ทะลุมิติมาช่วยตัวร้ายในนิยาย

95.0K · ยังไม่จบ
ฤดูหนาวที่เงียบเหงา
38
บท
716
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ทะลุมิติมาเข้าร่างหญิงสาวแสนอาภัพไม่พอ นางยังต้องแต่งงานกับชายพิการผู้หนึ่ง… ก่อนจะพบว่าเขาคือตัวร้ายในนิยายที่นางเคยอ่าน และจุดจบของเขาคือความตาย!

นิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคเกิดใหม่ในนิยายนิยายรักโรแมนติกคนธรรมดานางเอกเก่งข้ามมิติพิการเกิดใหม่จีนโบราณ

ตอนที่ 1 ไร้ลมหายใจ

“ปัง!”

เสียงกะละมังถูกขว้างกระแทกกำแพงห้องดังสนั่น ท่ามกลางความเงียบยามเช้า เจ้าของร่างเล็กผอมโซ นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลและรอยช้ำจากการถูกทำร้าย รวมถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงมาเป็นเวลานาน

ดวงตาของนางยังคงปิดสนิท ร่างกายไม่ไหวติง ราวกับคนที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว

ไม่ว่าเสียงดังเพียงใด ก็ไม่อาจปลุกเด็กสาวให้ตื่นขึ้นมาได้

“ตายไปแล้วหรือไร เหตุใดยังไม่ตื่นขึ้นมาอีก!”

เสียงตวาดดังลอดเข้ามาในห้อง ตามมาด้วยร่างอวบอ้วนของหญิงวัยกลางคน ใบหน้าของโจวหน่าดุดันเต็มไปด้วยความหงุดหงิด นางมองเด็กสาวบนเตียงด้วยแววตาไม่พอใจ

นี่มันกี่ยามแล้ว แต่นังเด็กนี่ยังนอนขี้เกียจไม่ยอมลุกขึ้นมาทำอาหารให้พวกนางเสียที

“ลู่ชิง เอาน้ำไปสาดมันเสีย จะได้ตื่นขึ้นมาทำอาหารให้พวกเรากิน”

ลู่ชิงยกยิ้มมุมปาก ก่อนเดินเข้าไปหาเตียงไม้ไผ่ ในมือของนางถือกะละมังน้ำเอาไว้ จากนั้นจึงยกขึ้นสาดใส่ร่างที่นอนแน่นิ่งด้วยความสะใจ

ซ่า!

น้ำเย็นสาดกระเซ็นเปียกโชกร่างผอมบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทว่าเด็กสาวกลับยังคงนอนนิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตา

น้ำเย็นจัดกลับไม่อาจปลุกลู่อิงให้ตื่นขึ้นมาได้

“ท่านแม่ ข้าสาดน้ำใส่มันแล้ว แต่มันไม่ตื่นเจ้าค่ะ”

ลู่ชิงเริ่มรู้สึกผิดสังเกต ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ ลู่อิงจะต้องสะดุ้งตื่น รีบลุกขึ้นมานั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวไม่ใช่หรือ?

แต่คราวนี้กลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ร่างบนเตียงยังคงนอนนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่การขยับเพียงเล็กน้อย

“เจ้าเข้าไปดูใกล้ ๆ สิ มันตายไปแล้วหรือเปล่า”

โจวหน่าขมวดคิ้ว มองร่างผอมบางซึ่งเปียกโชกไปทั้งตัวด้วยความรู้สึกไม่ดีนัก

ลู่ชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปหา จากนั้นยื่นนิ้วไปอังบริเวณปลายจมูกของลู่อิง

ทันใดนั้น ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนสี

ลู่ชิงผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“ท่านแม่… ลู่อิงตายแล้วเจ้าค่ะ นาง…ไม่หายใจแล้ว”

เสียงของลู่ชิงสั่นเครือ ขณะก้าวถอยห่างจากเตียงอีกสองก้าว ภาพร่างไร้ลมหายใจตรงหน้าทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“มันตายแล้วหรือ?”

โจวหน่าถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับเรื่องตรงหน้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อย

เมื่อได้รับคำยืนยัน นางก็ถอนหายใจออกมา ก่อนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“ถ้าเช่นนั้นก็เอามันไปฝังเสีย ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่มานอนตายในบ้านของข้า”

“แต่ท่านแม่…” ลู่ชิงกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ชาวบ้านจะว่าเรารังแกนางจนตายหรือไม่เจ้าคะ?”

“แล้วอย่างไร? มันตายเอง ใครจะมาว่าเราได้กัน”

โจวหน่าตวัดสายตามองบุตรสาว ก่อนกำชับด้วยสีหน้าเย็นชา พร้อมกับคิดเรื่องบางอย่างได้ขึ้นมา

“เจ้าไปบอกผู้ใหญ่บ้านเอาไว้ เขาจะได้ไม่กล่าวหาเรา แล้วก็แสร้งร้องไห้ด้วยล่ะ หากไม่ทำเช่นนั้น อาจดูน่าสงสัยได้”

“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

ลู่ชิงมองร่างบนเตียงอีกครั้ง ก่อนรีบเดินออกจากบ้านไปทันที

ระหว่างทาง นางแอบยกมือหยิกเนื้อใต้ท้องแขนของตนเองอย่างแรง จนผิวหนังขึ้นเป็นรอยแดง ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ไม่นานน้ำตาก็เอ่อคลอ ก่อนจะไหลลงมาตามแก้ม

เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน ลู่ชิงก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วร้องตะโกนออกมาเสียงดัง

“ลุงผู้ใหญ่บ้าน! แย่แล้วเจ้าค่ะ!”

เสียงร้องของนางดังจนชาวบ้านในละแวกนั้นพากันเปิดประตูออกมาดู หลายคนเดินเข้ามามุงด้วยความสงสัยว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น

“เจ้ามีเรื่องอันใด เหตุใดจึงร้องเสียงดังเช่นนี้?”

หลี่เทียนเดินออกมาจากบ้านเพื่อดูต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นลู่ชิง บุตรสาวของตระกูลลู่ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยน้ำตา จึงรีบถามด้วยความสงสัย

ลู่ชิงยกมือปาดน้ำตา ก่อนสะอื้นไห้ตอบกลับไป

“มีเรื่องแล้วเจ้าค่ะ… วันนี้ข้าจะเข้าไปปลุกลู่อิง แต่เมื่อเข้าไปถึงกลับพบว่า…นางไร้ลมหายใจไปแล้ว”

สิ้นเสียงของลู่ชิง ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ต่างพากันสูดหายใจเฮือกใหญ่ บางคนถึงกับหน้าเสียเมื่อได้ยินข่าวร้าย

“พวกเจ้าตีนางจนตายสินะ!”

ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเดือดดาล

“ลู่หมิงต้องมาจัดการแม่ของเจ้าแน่ กล้าทำร้ายลูกของเขาจนตายเช่นนี้!”

เสียงพูดดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน ความสงสัยและความไม่พอใจเริ่มแผ่กระจายออกไป

มีใครบ้างไม่รู้ว่าตระกูลลู่เป็นเช่นไร?

ส่วนสาเหตุที่ลู่อิงต้องตาย หากให้ผู้คนคาดเดา ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก…

“ท่านป้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ลู่อิงไปหาปลา แล้วเกิดตกน้ำ กว่าจะรอดกลับขึ้นมาได้ก็จับไข้ไปหลายวัน พวกข้าก็ไม่ได้ใช้งานนางหนักหนาอะไร ยิ่งเวลาผ่านไป อาการกลับไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย ท่านแม่เองก็รักษาอย่างเต็มที่แล้ว วันนี้ยังตั้งใจจะนำอาหารไปให้อยู่เลย แต่พอเข้าไปกลับพบว่านางไม่มีลมหายใจเสียแล้ว”

ลู่ชิงรีบแก้ตัว น้ำเสียงเจือความร้อนรน แม้จะพยายามประคองสีหน้าให้ดูน่าสงสารที่สุด ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับไม่อาจลบภาพที่ทุกคนรู้เห็นเกี่ยวกับตระกูลลู่ได้

“หึ! อย่างแม่ของเจ้าน่ะหรือจะเป็นห่วงลู่อิง มีแต่จะทำร้ายนางเสียมากกว่า”

“จริง ข้าเองก็ไม่เคยเห็นโจวหน่าทำดีกับลู่อิงแม้แต่ครั้งเดียว”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ขึ้นโดยรอบ คำพูดของชาวบ้านแต่ละคนยิ่งทำให้ลู่ชิงจนมุม ไม่อาจหาข้อแก้ต่างให้มารดาของตนได้อีก

“พอได้แล้ว!”

หลี่เทียนเอ่ยห้ามเสียงดัง ก่อนกวาดสายตามองผู้คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์

“ตอนนี้ลู่อิงก็ตายไปแล้ว ข้าจะไปจัดการเรื่องศพให้นางเอง”

พูดจบ ผู้ใหญ่บ้านก็เร่งฝีเท้าไปยังบ้านตระกูลลู่

เมื่อมาถึง เขาก็เห็นโจวหน่ายืนร้องไห้อยู่หน้าห้องของลู่อิง ทันทีที่เห็นเขา หญิงอวบอ้วนก็รีบปาดน้ำตา ก่อนแสร้งร้องไห้แล้ววิ่งเข้ามาหา

“ผู้ใหญ่บ้าน… ลู่อิงตายแล้ว”

โชคดีที่ก่อนผู้ใหญ่บ้านจะมาถึง โจวหน่าแสร้งร้องไห้จนดวงตาบวมแดงไปหมด และเช็ดน้ำบนตัวลู่อิง จึงไม่มีทางถูกจับได้ง่าย ๆ ว่าน้ำตาเหล่านั้นเป็นเพียงการเสแสร้ง

หลี่เทียนเหลือบมองใบหน้าอวบอ้วนของโจวหน่าอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง

สายตาของเขาหยุดลงบนร่างเล็กผอมบางซึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียง ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของชายวัยกลางคนหนักอึ้ง

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขากลับเห็นใบหน้าของเด็กสาวยังคงหลับสนิท ราวกับเพียงกำลังนอนหลับอยู่เท่านั้น

หลี่เทียนมองเด็กสาวด้วยสีหน้าเศร้าสลด

ครั้งหนึ่งลู่อิงเคยเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใส แต่หลังจากสูญเสียบิดาและต้องมาอยู่กับแม่เลี้ยง นับแต่นั้นเขาก็แทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้านั้นอีกเลย

“เจ้าจะมัวร้องไห้อยู่ทำไม รีบไปตามคนมาช่วยแบกร่างนางไปฝังให้เรียบร้อยสิ”

นี่คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้ใหญ่บ้านอย่างเขาจะสามารถทำให้ลู่อิงได้

อย่างน้อยก็ขอให้นางจากไปอย่างสงบ

ไม่นาน ชายฉกรรจ์หลายคนในหมู่บ้านก็เข้ามาช่วยกันยกร่างของลู่อิงขึ้นเพื่อใส่ลงในโลงศพ

ทว่าในขณะที่กำลังจะวางร่างลงไปนั้นเอง ชายคนหนึ่งกลับชะงักมือ ก่อนเพ่งมองปลายนิ้วซีดขาวของเด็กสาวอย่างไม่แน่ใจ

“เดี๋ยวก่อน… นิ้วมือของนางขยับ”

เสียงนั้นทำให้ทุกคนหยุดชะงัก

“นางยังไม่ตาย!”

“ไหน? ข้าขอดูหน่อย”

ผู้คนที่ยืนมุงอยู่รีบเบียดกันเข้ามาใกล้ ทุกสายตาจับจ้องไปยังมือซีดขาวของลู่อิงเป็นจุดเดียว

แล้วนิ้วมือเรียวเล็กก็ขยับขึ้นอีกครั้งอย่างแผ่วเบา

“เฮือก!”

หลายคนตกใจจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“นี่นางเป็นผีหรือไม่? เหตุใดนิ้วถึงขยับเองได้?”

“เลอะเทอะ! จะเป็นผีได้อย่างไรกัน ข้าจะเข้าไปตรวจดูใกล้ ๆ เอง”

หลี่เทียนรีบเดินเข้าไปหา ก่อนย่อตัวลงตรวจดูอาการอย่างละเอียด เขายื่นนิ้วไปอังบริเวณปลายจมูกของลู่อิง

เพียงครู่เดียว สีหน้าของชายวัยกลางคนก็เปลี่ยนไป

เขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบา

“นางยังไม่ตาย!”

เสียงประกาศนั้นทำให้ทุกคนถึงกับตะลึง

“ใครก็ได้ รีบไปตามหมอมาเร็ว!”

หลี่เทียนหันกลับไปมองโจวหน่าด้วยสายตาเข้มขรึม

“ผีที่ไหนกัน นี่นางยังไม่ตาย แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงบอกว่านางตายแล้ว?”

โจวหน่าหน้าซีดเผือด ร่างทั้งร่างแข็งค้างอยู่ไม่ไกลจากเตียง สายตาจับจ้องไปยังร่างเล็กด้วยความสับสน

เมื่อครู่นางมั่นใจอย่างที่สุดว่าเด็กนั่นสิ้นลมหายใจไปแล้ว แต่เหตุใดตอนนี้ถึงยังกลับมาหายใจได้อีก?

โจวหน่าหันไปส่งสายตาให้ลู่ชิง ผู้เป็นบุตรสาวซึ่งเป็นคนเข้าไปตรวจดูลมหายใจเป็นคนแรก

ความโกรธพลุ่งขึ้นมาในอกทันที

ทั้งสองสบตากันไปมา ความสับสนค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว

หรือว่า…จะมีผีเข้ามาสิงร่างของลู่อิงจริง ๆ?

ไม่นาน หมอประจำหมู่บ้านก็มาถึง เขารีบเข้าไปตรวจดูอาการของเด็กสาว ก่อนจับข้อมือขาวซีดเพื่อวัดชีพจร

แม้ชีพจรจะอ่อนแรงอย่างมาก ทว่ามันยังคงเต้นอยู่

หมอประจำหมู่บ้านถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“นางยังไม่ตาย เพียงได้รับบาดเจ็บภายในเท่านั้น ยังมีวิธีรักษาอยู่”

“จริงหรือ? ลู่อิงยังไม่ตาย!”

หลี่เทียนมีสีหน้าดีใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

“คงเป็นโชคดีของนางจริง ๆ แล้วท่านหมอพอมียาช่วยให้นางแข็งแรงขึ้นหรือไม่?”

ชายวัยกลางคนมองหมอด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง เขาอยากช่วยเด็กสาวคนนี้ให้รอดชีวิต เพราะก่อนลู่หมิงจะเสียชีวิต อีกฝ่ายได้ฝากฝังบุตรสาวเอาไว้กับเขา

หากลู่อิงต้องมาตายต่อหน้าต่อตา เขาคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

“ข้ามียา แต่ยาราคาแพง”

เสียงถอนหายใจดังขึ้น ก่อนอธิบายอาการของเด็กสาวอย่างละเอียด

“ก่อนหน้านี้นางจมน้ำ ทำให้ร่างกายได้รับความเย็นชื้นสะสม อีกทั้งยังมีไข้ติดต่อกันหลายวัน จนปอดเกิดอาการบวม ข้าต้องจัดยาฆ่าเชื้อและยาขับความชื้นออกจากร่างกาย หากรักษาอย่างต่อเนื่องก็ยังมีโอกาสฟื้นตัวได้”

“แพงหรือ? ข้าไม่มีเงินหรอกนะ”

โจวหน่ารีบปฏิเสธทันที สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ

จะให้นางเสียเงินเลี้ยงคนที่เกือบตายเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้

หลี่เทียนเหลือบมองโจวหน่าด้วยสายตาเข้มจัด จนนางต้องรีบหลบสายตา

“แล้วยาราคาเท่าไร?”

เขาถามท่านหมอด้วยความร้อนรน

หากราคาไม่สูงจนเกินไป อย่างน้อยเขาก็พอจะช่วยออกเงินให้ก่อนได้

“ยาหนึ่งชุดราคาหนึ่งร้อยอีแปะ เด็กคนนี้ต้องกินติดต่อกันสิบห้าชุดจึงจะหายขาด รวมแล้วหนึ่งตำลึงเงินห้าร้อยอีแปะ”

“หนึ่งตำลึงเงินห้าร้อยอีแปะเลยหรือ!”

หลี่เทียนถามย้ำด้วยความหนักใจ

แม้เขาจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็ไม่ได้มีเงินทองมากมายนัก เงินทุกก้อนในบ้านล้วนอยู่ในมือภรรยา หากนางรู้ว่าเขานำเงินไปจ่ายค่ารักษาให้ลู่อิง มีหวังต้องกลับมาหาเรื่องเขาเป็นแน่

หมอเห็นสีหน้าลำบากใจของผู้ใหญ่บ้าน จึงเอ่ยขึ้น

“ถ้าเช่นนั้น ติดค่ายาเอาไว้ก่อนสักห้าวันได้หรือไม่? หากเป็นเพียงห้าวัน อย่างน้อยเจ้าก็น่าจะพอจ่ายไหว”

หลี่เทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสบตากับโจวหน่า

หญิงอวบอ้วนเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“ลุงผู้ใหญ่บ้าน ท่านต้องเห็นใจข้าด้วย ข้าเป็นแม่ม่าย ยังต้องเลี้ยงลูกติดสามี ไหนลูกสาวของข้าก็กำลังจะออกเรือนอีก…”

โจวหน่าหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนแววตาจะวูบไหวราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อลู่อิงก็อายุสิบห้าแล้ว ถึงวัยออกเรือนแล้ว หากมีใครมาสู่ขอนาง ก็ให้นำเงินสินสอดไปซื้อยาเสียดีหรือไม่?”

มุมปากของโจวหน่ากระตุกขึ้นเล็กน้อย ทว่าความคิดในใจกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด

ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมาเมื่อครู่นี้เอง

อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็คงรอดได้ยากอยู่แล้ว หากมีคนโง่สักคนมาสู่ขอ นางก็จะได้เรียกสินสอดให้สูงหน่อย ส่วนหากไม่มีใครต้องการ นางก็ยังสามารถบอกทุกคนได้ว่าได้พยายามช่วยเหลือเต็มกำลังแล้ว จะได้ไม่มีใครกล่าวหาว่านางใจร้าย

โจวหน่าก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาเจ้าเล่ห์เอาไว้ภายใต้สีหน้าที่ดูเหมือนกำลังเป็นห่วงเด็กสาวอย่างสุดหัวใจ