เจ้าสาวเดียวดาย
“นี่คือสิ่งใดกัน” แผ่นหยกถูกแกะสลักอย่างสวยงามมีรูปดวงจันทร์เสี้ยวปรากฏอยู่พร้อมพู่ห้อย
“เป็นของศักดิ์สิทธิ์…“ เสียงแม่ชีองค์ใหม่ที่เดินเข้ามานางรีบทำความเคารพทันที ความรู้สึกเย็นปะทะผิวกายจนเหมียวเหมียวรีบขยับเข้ามาใกล้คนเป็นเจ้านาย กลิ่นหอมอ่อนๆถูกพัดมาตามลมจนนางเผลอสูดดมแล้วรู้สึกชื่นใจไม่น้อย
”เทพเซียนเห็นใจประทานพรให้สีกา เก็บรักษาไว้อย่างดีวันนี้ถึงมือเจ้าของแล้ว“ แม้คำพูดจะกำกวมแต่นางรู้สึกว่านางเข้าใจ
”สีการีบออกเดินทาง ยามตะวันใกล้รุ่งพายุอารมณ์จะโหมกระหน่ำ ค่ำนับฟ้าดินตอนยามเหมาเป็นเวลาที่สมควร“ นางพยักหน้ารับก่อนก้มลงคำนับอีกครั้ง
”แม่ชีหากวันหน้าข้าอยากมาไหว้อีกได้หรือไม่เจ้าคะ“ เพราะรู้สึกว่าจิตใจสงบแปลกๆจึงอยากมาอีก
”เมื่อถึงเวลาจะพบกัน หากใจหนักแน่นต่อให้กี่เรื่องราวเข้ามาสีกาจะผ่านพ้น ป้องกันภัยร้ายจากเหล่าศัตรูสีกาจะทำได้ หางโจวยังคงเป็นหางโจว หากสีกา…มีใจอยากช่วยเหลือราษฎร“ นางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนคำนับเนิ่นนานจนแม่ชีเดินหายเข้าไปในถ่ำ นางจึงเดินทางกลับไปขึ้นรถม้า
หากนางหันมามองสักนิด จะเห็นว่าอารามที่ร่มเย็น บัดนี้กลายเป็นป่าทึบ ปากถ้ำถูกปิดผนึกด้วยก้อนหินลูกใหญ่
กรุบ กรับ กรุบ กรับ
เสียงเกลือกม้าเดินไปบนถนนยามเช้ามือ บ้านเมืองที่เงียบสงบทำเหมียวเหมียวที่เปิดม่านดูใจเริ่มฝ่อแฝ่บ
“เป็นดั่งที่ข้าบอกหรือไม่” ไม่ต้องเปิดไปดูก็พอรู้ถึงสถานการณ์ล่วงหน้า
“คุณหนู…” เหตุใดคุณหนูผู้น่าสงสารจึงมีชะตาอาภัพเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าอาจใช้ชีวิตลำบากในระยะนึงเพราะต่างบ้านต่างเมือง แต่ตอนนี้…นางเริ่มคิดใหม่แล้ว!!!มันอาจจะลำบากตลอดไป
เมื่อขบวนส่งเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวน เมืองทั้งเมืองถูกประดับด้วยผ้าสีแดงหม่น และความเงียบสงบคล้ายร้างผู่คนทำนางยิ้มยันบนใบหน้า
“นี่คือ…จวนท่านแม่ทัพหางโจวแน่หรือ” ใบหน้าสวยหวานถูกคลุมด้วยผ้าสีแดง ในมือถือพัดสีแดงยกขึ้นมายังใบหน้าอีกที มองดูจวนใหญ่ที่ไร้ผู้คนแม้แต่…ตัวเจ้าบ่าว
“คุณหนูที่นี่บ่าวตรวจสอบดีแล้ว ไม่ผิดแน่นอน แต่ว่า…” สาวใช้กลืนน้ำลายลงคอ มองคุณหนูของนางด้วยความสงสาร
“แต่ว่าไร้คนต้อนรับสินะ” ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปบนใบหน้างาม ชาติที่แล้วนางเป็นถึงนางเอกเบอร์หนึ่ง แล้วเหตุใดต้องถูกชายป่าเถื่อนมองข้ามนางถึงเพียงนี้!!
