บ้านที่อยู่ไม่ได้
ทันทีที่นางถามสาวใช้อย่างอิ่นหรงก็กัดปากแน่น
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อาจสู้หน้าคนในเมืองเผย แต่เพราะว่าคนสกุลหวงต้องถูกเนรเทศ ตอนนี้ท่านอ๋องยังปกครองชาวบ้านปกติ แต่เจ้ารู้หรือไม่ วังหลวงที่ร้อนระอุเป็นเพราะการชิงอำนาจ และไม่ว่าฝ่ายใดจะได้ครองบัลลังก์ ทุกอย่างต้องมีการผลัดเปลี่ยน ในเมื่อเราไปเมืองหลวงไม่ได้ เราต้องหาที่ไป” นางให้เหตุผลตามที่เคยศึกษาเรื่องสงครามมาบ้าง
“ในทุกที่มักมีคนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย และฝ่ายที่ได้รับอำนาจครองบัลลังก์ก็จะเลือกใช้คนของตนเองขึ้นปกครองแต่ละแคว้น หรือเจ้าไม่สังเกตุ ทหารที่นี่แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายป้องกัน และฝ่ายที่หล่ะหลวม” ข้อบ่งชี้ที่ฉลาดทำสาวใช้และน้องชายจ้องหน้าเขม่ง ทุกอย่างที่หวงอี้หนิงกล่าวมาเป็นความรู้ของคนระดับขุนนางด้วยซ้ำ
”ตอนข้าป่วยข้าได้ยินท่านลุงพูดทุกวัน“ นางแก้ตัวไปเช่นนั้นแต่ทั้งสองคนกลับพยักหน้าเห็นด้วย เพราะสงครามกลางเมืองนั้นขยายวงกว้างออกเรื่อยๆ มันไม่ได้เดือดร้อนเพียงประชากรของเมืองหลวง แต่มันรวมถึงทุกเมืองในใต้หล้า
ตัวนางเองก็ศึกษาประวัติศาสตร์มาพอสมควร แม้การเข้ามาอยู่ที่นี่จะเป็นที่ๆไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ทั้งชื่อเมือง ฮ่องเต้ ท่านอ๋อง เท่ากับว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในตอนที่นางมา หรืออาจจะสั้นจนไม่มีบันทึกก็เป็นได้
”หากเป็นเช่นนั้น มีหมู่บ้านเก่าของแม่ข้าอยู่ที่เมืองโหยว หากคุณหนูไม่กลัวลำบาก เราไปพักที่นั่นก่อนได้เจ้าค่ะ บ้านข้า…ไม่มีใครอยู่มานานแล้ว“ ดวงตากลมโตดั่งตากวางมีประกายระยิบระยับก่อนพยักหน้าดีใจ
”ไกลจากที่นี่หรือไม่“ ในหนึ่งแคว้นมีแยกออกมาถึงสามเมือง ขอแค่ไม่ใช่ที่นี่ แม้จะต้องอยู่ที่แคว้นเดิมก็ไม่เป็นไร
”เอ่อ…แค่สิบหลี่เจ้าค่ะ“ นางยกมือขึ้นมาคำนวน…ห้ากิโล…
”ใกล้ไปหรือไม่“ นางทำหน้าเหยเกก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง
”เอาเถอะ อย่างไรก็อยู่ที่จวนไม่ได้อยู่ดี ไปเถอะเตรียมตัวกัน พรุ่งนี้เช้ามืดเราจะออกเดินทาง“
หลังจากกลับมาจากการสำรวจหมู่บ้านพร้อมคุยเรื่องสำคัญกับน้องชายและสาวใช้ นางบอกให้บ่าวรับใช้ของสกุลลั่วกลับไปทำงานให้ฮูหยินลั่วได้เลย ทางนี้ไม่ทีอะไรน่าเป็นห่วง ก่อนจะจัดการตรวจทานดูสินเดิม ว่ามีสิ่งใดบ้าง และจดใส่กระดาษ แบ่งส่วนนึงไว้ให้น้องชายในภายหน้า มีสมบัติติดตัวจะได้ไม่ลำบาก ก่อนจะแยกเงินออกมา10หยวน พร้อมทั้งจัดใส่ถุงผ้าอย่างดี
“คุณหนู นำข้าวของพวกนี้ไปหรือไม่เจ้าคะ” หวงอี้หนิงที่นั่งเขียนจดหมายขึ้นมาถึง3ฉบับหันมามองข้าวของที่คนบ้านลั่วจัดการให้พร้อมคิดหนัก
“เอาเสื้อผ้าไปคนละ3ชุดก็พอ อย่าให้ท่านป้าเสียน้ำใจ” เสื้อผ้าพวกนี้ทั้งของนางและของน้องชายล้วนเป็นของที่ตัดเย็บขึ้นมาใหม่ นางเกรงใจจึงเลือกเอาไปด้วยบางส่วน
”อาอิ่น หากไปพักที่บ้านเดิมของเจ้า เราอาจจะต้องปลูกผักหรือเลือกทำอาชีพค้าขาย เช่นนั้นเจ้าคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้…ชาวบ้านจะพอมีกำลังซื้อหรือไม่“ อิ่นหรงก้มหน้าพร้อมส่ายหัว
”บ่าวไม่มั่นใจจริงๆเจ้าค่ะ ตอนนี้เหล่าเศรษฐีล้วนกักตุนของและเดินทางไปตามหัวเมืองต่างๆ เอาไว้แลกกับการอนุญาติให้เข้าประตูเมือง แต่ว่า…ชาวบ้านกลับอดอยากปากแห้งจนเกินจนทนไหวกันอยู่แล้วเจ้าค่ะ“ นางเชื่ออิ่นหรง เพราะบ่าวรับใช้ผู้นี้เคยเป็นทาสที่ถูกทางการริบเข้ากรมอาญา คงพอรู้อะไรมาบ้าง
”ไม่เป็นไร เราไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่นกัน“ นางเขียนจดหมายเสร็จพอดี ก่อนจะนำมาวางเรียงกันเอาไว้ที่โต๊ะน้ำชา พร้อมทั้งเงิน10ตำลึง จากนั้นจึงเข้านอนรอเวลาเช้ามืด นางต้องพาน้องชายวัยเพียง4หนาวออกจากจวนหลังนี้
หลังจากนอนหลับพักผ่อนเต็มที่ทันทีที่ได้ยินเสียงผลัดเวรยามนางจึงลุกขึ้นทันที ก่อนจะเรียกน้องชายและสาวใช้ให้เตรียมตัว สวมเสื้อผ้าที่มีความทะมัดทะแมงกว่านี้
”พี่หญิง…ภายหน้าเรามีโอกาสที่จะได้กลับมาที่นี่หรือไม่ขอรับ“ ทั้งสามคนยืนอยู่ลานกว้างหน้าจวนก่อนหันกลับไปมองเรือนหลังใหญ่ที่มืดมิดคล้ายเรือนร้าง
”เมื่อถูกยึดไปแล้ว ก็ยากที่จะได้กลับคืน เจ้าอย่าได้เป็นกังวลไป พี่หญิงคนนี้จะต้องสร้างเรือนหลังใหม่ให้เจ้าได้แน่นอน“ บ้านหลังนี้มีความผูกพันธ์ของคนสกุลหวงแต่หวงหานฟู่กลับอยู่อาศัยต่อไม่ได้ เพียงเพราะปัญหาของผู้ใหญ่
”ไปเถอะ“
