ข้าไม่รีบ
ตอนนี้ในท้องของนางคล้ายมีหลุมดำ เพราะมั่นใจว่าร่างบอบบางแบบนี้คงไม่ได้กินอะไรมากมายมาเป็นเวลานาน
“เหมียวเหมียว สั่งหยุดขบวน ตอนนี้ข้าหิวจนใส้กริ่ว มีสิ่งใดให้ข้ากินหรือไม่” นางมองไปรอบๆ ไม่พบอะไรสักอย่าง
“เอ่อ แต่ว่า เราอาจจะเสียฤกษ์นะเจ้าคะ” ใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสาวใช้ ซึ่งนางเองก็เข้าใจ
“ไปเรียกแม่สื่อมา” ขบวนส่งตัวเจ้าสาวหยุดลงกลางหุบเขา ก่อนที่แม่สื่อจะถูกนางเรียกไปสอบถาม
“อย่างไรการแต่งงานก็เสร็จสิ้นไปตั้งแต่ฝ่าบาทประทับตราสั่งการแล้วไม่ใช่หรือ หากเหลือเพียงคำนับฟ้าดินและบรรพบุรุษถึงพรุ่งนี้เช้าก็ยังทำได้ พิธีคำนับ ค่อยทำตอนเช้ามืด” นางบอกเหตุผลแก่แม่สื่อ จากจดหมายที่ติดตัวนางมา พบว่ามีใบกระดาษตราประทับสมรสพระราชทานติดมาด้วย ซึ่งนางถือว่าการแต่งงานนั้นสมบูรณ์แล้ว
“หากทำเช่นนั้น ท่านแม่ทัพอาจจะรอนะเจ้าคะ” นางเค้นยิ้มออกมา ก่อนจะคิดทบทวนอย่างรอบครอบ
“หากเขาใส่ใจข้าเช่นนั้น เลือกจะส่งคนมารับ หรือมาด้วยตัวเองไม่ดีกว่าหรือ เกรงแต่ว่า…งานแต่งงานนี้จะมีข้าคนเดียวที่เข้าพิธี” นางคิดว่านางเดาไม่ผิด ผู้ชายมีอะไรซับซ้อนกันนอกจาก…อยากเอาชนะและเย็นชาเพื่อให้นางถอยหนี
เหล่าคนร่วมขบวนต่างเอนเอียงมาทางนาง สุดท้ายจบลงที่ขบวนหยุดพักครึ่งชั่วยามเพื่อให้ไป๋หยางซินได้กินอาหารให้อิ่มท้อง
“ไก่ย่างนี้รสชาติดีไม่น้อย นี่พวกเจ้าหากส่งข้าเจ้าจวนแม่ทัพเหลียงแล้ว ต้องกลับจวนไป๋ใช่หรือไม่” นางไม่ได้ถือตัว ถึงจะนั่งบนขอนไม้ไม่ได้นั่งพื้นเฉกเช่นทหารคนอื่นๆก็ตาม แต่การพูดคุยที่บางคนไม่เคยพบเจอก็ทำให้หลายๆคนเริ่มชื่นชอบนาง
“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ที่นี่จะเหลือเพียงเหมียวเหมียวเท่านั้นที่อยู่กับคุณหนูสาม” เป็นแม่บ้านคนนึงที่มาจัดแจงแต่งตัวให้นางเอ่ยตอบ
“เช่นนั้นหากถึงจวนท่านแม่ทัพ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…ฟังคำสั่งข้าคนเดียว!!” ทุกคนพร้อมใจกันรับคำสั่ง
เดิมทีการเดินทางมาที่นี่ทำเพียงตามหน้าที่เท่านั้น เมื่อส่งแล้วก็ตั้งใจจะกลับ เพราะฮูหยินใหญ่สั่งเช่นนั้น เป็นตายร้ายดีอย่างไร ให้ผลักคุณหนูสามเข้าจวนท่านแม่ทัพแล้วหันหลังให้ทันที แต่ตอนนี้ความคิดของพวกเขาเปลี่ยน คุณหนูสามที่ทุกคนร่ำลือว่าป่วยหนักจนนอนเป็นผัก บัดนี้กลับดูมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนคนป่วยสักนิด ติดเพียงแค่ร่างกายสูบผอมไปเท่านั้น
“ในเมื่อไม่ให้เกียรติข้าเช่นนั้น…ก็จงรู้เอาไว้ว่าข้าไม่ใช่หมูในอวยให้ใครยกเอาไปต้มยำทำแกงง่ายๆ” การหยุดแวะพักกินข้าวไม่ใช่เพราะแค่นางหิว แต่ว่านางเองก็อยากสั่งสอนคนทางนั้นเหมือนกัน ขบวนเจ้าสาวไม่มาตามเวลานั่นเป็นความผิดฝั่งเจ้าบ่าวทั้งหมดที่ไม่ส่งคนไปรับ และหากว่า…ทางนั้นส่งคนมาแอบดูก็จะได้รู้ว่าข้าใจเย็นได้เพียงใด
“ที่นั่นวัดอะไร” ระหว่างที่เดินทางต่อนางมองไปที่อารามแห่งนึงบนภูเขา ก่อนจะเอ่ยถาม
“น่าจะเป็นอารามชีเจ้าค่ะ ที่นั่นเขียนป้ายไว้ว่าห้ามบุรุษเข้า” เหมียวเหมียวเปิดม่านก่อนเอ่ยบอก
“ข้าอยากไหว้เจ้าแม่กวนอิม สั่งหยุดขบวน“ นางเปิดม่านออกไปสั่งทุกคนให้ขบวนหยุดลง
”คุณหนูพึ่งออกได้ทางได้เพียง3ชั่วยามเองนะเจ้าคะ“ เหมียวเหมียวโอดครวญ หากไปถึงจวนท่านแม่ทัพแล้วพบว่าทุกคนรออยู่ นางไม่อยากจะคิดถึงผลที่จะตามมาเลยจริงๆ
”พักอีก1ชั่วยามจะเป็นอะไรไป เจ้าอย่าเคร่งครัดนักเลย เกิดอะไรขึ้นข้ารับผิดชอบเองหน่า“ นางพยักหน้าให้ก่อนเดินเข้าไปในอาราม
”พวกเจ้าพักดื่มน้ำดื่มท่าเสียหน่อย ค่อยๆเดินทางอย่าหักโหมนัก“ นางพูดจบก็เดินเข้าไปในอารามทันที
”สีกา มาทำอะไรแถวนี้“ แม่ชีรูปนึงกวาดลานด้านหน้าเอ่ยถามเพราะเวลานี้ค่อนข้างเย็นจนเกือบค่ำมืด
”ข้าต้องไปที่จวนแม่ทัพเหลียง ระหวางเดินทางผ่านเห็นที่นี่สงบร่มเย็นจึงอยากแวะไหว้เจ้าแม่กวนอิมเจ้าค่ะ“ สร้อยคอไขมุกที่นางหยิบติดมือมาถูกยืนให้แม่ชีดู
”ที่นี่มีชีดูแลเพียง2องค์หากอยากไหว้เจ้าแม่กวนอิม เช่นนั้น…เดินตามแม่ชีมา“ นางหันไปพยักหน้าให้สาวใช้เดินตาม ก่อนจะเดินไปด้านข้างมีหินแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่จนเต็มผนัง
”ข้าแต่เจ้าแม่กวนอิมผู้มีบารมี ในโลกเดิมก่อนข้าสิ้นใจได้อธิฐานบางอย่างไว้ หากนั่นเป็นพรมลิขิต…ช่วยดลบันดาลให้ข้าผ่านพ้น“ นางเอ่ยขอในใจ ก่อนจะนำสร้อยไข่มุกไปวางตรงหน้าแท่นบูชา เคร้งงง
แผ่นหยกขนาดเท่าฝ่ามือล่วงลงมาจากฐานเล็กนางจึงเอื้อมมือไปหยิบ สายตาหวานพิจราณาแผ่นหยกตรงหน้า ก่อนจะยกชูขึ้นสูงเพื่อส่องพระอาทิตย์ ความแวววาวจนแสบตาทำนางประหลาดใจ!!
…หยกอะไรกันจะมีประกายดั่งเพชรนิลจินดา…