“เหมียวเหมียว สั่งหยุดขบวนไว้แค่กลางประตู สั่งให้คนของเราตะโกนเรียกคนในจวนแม่ทัพออกมา หากยังเงียบ…ดันประตูเปิดให้กว้าง” แม้จะงงงวยแต่ยังยืนรอรับคำสั่งอย่างตั้งใจ
“ติดป้ายทองที่ฝ่าบาทมอบให้ที่หน้าจวน จุดประทัดติดกัน2ชั่วยาม จัดเตรียมของคำนับฟ้าดินให้ครบ ที่สำคัญ…ตราประทับว่าข้าเปลี่ยนเป็นแซ่เหลียงเอาไปติดไว้หน้าห้องหอ น่าจะอยู่…ที่ไหนสักที่!!“ สาวใช้และแม่สื่อต่างโกรธเคืองคนในจวนนี้ จึงช่วยกันทำตามคำสั่งอย่างตั้งอกตั้งใจ
คิดว่านางจะอ่อนแอแล้วขาดใจตายที่ถูกเมินงั้นสิ…คนอย่างไป๋หยางซิน พวกเจ้าเมินได้หรือ!!
หลังจากสาวใช้ไปจัดการสิ่งที่นางสั่งให้ทำเรียบร้อย ร่างบอบบางในชุดสีแดงขลิบเขียว เดินไปด้านหน้าป้ายวิญญาณที่มีอยู่เพียง1ป้าย ในจวนใหญ่แห่งนี้ก่อนทำการเคารพและคำนับอย่างน้อบน้อม
“ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แต่แน่นอน โถงบรรพชนมีเพียงป้ายชื่อท่านเช่นนั้น ข้าคำนับไม่ผิด” นางตั่งมั่นในใจพูดกับแผ่นป้ายตรงหน้าก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก หน้าป้ายเขียนไว้ว่า…เหลียงอวี๋ถง…
“ข้า…ไป๋หยางซิน คาราวะผู้ใหญ่ในบ้านสามี ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ เคียงข้างไม่ห่าง ไม่ว่าร้อนหรือหนาวหยัดยืนด้วยความภักดี วันนี้หรือวันหน้า ข้าจะมั่นคงต่อสกุลเหลียง!!” ดีที่วันนี้มีแม่สื่อติดตามมาด้วย นางออกคำสั่งให้ปฏิบัติเหมือนการแต่งงานที่มีบ่าวสาวครบ ไม่ต้องรอเพราะคนอย่างไป๋หยางซินไม่จำเป็นต้องรอใคร!!
“ทุกคนฟังข้า พวกเรามาจากสกุลไป่ เดินทางมาเหน็ดเหนื่อย บัดนี้นำอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด ออกมาฉลอง7วัน7คืนแล้วค่อยกลับจี้โจว!!” แม้จะกล้าๆกลัวแต่ทุกคนก็ยอมทำตามคำสั่ง และถึงจะเป็นการแลกตัวประกันแต่ทุกอย่างถูกเห็นชอบจากฮ่องเต้ จึงมีตราประทับแสดงความถูกต้องส่งให้ทั้งสองฝ่าย นางไม่ต้องเกรงใจใคร
บ่าวไพร่ทุกคนรีบจัดเตรียมสถานที่เป็นลานกว้างด้านหน้าจวน ก่อนจะจ้างสาวงามจากแคว้นใกล้เคียงมาเต้นรำเฉลิมฉลอง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังให้คนไปหาคณะเชิดสิงโตที่ไม่ยอมรับงาน จนต้องเดินทางไปจ้างอีกเมืองใกล้ๆกัน และแม้จะไม่เต็มใจมา แต่ตราประทับฝ่าบาทเป็นตัวเบิกทางได้ดีทีเดียว!!
