บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 ข้อตกลง

“ถ้าเจ้าไม่คิดมากนัก บนภูเขาหลากสีมีชายผู้หนึ่ง เขาทำงานล่าสัตว์อยู่บนเขา เมื่อก่อนรายได้ดีมาก แต่เกิดเหตุบางอย่างขึ้น จนทำให้สูญเสียความสามารถในการใช้ร่างกายตั้งแต่ช่วงเอวลงไป… ไม่เอาดีกว่า ยายว่าเจ้าไปหาผู้อื่นเสียจะดีกว่า”

ตอนแรกหม่ายวี่ตั้งใจจะแนะนำชายผู้นั้นให้ลู่อิง แต่เมื่อนึกถึงสภาพของอีกฝ่ายแล้ว ก็อดสงสารเด็กสาวไม่ได้

“ท่านยายพูดต่อเถิดเจ้าค่ะ เขาสูญเสียการใช้งานช่วงล่างหรือ? ช่วงล่างขาดไปเลยหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่ ๆ ตั้งแต่ช่วงเอวลงไปจนถึงปลายเท้า เขาไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เรื่องนี้เจ้าคงไม่รู้สินะ ถึงจะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน แต่หมู่บ้านของเราก็มีผู้คนมากมาย เจ้าไม่รู้จักเขาก็ไม่แปลก เพราะชายผู้นั้นแทบไม่ค่อยเข้ามาในหมู่บ้านเท่าไรนัก”

“ช่วงล่างพิการนี่เอง แล้วเขาอายุเท่าไรหรือเจ้าคะ?”

“อายุยี่สิบปี ยายคิดว่าเขาน่าจะมีเงินเก็บอยู่ไม่น้อย เจ้าก็เป็นคนขยัน หากแต่งออกไป แม้ไม่มีทายาทสืบสกุล แต่ก็ยังสามารถหลุดพ้นจากบ้านหลังนี้ได้ แถมสามีของเจ้าก็คงไม่สามารถลงมือตีเจ้าได้อีก แม้จะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ย่อมมีสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนเช่นกัน เรื่องนั้นเจ้าคงเข้าใจใช่หรือไม่?”

“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านยายที่ช่วยคิดหาทางออกให้ ข้าจะเก็บเรื่องนี้ไปคิดให้รอบคอบอีกครั้ง หากตัดสินใจได้แล้ว ข้าจะแอบไปดูชายผู้นั้นเสียหน่อย หากเขาไม่ได้มีข้อเสียร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้ ข้าก็จะลองพูดคุยกับเขาดู”

“เจ้าคิดให้ดีเถิด นี่ก็เย็นมากแล้ว เจ้านอนพักเสีย ช่วงหลายวันนี้สองแม่ลูกคู่นั้นคงไม่กล้าเข้ามาหาเรื่อง เจ้าใช้เวลานี้ดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว”

“ขอบคุณท่านยายเจ้าค่ะ”

การทะลุมิติมายังสถานที่แห่งนี้ หากมองอีกมุมหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว อย่างน้อยนางยังได้พบคนใจดีเช่นท่านยายหม่ายวี่ หากไม่มีอีกฝ่ายคอยช่วยเหลือ นางก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร

หลังจากหม่ายวี่กลับไป ลู่อิงจึงนอนหงายบนเตียง ยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก พลางนึกย้อนถึงชีวิตในชาติก่อน

ตอนนั้นนางทำงานดูแลผู้ป่วยมานานหลายสิบปี จนอายุล่วงเข้าสี่สิบกว่า คิดเอาไว้ว่าหากทำงานต่ออีกไม่กี่ปีก็จะลาออกมาใช้ชีวิตของตนเองอย่างสงบสุข

ทว่าไม่ทันได้ใช้เงินเก็บซึ่งสะสมมาจากการทำงานอย่างยาวนาน ชีวิตกลับต้องจบลงเสียก่อน

เมื่อคิดถึงความรู้และประสบการณ์จากชาติก่อน ลู่อิงก็รู้สึกว่าการดูแลผู้ป่วยเพิ่มอีกสักคนคงไม่ใช่เรื่องใหญ่

หากรักษาไม่หายก็ไม่เป็นไร…

นางสามารถดูแลชายผู้นั้นไปตลอดชีวิตได้ อย่างไรเสีย บนโลกใบใหม่แห่งนี้ นางก็ไม่มีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักอยู่แล้ว

ชาติที่แล้วนางชอบดูซีรีส์จีนและอ่านนิยายอยู่บ่อยครั้ง จึงพอคุ้นเคยกับเรื่องราวการทะลุมิติอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าวันหนึ่งเรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ

หากต้องเอาชีวิตรอดในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ การขึ้นเขาก็เป็นทางเลือกหนึ่งมิใช่หรือ?

บนภูเขาย่อมมีของกินมากมาย ทั้งผักป่า สัตว์ป่า และสิ่งต่าง ๆ อีกไม่น้อย

แต่ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษาร่างกายให้แข็งแรงเสียก่อน

สี่วันต่อมา ร่างกายของลู่อิงฟื้นตัวขึ้นมากจนเกือบกลับมาเป็นปกติ ตลอดช่วงเวลานั้น นอกจากหม่ายวี่กับผู้ใหญ่บ้าน นางก็ไม่เคยพบหน้าสองแม่ลูกคู่นั้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว

เช่นนี้ก็ดี…

อย่างน้อยนางจะได้สะดวกในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น

หลังจากครุ่นคิดมาหลายวัน ลู่อิงก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะขึ้นไปยังภูเขาหลากสีสักครั้ง คงต้องไปพบชายผู้นั้นด้วยตนเองเสียก่อน จะได้พูดคุยและดูว่าอีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร…

ลู่อิงเดินไปยังมุมห้อง ก่อนก้มสำรวจเสื้อผ้าบนร่างของตนเอง

เสื้อผ้าสีน้ำตาลเก่า ๆ มีรอยปะชุนเต็มไปหมดจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม รองเท้าก็เก่าเสียจนพื้นรองเท้าบางเฉียบ ทุกครั้งยามก้าวเดินจึงรู้สึกเจ็บฝ่าเท้าอยู่ไม่น้อย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าไม่มีรองเท้าสวมใส่

ลู่อิงแบกตะกร้าขึ้นหลัง แล้วออกเดินไปตามเส้นทางซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ

ภูเขาแห่งนั้นมีชื่อว่า ‘ภูเขาหลากสี’

ตอนนี้นางนึกออกแล้วว่าเหตุใดจึงได้ชื่อนี้ เพราะทุกปีหลังผ่านพ้นฤดูหนาว บนภูเขาจะมีต้นซากุระผลิบานพร้อมกันมากมาย ผสมกับดอกเหมยหลากสีสัน จนมองไกล ๆ คล้ายผืนภูเขาถูกแต่งแต้มด้วยสีสันนับไม่ถ้วน

นอกจากความงดงามแล้ว ภูเขาลูกนี้ก็ไม่ได้มีสิ่งใดโดดเด่นเป็นพิเศษ จึงไม่ค่อยมีผู้คนให้ความสนใจมากนัก

ยามลู่อิงเดินออกจากบ้าน บริเวณเรือนหลักยังคงเงียบสนิท ไม่มีใครเปิดประตูออกมาแม้แต่คนเดียว

สายป่านนี้แล้ว ยังนอนหลับไม่ตื่นกันอีกหรือ?

นางส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนเดินไปตามทางเล็ก ๆ ซึ่งหม่ายวี่บอกเอาไว้

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไผ่สูงชะลูด เรียงตัวแน่นหนาจนแทบมองไม่เห็นบ้านซึ่งซ่อนอยู่ด้านใน

ไม่นานนัก ลู่อิงก็มาถึงบ้านหลังหนึ่ง

ประตูรั้วปิดสนิท ทั้งแน่นหนาและแข็งแรงจนดูยากจะเปิดออกง่าย ๆ

คนผู้หนึ่งไม่สามารถใช้ขาทั้งสองข้างได้ แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรในสถานที่เช่นนี้?

ที่นี่ไม่มีรถเข็นเสียด้วย…

ชีวิตของเขาคงลำบากไม่น้อยแน่

“มีใครอยู่หรือไม่!”

ลู่อิงรวบรวมความกล้า ยกมือเคาะประตูสองสามครั้ง ทว่าภายในยังคงเงียบสนิท ไม่มีเสียงตอบรับหรือฝีเท้าของใครดังออกมา

นางจึงเคาะต่อเนื่องอีกห้าครั้ง

หากยังไม่มีใครขานรับ คราวนี้คงต้องกลับไปก่อน แล้วค่อยหาทางเลือกอื่นต่อไป

ขณะกำลังจะหันหลังกลับ เสียงเย็นเยียบพลันดังออกมาจากด้านใน

“ใคร?”

ลู่อิงชะงัก ก่อนรีบหันกลับไปทางประตู

“ข้าลู่อิง มาจากบ้านตระกูลลู่ ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับท่าน ขอเข้าไปด้านในได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ภายในเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงเดิมจะดังขึ้นอีกครั้ง

“ตระกูลลู่… เจ้าหาข้ามีเรื่องอันใด?”

“ข้ามีข้อเสนอบางอย่าง ท่านลองฟังดูก่อน หากยอมรับได้ก็ตกลงกัน หากรับไม่ได้ ข้าจะจากไปทันที”

หวงเล่ยนั่งนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปดึงเชือกซึ่งผูกเข้ากับไม้ค้ำประตู เมื่อเชือกถูกกระตุก ไม้ท่อนนั้นก็ยกขึ้นตามไปด้วย เผยให้เห็นกลไกง่าย ๆ ซึ่งหลี่เฟิงเป็นคนทำเอาไว้ให้เขา

ลู่อิงมองประตูรั้วอันแน่นหนาค่อย ๆ เปิดออก ก่อนทอดสายตาเข้าไปยังเก้าอี้หน้าชาน เป็นม้านั่งยาวมีพนักพิงสำหรับนั่งพัก

ตัวบ้านก่อด้วยดินเหนียวผสมไม้ไผ่ โครงสร้างดูเรียบง่ายแต่แข็งแรง ชายหนุ่มเจ้าของบ้านนั่งเหยียดขายาวอยู่บนม้านั่ง เสื้อผ้าซึ่งสวมใส่ดูเก่าและซีดจางอยู่หลายส่วน เส้นผมยาวระต้นคอยุ่งเล็กน้อยจนบดบังใบหน้า ทำให้มองเห็นเค้าโครงได้ไม่ชัดเจนนัก

ลู่อิงก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น กลิ่นอับจาง ๆ ลอยมาปะทะจมูก แม้อีกฝ่ายจะพยายามดูแลตัวเองเพียงใด แต่ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ คงเป็นเรื่องยากจะจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง

แววสงสารปรากฏขึ้นในดวงตาของเด็กสาวเพียงชั่ววูบ ก่อนรีบเก็บซ่อนอารมณ์แล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

“เจ้ามีเรื่องอันใดก็รีบพูดเสีย แล้วกลับไปได้แล้ว”

น้ำเสียงเย็นชาและห่างเหิน ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงเล็กน้อย

“ได้ ท่านลองฟังดูก่อนดีหรือไม่? วันนี้ข้ามาหาท่านเพราะมีข้อเสนอ ข้ารู้ว่าท่านอายุยี่สิบปีและยังมิได้แต่งงาน ส่วนข้าอายุสิบห้า ย่อมถึงวัยออกเรือนแล้ว”

ลู่อิงสูดลมหายใจ ก่อนพูดต่ออย่างจริงจัง

“ข้ารู้ว่าท่านต้องการคนคอยดูแล และข้าก็ไม่ได้รังเกียจที่จะดูแลท่าน ข้าทำอาหารได้ ดูแลคนป่วยก็เก่ง งานบ้านก็ทำได้ ส่วนเรื่องทำสวนไม่ต้องพูดถึง ข้าทำได้ดีมากเชียวล่ะ”

หวงเล่ยซึ่งเดิมทอดสายตาออกไปด้านนอกอย่างไม่สนใจ กลับต้องเบนสายตามามองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง

“เจ้าจะพูดเข้าเรื่องได้หรือยัง? ข้าไม่อยากฟังว่าเจ้ามีความดีความสามารถอะไรบ้าง”

“รู้แล้ว ๆ ข้าจะพูดเดี๋ยวนี้”

ลู่อิงรีบตัดบท ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยสิ่งที่เตรียมใจมาแล้ว

“ข้าอยากแต่งงานกับท่าน ให้ข้าเป็นคนดูแลท่านได้หรือไม่?”

หวงเล่ยเหลือบมองใบหน้าเด็กสาวเพียงแวบหนึ่ง สายตาซึ่งทอดมานั้นเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ราวกับกำลังมองคนโง่เขลาสักคน

“เจ้าโง่หรือไม่? หรือสมองกระทบกระเทือนจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว? หรือเจ้าตาบอด ถึงได้มองไม่เห็นว่าข้ามีสภาพเป็นเช่นไร?”

“ข้ารู้ ข้าไม่ได้โง่ และก็มองเห็นชัดเจนดีทุกอย่าง”

ลู่อิงตอบอย่างใจเย็น แม้คำพูดของอีกฝ่ายจะฟังดูรุนแรงเพียงใด นางก็ยังพยายามควบคุมอารมณ์

“ข้าเพียงอยากออกจากบ้านหลังนั้น อยากมีชีวิตรอดต่อไป ส่วนท่านเองก็ต้องการคนคอยดูแลไม่ใช่หรือ?”

นางพยายามโน้มน้าวอย่างนุ่มนวล คนซึ่งผ่านความเจ็บปวดมาเช่นนี้ย่อมต้องใช้เวลาและความอดทนในการพูดคุย อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเขาเคยผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาเพียงใด

“หึ เจ้าต้องการเงินของข้าหรือ? หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดต้องพูดให้ดูดีเสียมากมาย?”

“ข้าไม่ได้ต้องการเงินของท่าน ข้าขอเพียงออกจากบ้านหลังนั้นเท่านั้น และข้าจะไม่ใช้เงินของท่านแม้แต่อีแปะเดียว ข้าสัญญา”

ลู่อิงเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่ออย่างจริงใจ

“หรือหากวันหนึ่งท่านพบคนซึ่งถูกใจ ข้าก็จะหย่าให้ท่านทันที”

หวงเล่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขมขื่น

“เจ้าคิดว่าคนสภาพเช่นข้า จะยังมีใครสนใจอีกหรือ?”

“ข้าไม่รู้”

ลู่อิงตอบตามตรง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“นี่เป็นสิ่งเดียวซึ่งข้าพอจะทำได้ แต่หากท่านไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร”

นางเริ่มหมดความอดทนกับชายหัวแข็งตรงหน้า ยิ่งพูดต่อก็ยิ่งเหนื่อยเปล่า แล้วเหตุใดต้องทำให้ตัวเองลำบากด้วย ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับข้อเสนอ นางก็เพียงหาทางเลือกอื่นด้วยตนเอง

หวงเล่ยหันหน้าหนี ไม่พูดอะไรอีก

ทว่าในใจกลับทบทวนคำพูดของเด็กสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เขาก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง…

ตั้งแต่ช่วงเอวลงไปแทบไม่สามารถขยับได้ แขนทั้งสองข้างซึ่งต้องใช้แทนขาก็อ่อนล้าจนแทบไร้เรี่ยวแรง

หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาก็คงไม่ต่างอะไรจากคนตายทั้งเป็น

เด็กสาวตรงหน้ายังอายุน้อย ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาดี มีโอกาสเลือกบุรุษอีกมากมายในอนาคต ทว่ากลับเลือกเดินเข้ามาหาคนพิการเช่นเขา

หวงเล่ยไม่เข้าใจเลยจริง ๆ …

เหตุใดนางจึงต้องเลือกเขาด้วย?

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel