ครอบครัวที่เหลืออยู่
“อาฟู่” นางเรียกน้องชายที่นั่งเล่นด้วยอาการเหงาหงอยเบาๆ เด็กชายตัวเล็กจึงเดินเข้ามาหาเมื่อเห็นพี่หญิงของเขากวักมือเรียก
“ปีนี้เจ้ากี่หนาวแล้ว” นางดึงคนเป็นน้องมานั่งข้างๆ
“ข้ามีอายุเพียงสี่หนาวขอรับ พี่หญิง…เราจะไปหาท่านพ่อได้หรือไม่“ นางยิ้มอ่อนบนใบหน้า เด็กตัวแค่นี้จะไปรู้เรื่องอะไรกัน นางกวาดตามองเรือนใหญ่ การเกิดใหม่ที่นี้แม้ไม่แย่แต่นางคงต้องอดทนให้มาก อดทนกับชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม และอดทนเพื่อเลี้ยงดูเด็กชายคนนี้ให้ไม่อ้างว้าง
”ฟู่เอ๋อร์ เจ้าคิดถึงท่านพ่อและท่านแม่ใช่หรือไม่“ เมื่อคนเป็นน้องพยักหน้านางจึงดึงเข้ามากอด
”ท่านพ่อแม้ยังอยู่แต่ยากนักที่เราจะเข้าใกล้ ส่วนท่านแม่จะขึ้นไปเป็นดาวดวงใดสักดวงนึงบนท้องฟ้าใหญ่ มองดูเจ้าเติบโต“ นางชี้ท้องฟ้าที่ยังสว่างให้คนเป็นน้องดู
”ต้องรอกลางคืนใช่หรือไม่ จึงเห็นท่านแม่“ นางพยักหน้า
“หากเจ้าคิดถึงพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเคารพสุสาน พี่หญิงของเจ้าเตรียมขนมหวานให้เจ้าด้วย คืนนี้เจ้านอนกับพี่หญิงที่นี่ ไม่ต้องไปนอนกับคนบ้านลั่ว เพราะวันข้างหน้า เราไม่อาจพึ่งพาเขาได้ตลอด” การที่มีพวกนางไปอยู่ด้วยไม่ใช่แค่เรื่องไม่อยากเป็นภรรยารอง แต่ยังรวมถึงการถูกนินทาและมีผลต่อหน้าที่การงาน ทั้งท่านลุงลั่ว และตัวของเหวินหลงเองก็ด้วย นางไม่อาจพึ่งพาใครไปได้ตลอดชีวิต
“หากทำเช่นนั้นเราจะไปอยู่ที่ใดกันหรือขอรับ” แม้หานฟู่จะเป็นเพียงเด็กแต่เหมือนเขาจะเข้าใจสถานการณ์ครอบครัวได้ดี
“ไว้พรุ่งนี้ตอนไปสุสานข้าจะลองดูว่าสงครามรุนแรงถึงเพียงไหน มีพี่หญิงของเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องกลัว” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองนางคอตั้ง
“พี่หญิงจะไม่ทิ้งข้าจริงๆนะขอรับ จะไม่ทำแบบเดิมอีกใช่หรือไม่” น้ำตาเม็ดเล็กของนางไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวหากบิดายอมปริปากบอกว่าใครบงการชีวิตคนสกุลหวงคงไม่เป็นเช่นนี้ ส่วนบุตรสาวคนโตอย่างอี้หนิงร่างเดิม หากมีใจที่หนักแน่น เด็กชายคนนี้คงไม่อ้างว้าง
“ไม่แน่นอน ต่อจากนี้ข้าจะเป็นครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวให้เจ้า”
