ตอนที่ 2 ทะลุมิติ
“เจ้านี่มันเห็นแก่ตัวจริง ๆ ลู่อิงนอนไม่ได้สติเช่นนี้ แล้วจะมีใครมาสู่ขอนางกันเล่า”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าซื้อยาให้นางห้าวัน หากนางฟื้นขึ้นมาแล้วมีใครอยากมาสู่ขอ ก็ย่อมได้ ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าลู่อิงขยันขันแข็งเพียงใด หากบ้านไหนได้ตัวไปก็คงนับว่าโชคดีไม่น้อย ข้าไม่ได้เรียกสินสอดมากมายหรอก ขอเพียงค่ายาคืนกับค่าเลี้ยงดู หนึ่งตำลึงก็เพียงพอแล้ว”
“เจ้านี่มันช่างแย่จริง ๆ!”
หญิงชราคนหนึ่งทนฟังต่อไปไม่ไหว ยกมือชี้หน้าโจวหน่า ก่อนเอ่ยตำหนิด้วยความเหลืออด
“เจ้าจะมาด่าข้าไม่ได้ ใครใช้ให้นางเป็นลูกเลี้ยงของข้ากันเล่า”
โจวหน่าพูดจบก็หาได้สนใจเสียงต่อว่ารอบข้างไม่ นางยกมือขึ้นสำรวจเล็บของตนเองอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับร่างเด็กสาวบนเตียงไม่ได้มีความสำคัญแม้แต่น้อย สำหรับนาง การยอมพูดถึงเรื่องนี้ถึงเพียงนี้ก็นับว่าเป็นทางรอดสุดท้ายที่มอบให้แก่ลูกเลี้ยงแล้ว
“เอาล่ะ ห้าวันก็ห้าวัน เจ้าเอาเงินมาจ่ายค่ายาให้นาง และต้องต้มยาให้นางกินทุกวัน หากผ่านห้าวันแล้วนางยังไม่ฟื้น เจ้าอย่าได้หวังว่าจะได้ค่าสินสอดของนางอีกก็แล้วกัน”
รอให้ลู่อิงฟื้นขึ้นมาเสียก่อน แล้วค่อยถามความคิดเห็นของเด็กสาวอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นค่อยให้นางเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง
ท้ายที่สุด เรื่องทั้งหมดก็จบลงด้วยการที่โจวหน่าต้องควักเงินออกมาถึงหนึ่งตำลึงเงินห้าร้อยอีแปะอย่างไม่เต็มใจ นางมองเงินในมือด้วยความเสียดาย หนึ่งตำลึงเงินห้าร้อยอีแปะเชียว! เงินจำนวนนี้เพียงพอให้นางใช้จ่ายอยู่ได้หลายเดือนด้วยซ้ำ
เด็กคนนี้ช่างเป็นตัวซวยของบ้านเสียจริง!
การต้มยาครั้งแรก หม่ายวี่ หญิงชราผู้เอ่ยปากแทนลู่อิงเมื่อครู่ เป็นคนอาสาต้มยาให้เด็กสาวด้วยตนเอง นางไม่ไว้วางใจให้โจวหน่าจัดการเรื่องยา เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจลอบใส่ยาพิษลงไปให้ลู่อิงกิน
“ต่อไปข้าจะมาต้มยาให้นางเอง บ้านข้าก็อยู่ติดกับบ้านของเจ้า หวังว่าเจ้าคงไม่ถือสาหรอกนะ”
น้ำเสียงแหบแห้ง หากกลับหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นพร้อมกับสายตาคมกริบที่ทอดไปยังสองแม่ลูก ทว่าทั้งคู่กลับหาได้ใส่ใจไม่
“แล้วแต่ท่านยายเถอะ ข้ากับท่านแม่ก็ไม่อยากสนใจนางเด็กผีนี่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้ฟื้นขึ้นมาแล้วจะมีใครเข้ามาสิงร่างอีกหรือไม่”
ลู่ชิงพูดจบก็หันหลังเดินจากไปพร้อมกับมารดา ไม่แม้แต่จะเหลียวมองร่างบนเตียงซึ่งยังคงนอนเปียกปอนอยู่แม้แต่น้อย
หม่ายวี่ทนเห็นต่อไปไม่ไหว นางเดินเข้าไปในห้อง ก่อนค่อย ๆ เช็ดเนื้อตัวให้เด็กสาวอย่างเบามือ จากนั้นจึงนำเสื้อผ้าชุดเก่ามาเปลี่ยนให้ เมื่อเห็นว่าลู่อิงยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น นางจึงกลับไปยังบ้านของตน เพื่อต้มข้าวซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิด ก่อนนำกลับมาป้อนให้เด็กสาว
หม่ายวี่ไม่มีครอบครัวหรือบุตรหลานคอยดูแล นางเห็นลู่อิงมาตั้งแต่ยังเล็ก จำได้ดีว่าเด็กคนนี้เคยมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและรอยยิ้มสดใสอยู่เสมอ อีกทั้งยังมักนำอาหารมาแบ่งให้หญิงชราคนนี้กินอยู่เป็นประจำ แม้ในยามที่ตัวเองแทบไม่มีอะไรจะกิน ก็ยังแอบเก็บอาหารส่วนหนึ่งมาให้ไม่เคยขาด
เด็กดีเช่นนี้ เหตุใดชีวิตจึงต้องน่าสงสารถึงเพียงนี้…
มารดาของลู่อิงเสียชีวิตไปได้ห้าปีแล้ว หลังจากนั้นบิดาจึงพาภรรยาคนใหม่เข้ามา หวังให้อีกฝ่ายช่วยเลี้ยงดูบุตรสาว ทว่าโจวหน่ากลับมีลูกติดซึ่งอายุมากกว่าลู่อิงหนึ่งปีตามมาด้วย
ต่อหน้าผู้อื่น โจวหน่ามักทำเป็นดูแลลู่อิงอย่างดี แต่พอลับหลังกลับคอยกลั่นแกล้งและทำร้ายนางสารพัด จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่กี่ปี บิดาของลู่อิงก็มาด่วนจากไปอีกคน
นับแต่นั้นมา หม่ายวี่ก็ไม่เคยเห็นรอยยิ้มของเด็กคนนี้อีกเลย
คิดมาถึงตรงนี้ หญิงชราก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง นางมองร่างเล็กบนเตียงอีกครั้ง ก่อนค่อย ๆ เดินจากไป
เสียงประตูห้องนอนปิดลงอย่างแผ่วเบา
ทว่าเพียงไม่นาน ร่างเล็กซึ่งก่อนหน้านี้หลับตานิ่งกลับค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“ที่นี่ที่ไหน แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
น้ำหอมกะพริบตาอย่างงุนงง ก่อนกวาดสายตามองไปรอบห้อง หลังคาเก่า ๆ เบื้องบนมีร่องรอยดำคล้ำจากกาลเวลา ซ้ำยังมีรูขนาดใหญ่ปรากฏอยู่บริเวณมุมเสา
นางเหลือบมองไปด้านข้าง เห็นประตูไม้ไผ่เก่า ๆ เพียงผลักแรงอีกสักหน่อยก็คงพังครืนลงมาได้ ส่วนที่นอนใต้ร่างก็ทั้งแข็งทั้งมีกลิ่นอับชื้นจนแทบหายใจไม่ออก
แล้วนี่มันอะไรกัน?
ร่างกายของนางปวดเมื่อยไปทั่วทั้งตัว ราวกับถูกทุบตีมาอย่างหนัก
ความทรงจำสุดท้ายยังคงชัดเจน ก่อนหน้านี้นางเพิ่งลางานจากเวรที่โรงพยาบาล เพื่อกลับมานอนให้น้ำเกลือด้วยตัวเองในห้องนอนของคอนโดไม่ใช่หรือ?
ตอนนั้นนางควรจะปวดท้องสิ… ไม่ใช่ปวดระบมไปทั้งตัวเช่นนี้
แล้วคอนโดซึ่งนางกู้เงินมาซื้อเล่า?
เหตุใดถึงกลายเป็นห้องเก่า ๆ ซอมซ่อราวกับห้องเก็บของไปได้?
ไม่สิ…
นี่มันดูเหมือนห้องเก็บฟืนเสียมากกว่า!
นางยกมือข้างหนึ่งขึ้น พยายามมองหารอยเข็มและสายน้ำเกลือ ทว่ามือนั้นกลับผอมแห้ง หยาบกร้านจนแทบจำไม่ได้ว่าเคยเป็นมือของตนเอง
“นี่ฉันทำไมถึงได้ผอมขนาดนี้เนี่ย วิตามินก็กิน โบท็อกซ์ก็ฉีดทั่วหน้า ไหนจะครีมบำรุงผิวอีกตั้งมากมาย เสียเงินไปกับพวกนี้ตั้งเท่าไร… โอ๊ย! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันเนี่ย”
ระหว่างกำลังบ่นพึมพำด้วยความสับสน ภาพบางอย่างพลันหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก
เป็นภาพของเด็กสาวคนหนึ่ง…
เด็กสาวผู้มีชีวิตน่าเวทนาและน่าสงสารจับใจ ทั้งยังถูกสองแม่ลูกทำร้ายและกลั่นแกล้งสารพัด จนความรู้สึกโกรธแค้นผุดขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่อยู่
แต่พอนึกทบทวนให้ดี น้ำหอมกลับต้องชะงัก
ความทรงจำเหล่านี้ไม่ใช่ของนาง แล้วเหตุใดจึงเข้ามาอยู่ในหัวได้?
นางพยายามฝืนร่างกายลุกขึ้นนั่ง ทว่าความอ่อนแรงทำให้ศีรษะหมุนคว้าง ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ จึงต้องหลับตานิ่งเพื่อรอให้อาการเวียนหัวบรรเทาลง
ครู่หนึ่ง เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาแจ่มชัด น้ำหอมจึงก้มมองถ้วยน้ำข้างเตียง นางหยิบขึ้นมาส่องใบหน้าของตนเอง และสิ่งซึ่งสะท้อนกลับมาก็ทำให้ถึงกับผงะ
เด็กสาวใบหน้าอ่อนเยาว์ ผิวพรรณซีดเซียว ร่างกายผอมแห้งจนเห็นได้ชัดถึงกระดูกตามลำตัว
เด็กคนนี้…
คือคนเดียวกับในความทรงจำ
และเด็กคนนี้ก็คือตัวนางเอง!
น้ำหอมรีบวางถ้วยลง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติ แล้วนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาก่อนหมดสติ
ตอนนั้นนางนอนร่างกายอ่อนแรงอยู่ในคอนโด…
หรือว่าตอนนั้นนางจะตายไปแล้ว?
ตายแล้วกลับต้องมาอยู่ในร่างอันน่าเวทนาเช่นนี้อีกหรือ?
โอ้ชีวิต… เหตุใดถึงได้ช่างน่าเวทนาเช่นนี้!
หลายวันมานี้นางขึ้นเวรบ่ายสลับดึกติดต่อกัน ร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลียจนแทบหมดแรงอยู่แล้ว แถมยังต้องมาทรมานกับอาการเจ็บป่วยอีก สวรรค์ยังส่งนางมาให้ลำบากในโลกใบนี้อีกหรือ?
กรรมของนางคงจะมากเกินไปจนสวรรค์ยังไม่ยอมปล่อยผ่านกระมัง!
ขณะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องทะลุมิติมายังโลกแห่งนี้ เสียงฝีเท้าพลันดังใกล้เข้ามา
น้ำหอมรีบเอนกายลงนอนตามเดิม ก่อนหรี่ตามองผู้มาเยือน
หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเมตตา ในมือถือถ้วยใบหนึ่งซึ่งมีไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวลอยแตะจมูก ทันใดนั้นท้องซึ่งว่างเปล่ามานานก็ส่งเสียงร้องดังโครกครากอย่างไม่ไว้หน้า
“ลู่อิง เจ้าฟื้นแล้วหรือ? ยายนำอาหารมาให้เจ้า”
หม่ายวี่วางถ้วยลง ก่อนยกข้าวต้มขึ้นมาให้ดู ภายในมีแต่น้ำ ส่วนเม็ดข้าวนั้นมีอยู่น้อยนิดจนแทบมองไม่เห็น
ตอนแรกน้ำหอมคิดจะแกล้งหลับต่อ แต่ท้องกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือเอาเสียเลย
เมื่อครู่หญิงชราผู้นี้เรียกตนเองว่าลู่อิง…
เด็กคนนี้ชื่อลู่อิงสินะ
ว่าแต่นางเป็นคนไทย เหตุใดถึงได้ทะลุมิติมาเป็นคนจีนได้เล่า? ยิ่งไปกว่านั้น นางยังฟังภาษาของคนเหล่านี้เข้าใจทุกคำ ราวกับเป็นภาษาที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด
“ตื่นแล้วเจ้าค่ะ”
ลู่อิงพยายามปรับน้ำเสียงให้คล้ายกับเจ้าของร่างเดิม โดยจงใจทำให้ฟังดูอ่อนแรงลงเล็กน้อย
“ช่างดีจริง ๆ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว เมื่อครู่เจ้ากินยาไป ตอนนี้กินอาหารอีกสักหน่อยดีหรือไม่ จะได้นอนพักให้ร่างกายฟื้นตัว”
ลู่อิงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนใช้มือซึ่งยังไร้เรี่ยวแรงตักข้าวต้มขึ้นมาซดทีละน้อย
แม้ข้าวต้มถ้วยนี้จะไม่ได้ทำให้อิ่มท้องมากนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยประทังชีวิตต่อไปได้
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ร่างกายแข็งแรงเสียก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยคิดหาทางรับมือภายหลัง
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นมากหรือไม่? ตอนเจ้าหลับไม่ได้สติ แม่เลี้ยงของเจ้าถึงกับกุเรื่องว่าเจ้าตายไปแล้ว อีกทั้งยังคิดจะขายเจ้าให้แต่งงานกับผู้อื่น แต่เจ้าอย่าเพิ่งตกใจไป ผู้ใหญ่บ้านบอกแล้วว่า หากเจ้าฟื้นขึ้นมา ต้องถามความคิดเห็นของเจ้าก่อน”
“ขายข้าหรือ? มีคนซื้อคนป่วยเช่นข้าด้วยหรือไร?”
ลู่อิงถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“หากเจ้าฟื้นหลังจากกินยาครบห้าวัน ผู้ใหญ่บ้านจะช่วยหาคู่ครองให้เจ้า ยายว่าเช่นนี้ก็ดี เจ้าจะได้หนีออกจากบ้านของแม่เลี้ยงกับลูกสาวของนางเสียที”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่อิงก็เริ่มครุ่นคิด
หากมองถึงทางรอดในอนาคต การแต่งงานออกไปอาจเป็นหนทางที่ดีกว่าการอยู่ในบ้านหลังนี้จริง ๆ
แต่ก่อนจะตัดสินใจ นางจำเป็นต้องรู้เสียก่อนว่าตอนนี้ตนเองอยู่แห่งหนใด และควรจะไปทางไหนต่อ
“ข้าไม่รู้ว่าจะไปแต่งกับใคร”
นางถอนหายใจเบา ๆ พลางทอดสายตามองเบื้องหน้าอย่างไร้หนทาง
“หากเจ้าไม่รังเกียจ ยายพอมีทางออกให้เจ้าอยู่ เพียงแต่เจ้าต้องคิดให้ดี”
“ทางออกหรือ? คือสิ่งใดเจ้าคะ?”
ดวงตาของลู่อิงพลันเป็นประกาย นางเงยหน้ามองหญิงชราด้วยความคาดหวัง
หากข้อเสนอของท่านยายดีจริง นางก็พร้อมจะทำตามอย่างแน่นอน
ขอเพียงได้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ก็พอแล้ว…
