บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ความทรงจำที่อันตราย

ความเงียบที่ปกคลุมลานประหารหลังตำหนักจันทราฉายนั้นช่างเยือกเย็นและหนักอึ้ง ฉินกุ้ยเฟยยืนนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาที่เคยจองหองบัดนี้สั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น นางกวาดสายตาไล่เหล่านางกำนัลและขันทีออกไปจนพ้นระยะการได้ยิน ก่อนจะถลันเข้าไปกระชากคอเสื้อของหลินซีที่นอนพังพาบอยู่บนพื้นดิน

"เจ้า... เจ้าไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน!" น้ำเสียงของพระสนมเอกสั่นพร่า "ปานแดงนั่น... ไม่มีใครรู้นอกจาก..."

"นอกจากคนที่เคยเห็นมันด้วยตาตนเองใช่ไหมเพคะ?" หลินซีเค้นเสียงหัวเราะอย่างยากลำบาก เลือดคำหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก ความเจ็บปวดจากแผลถูกโบยที่แผ่นหลังทำให้สติของนางเริ่มพร่าเลือน แต่นางจะสลบตอนนี้ไม่ได้ "หม่อมฉันไม่ได้แค่เห็นปานนั่นหรอกเพคะ หม่อมฉันยังรู้ด้วยว่า... ทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง ท่านจะส่งนางกำนัลคนสนิทไปวางกระถางต้นโบตั๋นสีขาวไว้ที่กำแพงทิศตะวันตกเพื่อเป็นสัญญาณนัดหมาย..."

ฉินกุ้ยเฟยเบิกตากว้าง มือที่จับคอเสื้อหลินซีสั่นเทาจนเห็นได้ชัด ข้อมูลเหล่านี้คือความลับที่นางระวังที่สุดในชีวิต แม้แต่นางกำนัลที่ใกล้ชิดที่สุดยังรู้เพียงบางส่วน แล้วนางสนมชั้นต่ำที่แทบไม่เคยมีบทบาทในวังหลังอย่างหลินเจี๋ยอวี๋ไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?

หลินซีหลับตาลงนึกถึงพล็อตนิยายที่ตัวเองเขียน 'หลินเจี๋ยอวี๋' ในฉบับเดิมนั้นตายในตอนนี้เพราะความซื่อบื้อที่ดันเดินไปผิดที่ผิดทางและไม่รู้จักวิธีเจรจา แต่นางในตอนนี้คือ 'นักเขียน' ผู้เป็นเจ้าของชะตาชีวิตตัวละครทุกตัว นางรู้ปูมหลัง รู้ความลับ และรู้กระทั่งจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของฉินกุ้ยเฟย

"หยุดโบยหม่อมฉัน... แล้วเรียกหมอหลวงมา" หลินซีสั่งเสียงเบาแต่หนักแน่น "หากหม่อมฉันตาย ความลับนี้จะถูกส่งไปถึงมือหัวหน้าขันทีฝ่ายในทันที หม่อมฉันเขียนทุกอย่างใส่กระดาษซ่อนไว้ในที่ที่ท่านไม่มีวันหาเจอ"

ฉินกุ้ยเฟยขบฟันกรอดด้วยความแค้นใจ นางอยากจะสั่งฆ่าปิดปากนางแพศยาตรงหน้าเสียตอนนี้ แต่ความเสี่ยงนั้นสูงเกินไป หากหลินซีพูดจริงและจดหมายนั้นถูกเปิดเผย ไม่ใช่แค่ตัวนางที่จะต้องรับโทษประหาร แต่ตระกูลฉินทั้งตระกูลจะต้องพินาศสิ้น

"ได้... ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าชั่วคราว" ฉินกุ้ยเฟยสะบัดมือออก "แต่จำไว้ หากข้ารู้ว่าเจ้าตลบหลังข้า แม้แต่กระดูกของคนตระกูลหลิน ข้าก็จะสั่งให้สุนัขกินให้หมด!"

กลิ่นอายความตายในตำหนักเย็น

สามวันต่อมา ณ ตำหนักเหมันต์นิรันดร์ ซึ่งเป็นเรือนพักท้ายวังที่เก่าคร่ำคร่าและทรุดโทรม

หลินซีค่อยๆ ลืมตาขึ้น กลิ่นสมุนไพรหอมขื่นตลบอบอวลอยู่ในอากาศ นางพยายามจะขยับตัวแต่ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังประท้วงขึ้นมาทันทีจนต้องครางออกมา

"พระสนม! ท่านฟื้นแล้ว!" เสียงเล็กๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นด้วยความดีใจ

หลินซีมองเห็นใบหน้ามอมแมมของ 'ชิงเอ๋อร์' นางกำนัลรับใช้เพียงคนเดียวที่จงรักภักดีกับนางมาตลอด ในนิยายเดิม ชิงเอ๋อร์ต้องถูกส่งไปทำงานหนักในโรงซักฟอกและตายหลังจากที่หลินเจี๋ยอวี๋เสียชีวิตเพียงไม่กี่เดือน

"ข้า... ข้ายังไม่ตายใช่ไหม?"

"ยังเพคะ พระสนมกุ้ยเฟยส่งหมอหลวงมารักษาท่านและบอกว่าเป็นการเข้าใจผิด ท่านไม่ได้กระทำความผิด แต่ถูกคนใส่ร้าย... แม้จะถูกลดขั้นให้มาอยู่ที่ตำหนักท้ายวังแห่งนี้ แต่อย่างน้อยท่านก็ยังมีชีวิตรอดเพคะ" ชิงเอ๋อร์พูดพลางปาดน้ำตา

หลินซีถอนหายใจยาว นางรอดชีวิตจากฉากแรกมาได้แล้ว แต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น การถูกส่งมาอยู่ตำหนักท้ายวังหมายความว่านางแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าฮ่องเต้อีกเลย และหากนางไม่มีอำนาจ ฉินกุ้ยเฟยจะต้องหาทางกำจัดนางในภายหลังอย่างแน่นอน

นางเริ่มสำรวจความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม 'หลินเจี๋ยอวี๋' เป็นบุตรสาวของใต้เท้าหลิน ขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ในกรมพิธีการ ตระกูลหลินเป็นตระกูลขุนนางน้ำดีที่ซื่อสัตย์ แต่ความซื่อสัตย์นั้นกลับเป็นภัยเมื่อไปขวางหูขวางตาอัครเสนาบดีฉิน บิดาของฉินกุ้ยเฟย

"ความทรงจำเหล่านี้..." หลินซีพึมพำ "มันเจ็บปวดกว่าที่ข้าเขียนลงในกระดาษเสียอีก"

ภาพความอบอุ่นของครอบครัว ภาพพี่ชายที่คอยสอนนางขี่ม้า ภาพท่านพ่อที่ยิ้มให้ด้วยความเมตตา ทุกอย่างกำลังจะหายไปหากนางไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ตามเนื้อเรื่องเดิม อีกเพียงสามเดือนเท่านั้น ตระกูลหลินจะถูกใส่ร้ายว่าฉ้อโกงเงินเสบียงทหาร และจะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร

"ข้าจะยอมให้มันจบแบบนั้นไม่ได้" หลินซีกำผ้าห่มแน่น "ในเมื่อข้าเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ข้าจะเปลี่ยนตอนจบให้น่าประทับใจที่สุดเอง"

แผนการเข้าหา 'มังกรเย็นชา'

การจะขึ้นสู่อำนาจในวังหลัง มีทางเดียวเท่านั้นคือการเป็นสตรีที่ 'ฮ่องเต้เซียวอวี้เชน' โปรดปราน

ในนิยายของหลินซี เซียวอวี้เชนคือฮ่องเต้ที่เฉลียวฉลาด เคร่งขรึม และเย็นชา เขาไม่เคยรักสตรีคนไหนอย่างแท้จริง สนมทุกคนเป็นเพียงหมากในกระดานการเมือง ฉินกุ้ยเฟยได้ดีเพราะอำนาจของบิดา ไม่ใช่เพราะความรัก

"เซียวอวี้เชนชอบผู้หญิงที่คุยเรื่องบ้านเมืองได้ ชอบคนที่รักษาระยะห่าง ไม่ชอบสตรีที่มาประจบเอาใจ... และที่สำคัญที่สุด เขามีปมในใจเรื่องพระมารดาที่ถูกลืม" หลินซีวิเคราะห์ตัวละครที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างละเอียด

นางรู้ดีว่าฮ่องเต้จะเสด็จผ่านเส้นทางไหน เวลาใด และทรงมีเรื่องกลัดกลุ้มอะไรอยู่ในใจ ช่วงเวลานี้ในนิยาย คือช่วงที่เกิดอุทกภัยทางตอนใต้ ขุนนางในราชสำนักต่างเสนอแต่การแจกจ่ายเงินทองซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

"ชิงเอ๋อร์... เจ้าไปหาเครื่องดนตรีมาให้ข้าสักอย่างหนึ่ง"

"เครื่องดนตรีหรือเพคะ? ในที่แบบนี้จะมีอะไรได้..." ชิงเอ๋อร์ทำหน้าลำบากใจ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ "มีกู่เจิงเก่าๆ ตัวหนึ่งในห้องเก็บของเพคะ แต่มันสายขาดไปเส้นหนึ่งแล้ว"

"ไม่เป็นไร สายขาดก็ช่างมัน ข้าขอแค่เสียงที่สื่อถึงความโศกเศร้าก็พอ"

คืนจันทร์เสี้ยวกับการขยับหมาก

สองอาทิตย์ผ่านไป แผลของหลินซีเริ่มสมานตัว แม้จะยังทิ้งรอยแผลเป็นจางๆ ไว้ แต่นางก็ไม่สน นางใช้เวลาช่วงนี้ฝึกซ้อมบทเพลงที่นางเขียนไว้ในนิยายว่าเป็นเพลงที่พระมารดาของฮ่องเต้เคยร้องให้เขาฟังก่อนจะสิ้นพระชนม์ เพลงนี้ไม่มีใครในวังรู้จักอีกแล้ว นอกจากฮ่องเต้... และหลินซี

คืนนั้น ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความหนาวเหน็บมาสู่ตำหนักเย็น หลินซีในชุดสีขาวเรียบง่าย ไร้เครื่องประดับเลอค่า นั่งอยู่กลางลานกว้างท่ามกลางแสงจันทร์ นางเริ่มกรีดนิ้วลงบนสายกู่เจิงที่เหลืออยู่

เสียงเพลงดังกังวาน หวานเศร้า และบาดลึกเข้าไปในความทรงจำ

ในขณะเดียวกัน ขบวนเสด็จของฮ่องเต้เซียวอวี้เชนกำลังเคลื่อนผ่านเส้นทางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ทรงเพิ่งกลับจากการประชุมเครียดเรื่องเขื่อนที่พังทลาย และความวุ่นวายในราชสำนัก

"หยุดก่อน" ฮ่องเต้สั่งเสียงเรียบ

"มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท?" หัวหน้าขันทีถามด้วยความสงสัย

"เสียงเพลงนั่น... มาจากไหน?" เซียวอวี้เชนขมวดคิ้ว หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ท่วงทำนองนี้... เพลงที่สตรีคนนั้นเคยร้องก่อนจะจากเขาไปในห้องเย็นที่มืดมิด

"ทิศทางนั้น... ดูเหมือนจะเป็นตำหนักเหมันต์นิรันดร์พ่ะย่ะค่ะ เป็นสถานที่พำนักของสนมที่ถูกทำโทษ"

ฮ่องเต้ไม่รอคำตอบ เขาลงจากเกี้ยวและก้าวเดินไปตามเสียงเพลงนั้นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหาและความสงสัย ขบวนผู้ติดตามต้องรีบตามไปอย่างเร่งรีบ

เมื่อเขามาถึงหน้าตำหนักที่ทรุดโทรม ภาพที่เห็นคือสตรีคนหนึ่งนั่งอยู่ลำพังท่ามกลางใบไม้แห้งที่ปลิวไสว แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าที่ซีดเซียวแต่สวยงามหมดจด นางดูเบาบางราวกับวิญญาณที่พร้อมจะมลายหายไป

หลินซีรู้ดีว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น แต่นางยังคงเล่นต่อไปจนโน้ตสุดท้ายจางหายไปในความเงียบ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง และแสร้งทำท่าตกใจจนตัวสั่น นางรีบก้มลงถวายบังคมจนหน้าผากแทบจรดพื้น

"หม่อมฉันหลินเจี๋ยอวี๋... ถวายพระพรฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"

เซียวอวี้เชนก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นกายของนางไม่ใช่กลิ่นแป้งราคาแพงเหมือนกุ้ยเฟย แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิและยาสมุนไพร

"เพลงเมื่อครู่... เจ้าไปเรียนมาจากไหน?" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการคาดคั้น

หลินซีเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางมีน้ำตาคลอเบ้า (ซึ่งนางฝึกฝนมาอย่างดีหน้ากระจก) "ทูลฝ่าบาท... เพลงนี้เป็นเพลงเก่าแก่ที่หม่อมฉันเคยได้ยินนางกำนัลชราคนหนึ่งร้องเมื่อครั้งหม่อมฉันยังเป็นเด็ก นางบอกว่าเป็นเพลงที่ใช้ปลอบโยนดวงใจที่อ้างว้าง หม่อมฉันเพียงแต่... รู้สึกอ้างว้าง จึงได้บรรเลงออกมาเพคะ"

ฮ่องเต้มองลึกลงไปในดวงตาของนาง เขาเห็นทั้งความเจ็บปวด ความอ่อนโยน และความฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางนอบน้อม

"ในที่ที่กันดารเช่นนี้ เจ้ายยังมีใจสุนทรีอีกหรือ?"

"ในที่ที่มืดมิดที่สุด แสงจันทร์กลับสว่างไสวที่สุดนะเพคะ" หลินซีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความหมาย "เหมือนกับปัญหาอุทกภัยทางใต้ที่ฝ่าบาททรงกังวลใจ หากเรามองเพียงกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เราก็จะเห็นเพียงความพินาศ แต่หากมองไปที่ต้นน้ำและรากไม้... เราอาจจะพบทางรอดเพคะ"

คำพูดนั้นทำให้ฮ่องเต้ชะงัก นี่คือนางสนมชั้นต่ำที่ถูกตราหน้าว่าคบชู้จริงหรือ? คำพูดเรื่อง 'ต้นน้ำและรากไม้' มันตรงกับความคิดที่เขากำลังไตร่ตรองอยู่พอดี

"เจ้า... รู้เรื่องการเมืองด้วยหรือ?"

"หม่อมฉันเพียงแค่อ่านหนังสือมาบ้างเพคะ" หลินซีก้มหน้าอมยิ้ม "หากฝ่าบาทไม่ทรงรังเกียจ ตำหนักที่ทรุดโทรมนี้ยังมีชาป่าที่พอจะช่วยให้ทรงผ่อนคลายได้บ้าง..."

คืนนั้น ฮ่องเต้ไม่ได้เสด็จกลับตำหนักใหญ่ แต่ทรงประทับอยู่ที่ตำหนักเย็นจนเกือบเกือบเช้า ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่ววังหลังราวกับไฟลามทุ่ง และมันคือจุดเริ่มต้นของการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการระหว่าง 'นักเขียน' ผู้รู้ล่วงหน้า กับ 'สนมเอก' ผู้กุมอำนาจ

หลินซีมองดูเงาของตัวเองในบ่อน้ำครำหลังตำหนัก นางไม่ได้เห็นเพียงนางสนมที่น่าสงสาร แต่นางเห็นฮองเฮาคนต่อไปที่จะขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ และนางจะลากฉินกุ้ยเฟยลงมาให้สมกับความชั่วที่นางเคยเขียนไว้!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel