายเป็น 'ความจำเป็น' ของเขา ไม่ใช่แค่ 'ตัวแทน' ของใครบางคน

วิเคราะห์กระดานหมาก

หลินซีเรียกให้ชิงเอ๋อร์หาถ่านไม้และกระดาษหยาบๆ มาให้นาง นางเริ่มวาดผังอำนาจในวังหลังที่นางเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ

ฉินกุ้ยเฟย: สนมเอกเบอร์หนึ่ง พ่อเป็นอัครเสนาบดีคุมอำนาจขุนนางครึ่งราชสำนัก จุดแข็งคืออำนาจเงินและบารมี จุดอ่อนคือ 'ความลับเรื่องชู้รัก' และ 'นิสัยขี้ระแวง'

เซียวอวี้เชน (ฮ่องเต้): ฉลาด เย็นชา ไม่ไว้ใจใคร ปมในใจคือการถูกหักหลังโดยคนที่รักที่สุด (พระมารดาที่ถูกใส่ร้ายและสิ้นพระชนม์)

ตระกูลหลิน: ขุนนางตงฉินแต่ไร้พรรคพวก กำลังจะถูกใส่ร้ายเรื่องโกงเสบียงในอีก 3 เดือนข้างหน้า

"หมากตัวแรกที่ข้าต้องเดิน ไม่ใช่การประจบฮ่องเต้ แต่เป็นการ 'แก้ต่าง' ให้ตระกูลหลินล่วงหน้า" หลินซีพึมพำกับตัวเอง

ในนิยายเดิม การที่ตระกูลหลินถูกใส่ร้ายเพราะอัครเสนาบดีฉินต้องการกำจัดพ่อของนางที่ขวางทางการฮุบงบประมาณเขื่อนทางใต้ หลินซีจำได้ว่านางเคยเขียนให้มี 'สมุดบัญชีลับ' อีกเล่มหนึ่งที่บันทึกการจ่ายสินบนจริง ซึ่งซ่อนอยู่ในโคมไฟมังกรในห้องทำงานของขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่งที่ชื่อว่า 'ฉีเต๋อ'

"ชิงเอ๋อร์ เจ้าจงนำปิ่นเงินอันเดียวที่ข้าเหลืออยู่ ไปแลกกับข่าวจากขันทีที่ดูแลห้องทรงพระอักษร ข้าต้องการรู้ว่า 'ฎีกาเรื่องอุทกภัยทางใต้' ตอนนี้อยู่ที่ไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ"

แผนซ้อนแผน: การพบกัน 'โดยบังเอิญ' ครั้งที่สอง

ช่วงบ่าย หลินซีฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นมาแต่งกาย แม้จะไม่มีเครื่องสำอางชั้นเลิศ แต่นางใช้กลีบดอกไม้ป่ามาทาริมฝีปากให้ดูมีเลือดฝาด นางรู้ว่าวันนี้ฮ่องเต้จะเสด็จไปเยี่ยม 'ไทเฮา' ที่ตำหนักประจิม และเส้นทางเสด็จจะต้องผ่านสะพานหินที่อยู่ใกล้กับส่วนซักฟอก

นางไม่ได้ไปยืนรอดักพบเหมือนนางเอกนิยายทั่วไป แต่นางไปนั่งอยู่ริมน้ำ ในมือถือตะกร้าผักเหี่ยวๆ และเริ่มทำท่าทางเหมือนกำลัง 'คำนวณ' อะไรบางอย่างบนพื้นทราย

เมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนมาถึง เสียงขันทีร้องประกาศทำให้หลินซีแสร้งทำเป็นตกใจ นางรีบโกยทรายลบสิ่งที่เขียนไว้ แต่เซียวอวี้เชนที่มีสายตาเฉียบคมกลับมองเห็นร่องรอยเหล่านั้น

"หยุดเกี้ยว!" ฮ่องเต้สั่ง

เขาเดินลงมาหาหลินซีที่หมอบกราบอยู่ "เจ้ามาทำอะไรที่นี่? แผลยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ?"

