ตอนที่ 6 รถเข็น
“นี่เป็นรถเข็นทำจากไม้ มีล้อคล้ายล้อเกวียน แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ส่วนเก้าอี้เป็นที่นั่งเรียบ ๆ พร้อมพนักพิงแข็งแรง ตรงล้อข้าอยากให้ทำเป็นที่สำหรับใช้มือหมุน เพื่อให้คนสามารถบังคับรถได้ด้วยตนเอง แล้วรถเข็นคันนี้ก็อยากให้มีพื้นที่นั่งกว้างสักหน่อย ท่านพอจะทำให้ข้าได้หรือไม่”
ลู่อิงยื่นแผ่นกระดาษให้อู๋กัง บนกระดาษเป็นภาพสิ่งประดิษฐ์จากความทรงจำของนาง ซึ่งนำมาดัดแปลงให้เหมาะกับการสร้างจากไม้ในโลกแห่งนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าช่างไม้จะสามารถทำตามแบบได้ไหม
อู๋กังจ้องมองภาพวาดอยู่นาน สายตาเหลือบมองเด็กสาวเป็นระยะ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่าเด็กสาวจะสามารถวาดสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้ออกมาได้อย่างละเอียด
“นี่เจ้าไปได้ภาพนี้มาจากที่ใด”
“ข้าเคยเห็นมันในความฝันเจ้าค่ะ เลยลองวาดออกมาดู ท่านทำได้หรือไม่”
“มีอะไรบ้างที่อู๋กังผู้นี้จะทำไม่ได้ ข้าทำมันได้อย่างแน่นอน เมื่อเสร็จแล้ว ข้าจะนำไปส่งให้ถึงบ้านของเจ้า”
ลู่อิงยิ้มกว้าง ความกังวลในใจคลายลงทันที นางเคยคิดว่าคนในโลกนี้อาจไม่สามารถสร้างรถเข็นตามแบบออกมาได้เสียอีก ทว่าเมื่อเรื่องการสร้างไม่มีปัญหา สิ่งที่ต้องตกลงให้ชัดเจนต่อไปก็คือเรื่องราคา
“แล้วรถเข็นคันนี้ ท่านคิดว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
“รถเข็นคันนี้ข้าไม่คิดเงิน ข้าเองก็อยากลองสร้างมันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า หากมันใช้งานได้จริง ข้าอยากทำออกมาขาย เจ้าจะว่าอย่างไร”
ของแปลกใหม่เช่นนี้ทำให้อู๋กังเกิดความสนใจ เขาอยากลองสร้างออกมาขายดู เพราะเชื่อว่ามันน่าจะได้รับความนิยมไม่น้อย
“ข้าให้ท่านทำขายได้ แต่หากนำไปทำขายโดยที่ข้าไม่ได้อะไรเลย…”
“หึ ๆ เจ้าตัวแค่นี้ก็เริ่มรู้จักค้าขายเสียแล้ว ข้าไม่เอาของเจ้าไปเปล่า ๆ หรอก ข้าจะแบ่งให้เจ้าสามส่วน เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร รถเข็นทุกคันที่ขายออกไป เจ้าจะได้สามส่วน”
ลู่อิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา นางไม่ต้องเสียเงินหรือลงแรงสร้างสิ่งใด แถมยังมีรายได้จากการขายอีกสามส่วน นี่ไม่ต่างจากโชคลาภหล่นลงมาตรงหน้าเลยไม่ใช่หรือ?
ก่อนหน้านี้นางยังกังวลเรื่องเงินอยู่แท้ ๆ หากรถเข็นขายได้ดี ปัญหาเรื่องเงินก็คงคลี่คลายลงไปได้ไม่น้อย
“ตกลงเจ้าค่ะ แล้วท่านจะขายคันละเท่าไหร่กัน”
“เรื่องนั้นต้องให้ข้าทดลองทำดูก่อน ข้าจะให้คำตอบเจ้า หลังจากนำรถเข็นไปส่งให้ในอีกสามวัน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านอยู่บ้าน”
ลู่อิงกล่าวลา ก่อนเดินออกจากบ้านของอู๋กังด้วยหัวใจที่เบิกบาน วันนี้ช่างเป็นวันโชคดีของนางเสียจริง เพียงมาขอให้เขาช่วยสร้างของบางอย่าง กลับสามารถหาหนทางสร้างรายได้จากรถเข็นคันนั้นได้อีกทาง
ทว่าเงินกว่าจะได้มาก็คงต้องรออีกหลายวัน…
ตอนนี้สิ่งที่เร่งด่วนกว่าคืออาหารในบ้านใกล้หมดเต็มที หากยังไม่หาเสบียงเพิ่ม เกรงว่าพวกนางคงต้องอดตายกันเสียก่อน
ลู่อิงกระชับตะกร้าสะพายด้านหลัง ก่อนเดินขึ้นเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของหวงเล่ย
คนอื่นต่างบอกว่าบนภูเขาแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดกินได้ แต่นางกลับไม่เชื่อ ภูเขากว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ จะไม่มีของกินอยู่เลยได้อย่างไรกัน?
นางเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ พลางกวาดสายตามองหาเถามันป่า กระทั่งพบมันหลายหัวจึงรีบขุดเก็บใส่ตะกร้า นอกจากนั้นยังเจอพริกป่า ข่า และใบมะนาวป่าอีกด้วย
ไหนใครว่าในป่าไม่มีของกินกันเล่า?
สำหรับนางแล้ว ที่นี่มันแหล่งทองคำชัด ๆ!
กว่าจะกลับมาถึงบ้าน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายเค่อ ลู่อิงเพลิดเพลินกับการหาเสบียงมากเกินไป จึงรีบสาวเท้ากลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เมื่อเข้าไปด้านใน นางก็พบหวงเล่ยนอนหลับอยู่ตรงเดิม
“เฮ้อ…”
เขาช่างน่าสงสารยิ่งนัก
แต่หากต้องพาเขากลับเข้าไปในบ้าน นางจะทำเช่นไรเล่า?
หรือว่าจะต้องรอให้พี่หลี่เฟิงกลับมา แล้วช่วยแบกเขาเข้าไปด้านในอีกครั้ง?
ลู่อิงนำของที่หาได้ไปเก็บไว้ ก่อนเริ่มลงมือทำอาหาร ในเมื่อวันนี้ได้มันป่ามา นางจึงคิดทำอาหารรสเผ็ดสักเล็กน้อย โดยนำมันป่าไปต้มจนสุก จากนั้นบดให้ละเอียดแล้วกินคู่กับน้ำซุปรสเผ็ด อย่างน้อยก็พอประทังชีวิตผ่านไปได้อีกหนึ่งวัน
ไม่นานนัก เสียงเรียกก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน
หวงเล่ยซึ่งกำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนยื่นมือไปดึงเชือกซึ่งผูกเอาไว้ขึ้นมา เพื่อส่งสัญญาณให้สหายเข้ามาด้านใน
“หวงเล่ย น้องสะใภ้ ข้านำอาหารมาให้พวกเจ้า”
เสียงของหลี่เฟิงดังขึ้นพร้อมกับเสียงล้อเกวียน
ครั้งนี้เขาถึงกับนำเกวียนวัวขึ้นมาบนเขา บนเกวียนมีทั้งข้าวสาร เนื้อสัตว์จำนวนหนึ่ง และของจำเป็นอีกหลายอย่าง
ลู่อิงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนมองสำรวจของทั้งหมดด้วยความประหลาดใจ
ด้านหลังเกวียนเต็มไปด้วยอาหาร นอกจากข้าวสารและเนื้อสัตว์แล้ว ยังมีผ้าห่มผืนใหม่ รวมถึงผ้าหลากสีอีกหลายผืนวางเรียงกันอยู่
เพียงเห็นสิ่งของเหล่านั้น หัวใจของลู่อิงก็พลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“พี่หลี่เฟิงจะขายของหรือเจ้าคะ?”
“นี่เป็นของเจ้าต่างหาก เมื่อเช้าหวงเล่ยฝากข้าไปซื้อของพวกนี้มาให้เจ้า ข้าคงต้องรบกวนเจ้าแล้ว อีกไม่กี่วันข้าก็ต้องเข้าเมืองไปทำงาน คงไม่มีเวลาว่างมาช่วยดูแลเขา ข้าฝากสหายของข้าให้น้องสะใภ้ช่วยดูแลด้วย นอกจากของซึ่งเขาฝากซื้อแล้ว ยังมีของที่ข้าซื้อมาเป็นของขวัญให้พวกเจ้าด้วย”
หลี่เฟิงเอ่ยพลางขนของเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคย ผ้าห่มถูกนำไปกองรวมกันกลางบ้าน ส่วนข้าวสาร เนื้อหมู น้ำตาล และเกลือ เขานำไปเก็บไว้ในครัวจนเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์ติดมือมาด้วย เผื่อว่าน้องสะใภ้จะอยากนำไปปลูก
“ข้านำของไปเก็บให้หมดแล้ว และวันนี้จะมาพาหวงเล่ยเข้าไปนอนด้านในด้วย ข้ารู้ว่าเจ้าคงพาเขาเข้าไปนอนเองไม่ไหว”
หลี่เฟิงพูดพลางมองสหายซึ่งนั่งนิ่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ยาว ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เมื่อก่อนบริเวณข้างกายหวงเล่ยมักมีของเสียกองอยู่เสมอ ทว่าครั้งนี้กลับสะอาดสะอ้าน ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือแม้แต่น้อย
เขาพยักหน้าเบา ๆ ความรู้สึกไว้วางใจในตัวลู่อิงเพิ่มขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย
“หวงเล่ย เจ้าน่าจะพูดคุยกับนางให้มากกว่านี้ หากเอาแต่เงียบเช่นนี้ นางจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าต้องการสิ่งใด เอาไว้ข้าจะมาเยี่ยมพวกเจ้าสองคนบ่อย ๆ”
หลี่เฟิงเอ่ยจบก็เข้าไปประคองร่างสูง ก่อนอุ้มเข้าไปในห้อง วางลงบนเตียงซึ่งมีแสงแดดส่องถึงอย่างพอเหมาะ เมื่อจัดท่าให้อีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว เขายังพูดคุยกับสหายอีกครู่ใหญ่ ทั้งกำชับเรื่องการต้มยาและฝากฝังให้ลู่อิงช่วยดูแล ก่อนจะขอตัวกลับ
“ท่านจะเช็ดตัวเลยหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะเช็ดให้”
ลู่อิงยกน้ำอุ่นซึ่งต้มเตรียมไว้เข้ามาในห้อง ถึงจะมีหลี่เฟิงคอยช่วยเหลือเป็นครั้งคราว แต่หวงเล่ยยังคงมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดกายอยู่ไม่น้อย นางคงต้องเร่งทำสบู่ให้เขาใช้เสียแล้ว
ใบมะนาวก็มีอยู่แล้ว ส่วนเมื่อครู่หลี่เฟิงนำของเข้ามา ยังมีมันหมูจำนวนไม่น้อย หากนำมาทำสบู่ก็คงเพียงพอสำหรับสบู่ก้อนใหญ่หนึ่งก้อนพอดี
หวงเล่ยมองใบหน้าซีดขาวของลู่อิง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ ความกระดากอายในใจเลือนหายไปนานแล้ว กล่าวให้ถูกก็คือ มันถูกทิ้งไว้พร้อมกับหัวใจอันแห้งเหี่ยวของเขาไปตั้งนานแล้ว
ลู่อิงชุบผ้าลงในน้ำอุ่น บิดหมาด ก่อนค่อย ๆ เช็ดตั้งแต่ใบหน้า ไล่ลงมาตามลำคอและแผ่นอกผอมแห้ง ทว่ากรอบร่างยังคงกว้างแข็งแรง
ครั้นถึงคราวต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบหน้าของลู่อิงก็พลันขึ้นสีเล็กน้อย ชาติก่อนนางไม่มีสามี อีกทั้งเคยเห็นร่างกายของผู้ป่วยมาจนคุ้นชิน ทว่าเหตุใดเมื่อเป็นหวงเล่ย นางกลับรู้สึกเขินอายขึ้นมาเสียได้
หรือเป็นเพราะรูปร่างของบุรุษตรงหน้าดูแข็งแรงกว่าคนป่วยทั่วไป จึงทำให้นางเผลอประหม่าเช่นนี้?
หวงเล่ยเหลือบมองแก้มทั้งสองข้างของลู่อิงซึ่งกำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ เขาเองไม่รู้ว่ายามนางเขินอาย ใบหน้าขาวผ่องจะเผยสีชมพูออกมาอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าเด็กสาวเพิ่งพ้นวัยปักปิ่น การได้เห็นร่างกายของบุรุษย่อมเป็นเรื่องแปลกใหม่ไม่น้อย
หลังเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้หวงเล่ยเรียบร้อยแล้ว ลู่อิงก็นำเสื้อผ้าใช้แล้วไปซักตรงบ่อน้ำด้านหลังบ้าน
จากนั้นจึงนำอาหารซึ่งทำไว้เมื่อครู่ พร้อมกับยาที่เตรียมเอาไว้ เดินกลับเข้าไปในห้อง วางสำรับลงข้างกายเขา ก่อนช่วยประคองให้ชายหนุ่มลุกนั่งขึ้นเล็กน้อย
“ท่านกินอาหาร แล้วอย่าลืมกินยาด้วยเล่า ข้าจะออกไปจัดของด้านนอกเสียหน่อย”
พูดจบ ลู่อิงก็ปล่อยให้เขากินอาหารอย่างสบายใจ
นางคงต้องสั่งทำโต๊ะขนาดพอเหมาะเอาไว้ให้เขาใช้กินอาหารเสียแล้ว รูปแบบคงทำเลียนแบบโต๊ะเลื่อนซึ่งเคยเห็นในโรงพยาบาล ใช้สำหรับให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารบนเตียงได้โดยไม่ต้องลุกขึ้นมา
ลู่อิงหยิบกระดาษซึ่งขอจากอู๋กังขึ้นมาจดสิ่งที่ต้องทำลงไป โชคดีที่ชายชราใจดี แบ่งกระดาษมาให้นางไม่น้อย ส่วนดินสอก็เป็นของทำขึ้นจากไม้ซึ่งนำไปเผาไฟ แม้จะเรียบง่าย แต่กลับสะดวกและใช้งานได้ดีทีเดียว
แม้บ้านหลังนี้จะมีคนป่วยอยู่หนึ่งคน แต่สภาพแวดล้อมกลับไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด มีที่ดินสำหรับเพาะปลูก อีกทั้งยังมีบ่อน้ำอยู่ภายในบริเวณบ้าน ทำให้หยิบใช้งานได้สะดวก รั้วรอบข้างยังช่วยบดบังสายตาจากผู้คนภายนอก ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ลู่อิงมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับสารพัดเรื่อง จนเผลอลืมนึกถึงบางสิ่งไปเสียสนิท
เหตุใดนางจึงรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อของหวงเล่ยนัก?
ราวกับว่าเคยอ่านชื่อนี้พบเจอจากหนังสือหรือเรื่องราวบางอย่างมาก่อน…
แต่ไม่ว่านางจะพยายามนึกเท่าใด กลับไม่สามารถนึกออกได้เลยว่าเคยพบชื่อนี้จากที่ใดกันแน่
