บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 ย้ายออก

“ดี ๆ วันนี้เจ้าช่างกตัญญูนัก เห็นหรือไม่เล่า นางยอมแต่งออกไป”

โจวหน่ามองลู่อิงด้วยสายตาพึงพอใจขึ้นเล็กน้อย นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เด็กสาวทำสิ่งถูกใจนางเช่นนี้

“ดี ในเมื่อเจ้ายอมรับการแต่งงานครั้งนี้ ข้าจะพาเจ้าไปยังบ้านของพรานหวงเล่ย เจ้าเก็บข้าวของเรียบร้อยหมดแล้วใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ ข้าเก็บของหมดแล้ว พวกเราเดินทางกันได้เลย”

ลู่อิงแทบไม่สนใจคำพูดของโจวหน่าอีกแล้ว ในใจมีเพียงความต้องการเดียว ออกไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วยิ่งดี

“เดี๋ยวก่อนท่านลุงผู้ใหญ่ แล้วเงินสินสอดที่นำมาสู่ขอนางเล่า”

โจวหน่ารีบเอ่ยถามขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง

“เงินนั้นมีให้อยู่แล้ว แต่ข้าจะให้เจ้าเพียงหนึ่งตำลึงเงินห้าร้อยอีแปะ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งต้องเก็บไว้ให้ลู่อิงใช้ซื้อยา”

“แต่เงินนั้นต้องเป็นของข้าทั้งหมดไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงต้องแบ่งไปซื้อยาให้นางด้วยเล่า”

“โจวหน่า เจ้าลืมคำพูดของตนเองไปแล้วหรือ เมื่อครั้งนั้นเจ้าพูดเช่นไร จงลองนึกย้อนกลับไปดูเอาเอง”

คำพูดของผู้ใหญ่บ้านทำให้โจวหน่าชะงักงัน ความทรงจำเมื่อครั้งลู่อิงเพิ่งฟื้นคืนสติค่อย ๆ ผุดขึ้นมา

ในตอนนั้นเป็นนางเอง ที่เสนอเรื่องสู่ขอ เพื่อหาเงินมาซื้อยารักษาอาการป่วยของลู่อิง นางยอมเสียเงินไปห้าร้อยอีแปะ แต่กลับได้สินสอดคืนมาถึงหนึ่งตำลึงเงิน นับว่ากำไรอยู่ไม่น้อย

เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของโจวหน่าจึงคลายความไม่พอใจลงเล็กน้อย

“ข้าเข้าใจแล้ว เมื่อครู่ข้าลืมนึกไป เอาเท่านั้นก็ได้”

ผู้ใหญ่บ้านยื่นเงินหนึ่งตำลึงห้าร้อยอีแปะให้โจวหน่า ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นี่คือเงินค่าสินสอด ต่อจากนี้ลู่อิงจะไม่เกี่ยวข้องกับบ้านของเจ้าอีก เพราะนางแต่งออกไปแล้ว”

“ข้ารู้แล้ว ข้าก็ไม่ได้อยากรู้จักนางเสียหน่อย แต่งออกไปแล้วก็เหมือนขี้ที่สาดออกไปนั่นแหละ”

ถ้อยคำนั้นทำให้แววตาของลู่อิงเย็นวาบขึ้น แม้ใบหน้าจะยังสงบนิ่ง ทว่าความเจ็บปวดจากคำดูถูกกลับถูกเก็บซ่อนไว้ลึกลงไปในอก

“หึ… ขี้หรือ ขี้ทองคำคนนี้ ท่านอย่าได้มาอ้อนวอนกราบขี้เช่นข้าในภายหน้าก็แล้วกัน”

ลู่อิงยกยิ้มบาง ๆ ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบจนคนมองรู้สึกสะท้าน

“อย่าได้ลืมคำพูดของท่านในวันนี้ ว่าข้าก็คือคนอื่น ข้าก็จะไม่ลืมเช่นกันว่า สำหรับท่านแล้ว ท่านเองก็เป็นเพียงคนอื่นเช่นกัน”

นางหันไปหาผู้ใหญ่บ้าน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสขึ้นเล็กน้อย

“พวกเราไปกันเถอะท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ข้าอยากไปหาสามีเต็มทีแล้ว”

ลู่อิงส่งสายตาเรียบนิ่งกลับไปยังแม่เลี้ยงกับบุตรสาวอีกครั้ง เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของทั้งสอง ความอัดอั้นภายในใจก็พลันเบาบางลงไม่น้อย

คำพูดเมื่อครู่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งยืนฟังอยู่ถึงกับมองเด็กสาวตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

นี่ใช่ลู่อิงคนเดิม ผู้เคยหวาดกลัวและยอมก้มหัวให้สองแม่ลูกอยู่เสมอจริงหรือ?

แววตาสับสนปนสงสัยของผู้ใหญ่บ้านไม่อาจรอดพ้นสายตาของลู่อิงไปได้ นางจึงหันไปยิ้มให้ชายสูงวัย ก่อนตัดสินใจอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเองออกมา

หากเปลี่ยนนิสัยไปอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีคำอธิบาย ย่อมทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ บางทีอาจถึงขั้นคิดว่านางถูกผีเข้าสิงร่างเสียด้วยซ้ำ

“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้านคงกำลังคิดสินะเจ้าคะ ว่าเหตุใดข้าจึงเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

ลู่อิงเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“เมื่อก่อนข้ายอมพวกนาง เพราะยังนับถือทั้งสองคนอยู่ แต่หลังจากหมดสติครั้งนั้น ข้านึกว่าตนเองคงตายไปแล้วจริง ๆ และเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เหมือนได้เกิดใหม่”

ดวงตาของนางฉายแววแน่วแน่ขึ้นทีละน้อย

“ในเมื่อข้าได้รับโอกาสให้มีชีวิตอีกครั้ง ข้าก็อยากลองต่อสู้เพื่อตนเองบ้าง ต่อจากนี้คงไม่มีลู่อิงคนเดิมอีกแล้วเจ้าค่ะ”

ผู้ใหญ่บ้านมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏขึ้น

“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว ลุงดีใจกับเจ้าด้วยจริง ๆ ลู่อิง บิดาของเจ้าเป็นคนใจดีเกินไป จึงมักไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของสองแม่ลูกนั่น”

ชายสูงวัยถอนหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ

“เมื่อเห็นเจ้าเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ลุงผู้นี้ก็ยินดีด้วย ต่อไปเมื่อไปอยู่กับพรานเล่ย เจ้าก็ดูแลเขาให้ดี ถึงพรานเล่ยจะเป็นคนพูดน้อยและค่อนข้างนิ่งเงียบ แต่เขาไม่เคยคิดทำร้ายผู้อื่นแน่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ เจ้าก็อย่าได้คิดมากนักเลย”

สายตาของผู้ใหญ่บ้านทอดไปยังเด็กสาวเบื้องหน้า เมื่อคิดว่านับจากวันนี้ชีวิตของลู่อิงคงต้องอยู่เคียงข้างบุรุษผู้ไม่อาจมีบุตรได้ ความสงสารก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“ท่านลุงผู้ใหญ่ ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้ารู้ดีว่าการแต่งกับคนผู้นั้น ย่อมต้องแลกกับความสุขบางอย่าง ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ”

“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว เงินนี้เจ้าเก็บเอาไว้เสีย หากมีเวลาว่างก็ไปซื้อยาจากบ้านท่านหมอ แล้วนำมากินให้ครบตามที่สั่งเถอะ”

“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว”

ทั้งสองพูดคุยกันไปตลอดเส้นทาง กระทั่งเดินมาถึงรั้วใหญ่ของบ้านพรานหวงเล่ย

ผู้ใหญ่บ้านพาลู่อิงเดินเข้าไปส่งถึงด้านใน ก่อนฝากฝังเด็กสาวกับหวงเล่ยอีกเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว จึงค่อยเดินทางกลับไป

ลู่อิงยืนนิ่งอยู่ตรงชานบ้าน สายตาจับจ้องไปยังร่างสูงบนเก้าอี้ไม้

ชายหนุ่มนั่งนิ่งราวกับไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดกับหญิงสาวคนใหม่ของตน ส่วนลู่อิงเองก็ไม่ต่างกัน นางไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นทำสิ่งใดก่อน

ในที่สุดจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้น

“ท่านมีเรื่องใดต้องสั่งห้ามข้าหรือไม่”

ลู่อิงสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า เส้นผมยาวบดบังใบหน้าส่วนหนึ่งเอาไว้ ประกอบกับหนวดเครารุงรังจนแทบปิดบังเค้าโครงเดิมจนมิด

มองอย่างไรก็ช่างขัดตานางเสียเหลือเกิน

สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในความคิดคือ… ตัดผมให้เสียก่อน แล้วโกนหนวดเคราพวกนั้นออกให้หมด!

“เจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำเถิด ในบ้านยังมีห้องว่างอยู่อีกหนึ่งห้อง เจ้านอนห้องนั้นก็แล้วกัน”

“ได้ ข้าจะนำของไปเก็บ”

ลู่อิงพยักหน้ารับ ก่อนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาจริงจัง

“ในเมื่อท่านไม่มีสิ่งใดต้องห้าม ข้าก็จะดูแลท่านตามความสามารถของข้า ขอเพียงท่านเชื่อใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องลำบากอย่างแน่นอน”

นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

“เมื่อก่อนข้ามีความรู้เรื่องการดูแลคนอยู่เล็กน้อย อีกทั้งยังเคยฝึกฝังเข็มกับท่านหมอซึ่งอาศัยอยู่บนเขามาบ้าง หากท่านเชื่อใจ ข้าก็อยากลองใช้วิชาที่มีช่วยรักษาท่านดูเจ้าค่ะ”

นางพูดจบก็หันหลังเดินจากไป เรื่องฝังเข็มนั้น นางเคยเรียนรู้มาในชาติก่อน แม้จะทำงานเป็นพยาบาล แต่ก็เคยศึกษาหลักการฝังเข็มมาบ้าง จึงพอมีความรู้และความสามารถในเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย

จากการสังเกตช่วงล่างของหวงเล่ย ขาของเขายังไม่ลีบแบนมากนัก อาจเป็นเพราะเพิ่งสูญเสียความสามารถในการเดินได้ไม่นาน จึงยังพอมีโอกาสทำกายภาพบำบัดได้บ้าง เพียงแต่ผลจะเป็นเช่นไร สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและความพยายามของเจ้าตัวเอง

หวงเล่ยมองตามแผ่นหลังของลู่อิง ซึ่งกำลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน

เมื่อครู่นางเพิ่งบอกว่าสามารถฝังเข็มได้ แล้วอย่างไรเล่า?

ใช่ว่าการฝังเข็มเพียงไม่กี่ครั้งจะทำให้เขากลับมาเดินได้เสียเมื่อไร ก่อนหน้านี้มีหมอฝีมือดีจำนวนไม่น้อยซึ่งเขาเชิญมารักษา ทว่าทุกคนล้วนไม่สามารถทำให้ขาของเขาขยับได้แม้แต่น้อย

แล้วเขาจะคาดหวังอะไรกับเด็กสาวซึ่งเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาได้ไม่นานกัน?

ความหวังของเขาดับลงไปนานแล้วต่างหาก

ลู่อิงเดินเข้าไปยังห้องนอนซึ่งจัดวางเตียงไว้อย่างเรียบร้อย บนเตียงมีผ้าผืนบางปูรองอยู่ พร้อมหมอนอีกหนึ่งใบ

เมื่อกวาดตามองสำรวจสภาพภายในบ้านแล้ว นางก็พอเดาได้ว่าคงมีคนเข้ามาช่วยทำความสะอาดอยู่เป็นระยะ ห้องนี้ไม่มีกลิ่นจากคนป่วยอาจเพราะเขานอนอยู่ห้องด้านข้าง

นางรีบเก็บข้าวของของตนเองให้เรียบร้อย ก่อนเดินไปยังห้องครัว

เมื่อเห็นอาหารซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิด ลู่อิงก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

ด้วยของกินเพียงเท่านี้… เขาใช้ชีวิตอยู่มาได้อย่างไรกัน?

“ข้าขอถามอะไรสักหน่อย เมื่อก่อนเป็นพี่หลี่เฟิงคอยมาดูแลท่านใช่หรือไม่”

หวงเล่ยพยักหน้าขึ้นลง

ไม่ว่านางจะถามสิ่งใด เขาก็ตอบกลับมาเพียงการพยักหน้าเท่านั้น

ลู่อิงค่อย ๆ ซักถามต่ออีกหลายเรื่อง กระทั่งได้ข้อมูลต่าง ๆ มาปะติดปะต่อจนพอเข้าใจสถานการณ์ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดยังขาของเขา ซึ่งมีผ้าพันเอาไว้

“ในเมื่อข้าแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของท่านแล้ว ต่อแต่นี้พี่หลี่เฟิงก็คงไม่ได้เข้ามาดูแลท่านบ่อยนัก เพราะข้าได้ยินจากท่านลุงผู้ใหญ่บ้านว่า หลังจากนี้เขาต้องเข้าไปทำงานในเมือง”

เรื่องนี้นางได้รับรู้ระหว่างเดินทางมายังบ้านของหวงเล่ย

“ข้าพอเคยเห็นรถสำหรับเข็นคนมาก่อน แม้จะไม่เคยสร้างเอง แต่ข้าวาดแบบออกมาได้ ท่านพอจะรู้ไหม ว่ามีใครฝีมือดีพอจะสร้างสิ่งนี้ได้บ้าง”

ลู่อิงเริ่มคิดถึงการดัดแปลงรถเข็นขึ้นมาใช้สำหรับหวงเล่ย หากต้องคอยยกชายร่างใหญ่เข้าออกจากบ้านด้วยตนเอง เกรงว่าคงไม่ไหวแน่ อีกทั้งยังมีอีกหลายเรื่องให้จัดการ

ส่วนเงินสำหรับซื้อเข็มที่ใช้รักษา… ตอนนี้นางก็ยังไม่มีเงินมากพอจะซื้อด้วยซ้ำ

เพียงคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ศีรษะก็แทบปวดตุบขึ้นมาแล้ว

“มีช่างอู๋กังอยู่ เจ้าลงเขาไปทางซ้ายมือ จะเห็นบ้านช่างอยู่ตรงนั้น”

“ขอบคุณท่านมาก ข้าจะรีบนำแบบไปให้เขาสร้าง เผื่อจะได้ทำเสร็จเร็ว ๆ และนำกลับมาใช้งานได้ไวที่สุด”

รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลู่อิง

อย่างน้อยเขาก็ยังตอบนางบ้าง ไม่ใช่เอาแต่พยักหน้าเพียงอย่างเดียว

ก่อนออกจากบ้าน ลู่อิงแวะเข้าไปในครัว นำวัตถุดิบเท่าที่มีมาทำอาหารอย่างง่าย ๆ ก่อนยกไปวางไว้ให้หวงเล่ย

แม้เขาจะเดินไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้อยู่บ้าง เขายังกินอาหารด้วยตนเอง และสามารถขับถ่ายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น แม้อาจยังไม่สะอาดเรียบร้อยนักก็ตาม

“ท่านกินข้าวตรงนี้นะเจ้าคะ ส่วนของเสีย ข้านำไปทิ้งให้เรียบร้อยแล้ว ข้าวางของทุกอย่างไว้ด้านข้าง ท่านหยิบถึงใช่หรือไม่”

นางถามเพื่อให้แน่ใจ

หวงเล่ยพยักหน้ารับ

เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่อิงจึงวางใจ เดินออกจากบ้านพร้อมปิดประตูให้แน่นหนา ก่อนมุ่งหน้าไปยังบ้านช่างอู๋กังตามคำบอก

เดินไปได้ไม่นานก็พบกับบ้านหลังหนึ่ง เสียงฟันไม้ดังออกมาจากด้านในสลับกับเสียงพูดคุยของผู้คน

ลู่อิงตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน ไม่นานก็มีชายคนหนึ่งเดินออกมาเปิดประตู

“ลู่อิงหรือ? เจ้ามาหาข้าด้วยเหตุใดกัน”

“ข้ามีเรื่องอยากรบกวนให้ท่านช่วยทำให้เจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าแต่งเข้าบ้านพรานหวงเล่ยแล้ว จึงอยากสั่งทำของบางอย่าง เพียงแต่ไม่รู้ว่าท่านจะสามารถทำให้ข้าได้หรือไม่”

ลู่อิงมองชายวัยกลางคนตรงหน้า

อู๋กังไม่ได้ดูแก่ชรามากนัก แม้ใบหน้าจะดูเข้มงวดจริงจัง ทว่าดวงตากลับเผยความใจดีออกมาอย่างชัดเจน

“เจ้าแต่งเข้าบ้านเขาแล้วหรือ? เจ้ายอมแต่งเอง หรือแม่เลี้ยงบังคับกันเล่า”

“ข้ายอมแต่งเองเจ้าค่ะ”

อู๋กังมองเด็กสาวอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังพิจารณาคำตอบ ก่อนพยักหน้าแล้วเปิดทางให้นางเดินเข้ามาด้านใน

“ข้างนอกเสียงดังอยู่หน่อย เจ้าเข้ามาในห้องทำงานของข้าก็แล้วกัน ข้าจะลองทำสิ่งตามแบบอย่างซึ่งเจ้าต้องการดู”

“ท่านมีกระดาษหรือไม่เจ้าคะ”

ลู่อิงรู้ดีว่ากระดาษในยุคนี้หายากเพียงใด และตัวนางเองก็ไม่มีติดมือมาเช่นกัน

“มี”

อู๋กังเดินเข้าไปหยิบกระดาษออกมา ก่อนนำมาวางตรงหน้าเด็กสาว

ลู่อิงหยิบแท่งไม้สีดำซึ่งมีลักษณะคล้ายถ่านไม้ขึ้นมา แล้วเริ่มวาดบางสิ่งลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ

ปลายแท่งสีดำเคลื่อนไปอย่างคล่องแคล่ว เส้นหนึ่งเชื่อมต่อกับอีกเส้นหนึ่ง จนค่อย ๆ ปรากฏเป็นรูปร่างซึ่งอู๋กังไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ชายช่างไม้เฝ้ามองฝีมือการวาดของเด็กสาวด้วยความสงสัย

สิ่งนี้คืออะไรกัน?

แล้วมันจะถูกนำไปใช้ทำสิ่งใด?

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel