ตอนที่ 4 สู่ขอ
เมื่อลู่อิงรออยู่นานก็ยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากชายหนุ่ม นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนลุกขึ้น หันหลังเตรียมจะจากไป
ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นประตู เสียงเรียบเย็นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ข้ารับข้อเสนอของเจ้า”
มุมปากของลู่อิงยกขึ้นเล็กน้อย
นางคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเขาต้องตกลงอย่างแน่นอน เพียงแค่แสร้งทำทีจะจากไปอีกสักหน่อยเท่านั้นเอง จะมาดูถูกคนซึ่งผ่านโลกมาแล้วหนึ่งชาติอย่างนางได้อย่างไร?
ไม่มีทางเสียหรอก!
คนป่วยผู้นี้… นางจะค่อย ๆ ปราบให้เชื่องเอง!
“จริงหรือ?”
ลู่อิงแสร้งทำสีหน้าดีอกดีใจ ก่อนหันกลับไปมองชายหนุ่มด้วยแววตาเฝ้ารอคำยืนยัน
“ข้าจะให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนไปสู่ขอเจ้า แต่หากเจ้าคิดไม่ดีกับข้า เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะฆ่าเจ้าแน่ ถึงช่วงล่างของข้าจะใช้การไม่ได้ แต่แขนทั้งสองข้างยังแข็งแรงดี”
พูดจบ หวงเล่ยก็ไม่ได้ขู่เพียงปากเปล่า เขาหยิบมีดบินขึ้นมา ก่อนสะบัดข้อมือส่งมันออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉึก!
ปลายมีดปักลงตรงกลางเป้ายิงซึ่งทำขึ้นเองอย่างแม่นยำราวจับวาง
ลู่อิงถึงกับขนลุกซู่ นางจ้องมีดเล่มนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ก่อนรู้สึกถึงเหงื่อเย็น ๆ ไหลลงมาตามแผ่นหลัง
“ข้าไม่มีทางทำร้ายท่านอย่างแน่นอน หากท่านไม่ชอบข้าก็บอกกันดี ๆ เถิด อย่าได้ถึงขั้นฆ่าแกงกันเลย”
นางยิ้มแหย ๆ ก่อนเดินกลับไปนั่งลงยังตำแหน่งเดิม เพื่อพูดคุยวางแผนเรื่องชีวิตหลังจากนี้
“หึ ข้าไม่ทำร้ายเจ้า หากเจ้ายังเป็นคนดีอยู่”
หวงเล่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของเด็กสาวตรงหน้า
อีกฝ่ายเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาไม่นานแท้ ๆ แต่กลับกล้าหาญถึงเพียงนี้ ถึงกับนำชีวิตของตนเองมาวางเป็นเดิมพันกับเขา ช่างเป็นหญิงสาวผู้กล้าไม่ธรรมดาจริง ๆ
“ได้ เรื่องนั้นให้ท่านเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด ข้าเพียงอยากรู้ว่าท่านจะจัดการเรื่องแต่งงานอย่างไร”
“ข้าจะให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนของข้าไปสู่ขอ เจ้าเพียงรออยู่บ้านก็พอ”
วันนี้ยามเย็น หลี่เฟิงคงขึ้นมาหาเขาเช่นทุกครั้ง เรื่องลู่อิงล้มป่วย รวมถึงข่าวลือว่าอีกฝ่ายกำลังถูกแม่เลี้ยงบังคับให้แต่งงาน เขาก็ได้ยินมาจากหลี่เฟิงเช่นกัน
ใช่ว่าหวงเล่ยจะไม่รู้ว่าเหตุใดเด็กสาวจึงมาหาเขา เพียงแต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่า คนซึ่งจะมาหากลับเป็นลู่อิงเอง
ลู่อิงพยักหน้ารับโดยไม่ถามอะไรอีก
เรื่องสินสอด หากเขาต้องการให้เป็นจำนวนเท่าใด นางก็ไม่ได้ใส่ใจ ขอเพียงสามารถออกจากบ้านหลังนั้นได้ก็เพียงพอแล้ว
การต้องแต่งงานกับคนพิการและใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอันเงียบสงบเช่นนี้ ดูไปแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก
อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องทนอยู่กับสองแม่ลูกคู่นั้น
เมื่อลู่อิงเดินกลับมาถึงหน้าบ้าน ก็พบลู่ชิงกำลังก้าวออกมาจากเรือนหลักพอดี
ทันทีที่อีกฝ่ายหันมาเห็นนาง ลู่ชิงก็รีบเร่งฝีเท้าเข้ามาหาเรื่องในทันที
“นี่เจ้าเพิ่งหายป่วย ก็รีบออกไปข้างนอกแล้ว? ไปหาตัวผู้คนไหนมาเล่า?”
“เรื่องหาตัวผู้ ข้าไม่รู้หรอก แต่ถ้าเป็นเจ้า… คงถนัดเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?”
ลู่อิงเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนสวนกลับทันควัน
ลู่ชิงถึงกับนิ่งค้างไปชั่วขณะ เหมือนไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้
“เจ้ากล้าว่าข้า? นังเด็กสารเลว ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่! หรืออยากให้ข้าตบสั่งสอนเสียหน่อย?”
“โตกว่าข้าแค่ปีเดียว กล้าพูดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว?”
ลู่อิงมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนยิ้มบาง ๆ
“คนเช่นเจ้า หากเดินออกไปข้างนอกเพียงลำพัง อาจถูกจับไปขายก็ได้กระมัง เพราะผู้คนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นคนหรือหมูกันแน่”
“กรี๊ด! ท่านแม่! นังลู่อิงมันด่าข้า!”
ลู่ชิงกรีดร้องเสียงดัง นางไม่เคยถูกใครต่อว่ารุนแรงเช่นนี้มาก่อน ยิ่งคนพูดเป็นเพียงลู่อิง เด็กสาวซึ่งเคยถูกตนเองรังแกมาตลอด ยิ่งทำให้ความอับอายและความโกรธพุ่งขึ้นจนแทบระเบิด
เสียงของโจวหน่าดังออกมาจากในบ้าน ก่อนเจ้าตัวจะรีบเดินออกมา
“ใครมารังแกลูกข้า? นังเด็กเวร เป็นเจ้าเอง? เหตุใดถึงยังไม่ตายไปเสีย อยู่รอดมาให้เปลืองเงินข้าทำไม!”
ลู่อิงยืนนิ่ง ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
นางยกมือขึ้นแคะหูอย่างสบายอารมณ์ ก่อนเป่าเบา ๆ ไปทางสองแม่ลูก แล้วจึงยกยิ้มขึ้นอย่างเยือกเย็น
“เงินของท่าน? ข้านึกว่าเป็นเงินของบิดาข้าเสียอีก”
นางเว้นจังหวะ พลางกวาดตามองโจวหน่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“หากไม่ได้เงินของบิดาข้า ท่านจะกินจนตัวอ้วนเป็นหมูอยู่เช่นนี้ได้หรือ?”
คำพูดนั้นทำให้โจวหน่าหน้าชาไปทันที
ลู่อิงยังคงพูดต่ออย่างไม่ไว้หน้า
“มิน่า… บิดาของข้าถึงจากไปเร็วนัก ที่แท้มีปลิงคอยสูบเลือดสูบเนื้ออยู่ข้างกายมาตลอดนี่เอง”
สองแม่ลูกยืนนิ่งงัน
นิ้วมืออวบอ้วนของโจวหน่าชี้ค้างมายังใบหน้าซึ่งคุ้นเคย เพราะพบเห็นกันอยู่ทุกวัน ทว่าแววตาและท่าทีของเด็กสาวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีความหวาดกลัว
ไม่มีความอ่อนแอ
และไม่มีท่าทีจะยอมให้รังแกเหมือนเช่นในอดีตอีกแล้ว
พวกนางไม่เคยคิดเลยว่า หลังจากลู่อิงฟื้นขึ้นมา เด็กสาวจะกลายเป็นคนปากกล้าและแข็งกร้าวถึงเพียงนี้
ลู่อิงเห็นสองแม่ลูกยังคงยืนนิ่งค้าง จึงคร้านจะเสียเวลาสนใจอีก นางเดินตรงเข้าไป ก่อนเบียดผ่านกลางคนทั้งคู่จนร่างของสองแม่ลูกเซถอยไปด้านข้างเล็กน้อย
เสียงก่นด่าและเสียงกรีดร้องดังไล่หลังมาไม่หยุด
ทว่านางหาได้สนใจไม่
ลู่อิงเดินจากไปอย่างไม่คิดหันกลับมามอง
“ท่านแม่… นังลู่อิงมันมีผีเข้าสิงหรือไม่?”
ลู่ชิงพูดพลางยกมือลูบแขนตัวเองเบา ๆ
“ครั้งนั้นลูกมั่นใจมากว่านางไม่มีลมหายใจแล้ว…”
เพียงนึกถึงเรื่องผีขึ้นมา ขนบนแขนก็พลันลุกชัน ความหวาดหวั่นค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่
“นางถูกผีเข้าหรือไม่? เจ้าจะสนใจทำไม อีกไม่นานก็คงต้องออกจากบ้านหลังนี้ไปอยู่ดี คนไร้ประโยชน์เช่นนางจะเก็บเอาไว้ทำไมกัน”
“แต่ท่านแม่ เมื่อครู่นี้ข้าไม่เห็นว่านางมีอาการป่วยเลย แถมยังกล้าด่าพวกเราอีกด้วย”
โจวหน่านิ่งคิดอย่างครุ่นครุ่น หรือว่าลู่อิงจะถูกผีเข้าสิงจริง ๆ?
ยิ่งปล่อยให้อยู่ต่อไปก็รังแต่จะนำความซวยมาให้ สู้รีบกำจัดเด็กคนนี้ออกจากบ้านเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า
ยามเย็น ณ บ้านตระกูลหวง
หลี่เฟิงเดินถืออาหารขึ้นเขามาหาสหายเช่นทุกวัน เพราะทั้งคู่เป็นสหายสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเห็นหวงเล่ยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจทอดทิ้งอีกฝ่ายให้อยู่เพียงลำพังได้
“หวงเล่ย ข้ามาแล้ว”
“อืม”
เสียงตอบรับสั้น ๆ อันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับประตูซึ่งเปิดออก กลิ่นอับภายในบ้านลอยมากระทบจมูก หลี่เฟิงหาได้แสดงสีหน้ารังเกียจไม่ เขานำอาหารไปวางบนโต๊ะ ก่อนจัดการเก็บของเสียของสหายออกไปทิ้งเช่นเดียวกับทุกวัน
หวงเล่ยมองทุกการกระทำของหลี่เฟิงอยู่เงียบ ๆ
ทั้งเกรงใจและรู้สึกอับอายอย่างยิ่งที่ต้องกลายเป็นภาระของสหาย ต้องให้อีกฝ่ายคอยดูแลเรื่องต่าง ๆ ราวกับคนไร้ความสามารถ
แต่หลังจากตัดสินใจเรื่องสำคัญในวันนี้ได้แล้ว ความหนักอึ้งในใจก็คลายลงไม่น้อย
ดูเหมือนการตัดสินใจของเขาจะถูกต้องจริง ๆ
“วันนี้เจ้าดูเงียบกว่าทุกวันนะ กินข้าวเถิด เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปอาบน้ำเอง”
“ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า เรื่องลู่อิง… ข้าตัดสินใจสู่ขอนางแล้ว เจ้าช่วยจัดการให้ข้าที”
หลี่เฟิงชะงักไปทันที ก่อนรอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาหันมองสหายด้วยแววตาเป็นประกาย
“เจ้าคิดได้แล้วสินะ! ข้าอยากให้เจ้ามีคนคอยดูแลมานานแล้ว ลู่อิงเป็นคนดีมาก นางต้องดูแลเจ้าได้ดีแน่”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
“อีกสองวันข้าจะไปบอกท่านพ่อ ให้ท่านเป็นธุระสู่ขอลู่อิงให้เจ้า มีภรรยาอยู่ข้างกาย ข้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอีกว่าจะไม่มีใครดูแลเจ้า”
“อืม ข้าเข้าใจ”
หวงเล่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“หลี่เฟิง เจ้าเป็นสหายที่ดีที่สุดของข้า ขอบใจเจ้ามาก ตลอดหลายเดือนมานี้มีเพียงเจ้าคนเดียวซึ่งคอยมาดูแลข้า”
“หึ เจ้านี่ก็มีวันที่พูดขอบคุณข้าเป็นด้วยหรือ?”
หลี่เฟิงหัวเราะเบา ๆ พลางส่งสายตาล้อเลียนมาให้
“พวกเราเป็นสหายกัน เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้เจ้าอย่าได้คิดมากเลย อีกหน่อยก็มีภรรยามาคอยดูแลแทนข้าแล้วไม่ใช่หรือ?”
ใบหน้าซึ่งมักเย็นชาอยู่เสมอ เมื่อเห็นท่าทางทะเล้นของสหายกลับคลายความตึงลงเล็กน้อย
มุมปากของหวงเล่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
รอยยิ้มซึ่งไม่มีใครได้เห็น…
สองวันต่อมา ผู้ใหญ่บ้านกลับมายังบ้านตระกูลลู่อีกครั้ง
“โจวหน่า เจ้าออกมาพบข้าหน่อย ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย”
“มีเรื่องอันใดหรือ ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน?”
โจวหน่าเดินออกมาพบ ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย
“ข้าหาคนที่จะมาแต่งงานกับลู่อิงได้แล้ว เจ้ายังต้องการให้นางแต่งออกไปหรือไม่?”
“ต้องการสิ ข้าต้องการแน่นอน ว่าแต่เป็นผู้ใดมาสู่ขอนางกันเล่า?”
“เป็นพรานบนภูเขาหลากสีนั่นอย่างไร”
โจวหน่าชะงัก ก่อนเบิกตาขึ้นเล็กน้อย
“นายพราน? คนซึ่งอยู่บนภูเขานั่น… ไม่ใช่คนพิการแซ่หวงหรอกหรือ?”
“ใช่แล้ว นายพรานหวงเล่ยนั่นแหละ เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
ทันทีที่รู้ว่าคนมาสู่ขอลู่อิงเป็นเพียงชายพิการ โจวหน่าก็แทบอยากหัวเราะออกมาเสียงดัง
เรื่องเช่นนี้มีหรือจะไม่ยินดี?
นางกำลังกลัดกลุ้มว่าจะกำจัดเด็กคนนี้ออกจากบ้านอย่างไรอยู่พอดี ตอนนี้กลับมีคนมารับไปเสียเอง แถมยังมีเงินสินสอดให้อีก
“ได้สิ แล้วเขาจะแต่งนางเมื่อไรเล่า?”
“ข้าเป็นตัวแทนมาสู่ขอให้นายพรานหวงเล่ยในวันนี้ เขาสู่ขอลู่อิงด้วยสามตำลึงเงิน เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
โจวหน่าเบิกตากว้างทันที เมื่อได้ยินจำนวนเงิน
“สามตำลึงเงินเชียวหรือ? ได้ ๆ ข้าตกลง! ข้าจะให้นางเก็บเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้เลย”
“ลู่ชิง ไปบอกน้องสาวของเจ้าให้เก็บเสื้อผ้า มีคนมาสู่ขอนางแล้ว”
“เดี๋ยวก่อน”
หลี่เทียนรีบเอ่ยห้าม
“เจ้าไม่ถามความคิดเห็นของนางเสียหน่อยหรือ?”
เขาเพียงมาพูดคุยเรื่องการสู่ขอเท่านั้น อย่างไรก็ต้องรอถามความสมัครใจของลู่อิงเสียก่อน
“จะถามอะไรอีก? คนใกล้ตายเช่นนาง มีคนยอมมาสู่ขอในราคานี้ก็ดีเพียงใดแล้ว”
“แต่ว่า…”
หลี่เทียนยังพูดไม่ทันจบ เสียงหวานแผ่วเบาก็ดังขัดขึ้นจากด้านหลัง
“ข้าแต่งเจ้าค่ะ”
ทุกคนหันกลับไปมองพร้อมกัน
ลู่อิงเดินเข้ามาในเรือนหลักพร้อมหอบเสื้อผ้าและตะกร้าสำหรับขึ้นเขา นางเตรียมข้าวของทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว
ดูเหมือนว่า…
นางจะตัดสินใจเรื่องนี้เอาไว้นานแล้ว