"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงแต่... รู้สึกเสียดายทรัพยากรเพคะ" หลินซีตีหน้าเศร้า "หม่อมฉันเห็นผักที่ห้องเครื่องทิ้งไว้ คิดว่าหากนำมาหมักหรือแปรรูป น่าจะช่วยประหยัดงบประมาณฝ่ายในได้ไม่น้อย จึงลองคำนวณเล่นๆ ดูเพคะ"

เซียวอวี้เชนขมวดคิ้ว เขามองไปที่พื้นทรายที่ถูกลบไปครึ่งหนึ่ง "เจ้าคำนวณตัวเลขงั้นหรือ? สตรีในวังน้อยนักจะรู้เรื่องบัญชี"

"ท่านพ่อเคยสอนหม่อมฉันว่า 'เงินทุกอีแปะของราษฎร คือหยาดเหงื่อที่กลั่นเป็นเลือด' หากใช้สอยอย่างสุรุ่ยสุร่ายย่อมเป็นบาปเพคะ"

คำพูดนี้กระทบใจเซียวอวี้เชนอย่างจัง เพราะเขากำลังเครียดเรื่องงบประมาณซ่อมเขื่อนที่บานปลาย "เจ้าพูดเหมือนพ่อเจ้า... ใต้เท้าหลินเป็นคนดี แต่ความดีอย่างเดียวมันปกครองคนไม่ได้"

"หากความดีปกครองคนไม่ได้ งั้น 'ความจริง' ล่ะเพคะ ปกครองคนได้หรือไม่?" หลินซีเงยหน้าสบตาเขา แววตาของนางนิ่งสงบจนฮ่องเต้รู้สึกแปลกใจ

"ความจริงอะไร?"

"ความจริงที่ว่า... เขื่อนทางใต้ไม่ได้พังเพราะแรงน้ำเพียงอย่างเดียว แต่พังเพราะ 'หิน' ที่ใช้สร้างเป็นหินปูนเกรดต่ำที่ถูกสับเปลี่ยนโดยขุนนางที่คุมงานเพคะ"

บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบ ขันทีและทหารต่างพากันก้มหน้าลงต่ำ นี่คือเรื่องคอขาดบาดตาย!

"เจ้ามีหลักฐานหรือ? หากกล่าวหาลอยๆ หัวของเจ้าและตระกูลจะหลุดจากบ่าทันที!" เซียวอวี้เชนเค้นเสียงเข้ม

"หม่อมฉันไม่มีหลักฐานในมือเพคะ... แต่หม่อมฉันรู้ว่า 'หลักฐาน' นั้นซ่อนอยู่ที่ใด" หลินซีก้มลงกราบ "หากฝ่าบาททรงให้โอกาสหม่อมฉันพิสูจน์ภายในสามวัน หม่อมฉันขอยกศีรษะเป็นเดิมพัน แต่หากหม่อมฉันทำได้... หม่อมฉันขอเพียงอย่างเดียว"

"ขออะไร?"

"ขอความยุติธรรมให้ตระกูลหลิน และขอโอกาสให้หม่อมฉันได้ปรนนิบัติข้างกายพระองค์... เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระแผ่นดินเพคะ"

เซียวอวี้เชนจ้องมองสตรีตรงหน้าเนิ่นนาน เขาเห็นความทะเยอทะยานที่ซื่อตรงในดวงตาของนาง นางไม่เหมือนสนมคนอื่นที่เรียกร้องหาความรัก แต่นางกำลังเสนอ 'ผลประโยชน์' ให้กับเขา

"ดี! ข้าให้เวลาเจ้าสามวัน หากเจ้าหาหลักฐานเรื่องเขื่อนมาไม่ได้ ตำหนักเย็นจะเป็นที่ตายของเจ้า!"

เริ่มเดินหมาก

เมื่อฮ่องเต้เสด็จจากไป หลินซีลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากชุด ชิงเอ๋อร์ที่แอบดูอยู่ถึงกับหน้าซีด "พระสนม! ท่านเอาชีวิตไปเสี่ยงเกินไปแล้วนะเพคะ เราจะไปหาหลักฐานมาจากไหน?"

"ข้าไม่ได้หาหรอกชิงเอ๋อร์... ข้าแค่ 'ไปเอา' มันมา" หลินซียิ้มเย็น

นางรู้ว่าในคืนนี้ ฉินกุ้ยเฟยจะต้องส่งคนไปจัดการทำลายหลักฐานที่ห้องทำงานของขุนนางฉีเต๋อแน่นอน เพราะนางได้จงใจเผยไต๋ให้ฮ่องเต้ทราบแล้ว และฉินกุ้ยเฟยมีหูตาอยู่ทั่ววัง ย่อมต้องรู้เรื่องนี้

"เป้าหมายของเราไม่ใช่การไปที่ห้องทำงานนั่น... แต่คือการดักรอ 'คนของกุ้ยเฟย' ที่กำลังจะนำหลักฐานนั้นไปเผาทิ้ง"

หลินซีใช้ความทรงจำจากนิยายที่เธอเขียน จำเส้นทางลับระหว่างตำหนักจันทราฉายกับประตูวังทิศตะวันตกได้ดี นางรู้ว่ามีสระน้ำเก่าๆ ที่นางกำนัลมักจะใช้เป็นที่นัดพบและทำลายสิ่งของ

คืนนั้น หลินซีและชิงเอ๋อร์แอบซุ่มอยู่ในความมืด ไม่นานนัก นางกำนัลคนสนิทของกุ้ยเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมห่อผ้าลึกลับ ในขณะที่นางกำนัลคนนั้นกำลังจะจุดไฟเผาสมุดบัญชี หลินซีก็สั่งให้ชิงเอ๋อร์ขว้างก้อนหินไปอีกทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

เคร้ง!

นางกำนัลคนนั้นตกใจจนทำสมุดหลุดมือ หลินซีอาศัยจังหวะความมืดและความคล่องแคล่ว (ที่เคยซ้อมวิ่งหนีเดดไลน์นิยายในโลกก่อน) พุ่งเข้าไปคว้าสมุดนั้นแล้วหลบหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว

ชัยชนะก้าวแรก

วันรุ่งขึ้น หลินซีไม่ได้ส่งหลักฐานให้ฮ่องเต้โดยตรง แต่นางเลือกที่จะส่งผ่าน 'ขุนนางฝ่ายตรวจสอบ' ที่เป็นศัตรูกับอัครเสนาบดีฉิน เพื่อให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นในราชสำนักที่ฮ่องเต้เลี่ยงไม่ได้

เมื่อหลักฐานการโกงหินสร้างเขื่อนถูกเปิดโปงกลางที่ประชุมขุนนาง เซียวอวี้เชนพิโรธหนัก สั่งลงทัณฑ์ขุนนางที่เกี่ยวข้องทันที แม้อัครเสนาบดีฉินจะรอดตัวไปได้เพราะหางแถวรับเคราะห์แทน แต่ฐานอำนาจก็สั่นคลอนไม่น้อย

เย็นวันนั้น ราชโองการฉบับหนึ่งถูกส่งมายังตำหนักเหมันต์นิรันดร์

"หลินเจี๋ยอวี๋ มีความดีความชอบในการกู้เกียรติราชสำนักและช่วยเหลือราษฎรทางใต้ โปรดเกล้าฯ เลื่อนขั้นเป็น 'หลินหรงหัว' และประทานเครื่องประดับทองสิบหีบ พร้อมให้ย้ายเข้าสู่ 'ตำหนักทิพยมาศ' โดยทันที!"

หลินซีรับราชโองการด้วยมือที่มั่นคง นางมองไปยังทิศทางของตำหนักจันทราฉาย

"นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น... ฉินกุ้ยเฟย ท่านเป็นคนเริ่มบทนำ แต่ข้าจะเป็นคนเขียนตอนจบที่สยดสยองที่สุดให้ท่านเอง"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel