6
หลิวจื่อซางไม่ได้หลบสายตาคมกริบคู่นั้น แต่ก็ไม่ได้ท้าทายอีกฝ่าย สถานการณ์ช่างชวนให้ใจสั่น และน่าพรั่นพรึงอย่างที่สุด ฝ่ายอู๋หยางเทียนแยกเขี้ยว ส่งเสียงคำราม ท่าทางคล้ายสัตว์ป่าที่ต้องการกัดนาง แล้วกลืนกินทั้งเลือดเนื้อ
“ท่านหิว!” นางถาม ทำให้เขาคำรามต่ออีกสองสามหน ท่าทางหิวโซเชียวละ
“หิว แต่ก็ไม่ได้พิศวาส อยากกินแม่ชีต่ำช้าเช่นเจ้า”
หญิงสาวเริ่มโมโหจริงๆ สารพัดถ้อยคำหยางคายที่ต่อว่านาง บุรุษผู้นี้ ยังชวนให้อยู่ใกล้และช่วยเหลืออีกหรือ
“หากข้าเป็นสตรีเช่นนั้นจริง เหตุใดถึงได้พาข้ามาที่รังสวาทของท่าน”
อู๋หยางเทียนถลึงตาใส่นาง ผู้ที่ต่อปากต่อคำกับเขา คนสุดท้ายก่อนหน้านี้คือ ชายที่เขาเพิ่งตัดหัว และส่งไปให้ฮ่องเต้ที่เมืองหลวง สำหรับนางตัดหัวยังน้อยไป แยกแขนขาออกจากร่าง เหลือหัวกับลำตัวเอาไว้ และใส่ไว้ในอ่างไม้ ให้กลายเป็นคนหมู เพื่อดูเล่นย่อมเหมาะสมยิ่ง
“อย่าเฉไฉ จงตอบข้ามา เหตุใดถึงรู้ชื่อเสี่ยวเฟิง”
เขาถามน้ำเสียงจริงจัง ทั้งดุเข้ม ยามนั้นนิ้วยาวใหญ่ และเย็นจัด ลากจากริมฝีปากล่างของนางลงมาที่ลำคอ และไล้ช้าๆ ก่อนวนเวียนอยู่บริเวณเนินหน้าอกสวย ในจุดนี้ เขาดูคล้ายสงสัยต่อบางสิ่ง เลยวนนิ้วช้าๆ พลอยให้หลิวจื่อซางลำคอแห้งผาก ทั้งเกิดอาการซ่านใจ
“ในเมื่อสุนัขมันมีชื่อ ข้าก็เรียกตามเจ้าของ”
“เฮอะ หมาป่าพวกนี้เป็นแฝดสามตัว ไม่มีใครแยกพวกมันได้นอกจากข้า อีกอย่างชื่อของมัน เป็นข้าผู้เดียวที่ตั้งให้ ผู้อื่นหาได้ล่วงรู้”
หลิวจื่อซางพยักหน้าช้าๆ พยายามทำให้ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขากล่าว เป็นข้อมูลอันสำคัญยิ่งยวด ทั้งที่ชาติก่อน เมื่อคนผู้นี้ออกศึก หายหน้าไปหลายปี เป็นนางที่หอบหิ้วสุนัขป่าทั้งสามตัวเดินทางไปด้วย พวกมันเฝ้าอารักขานางด้วยความซื่อสัตย์ ทั้งมีอาการตรอมใจจากที่ถูกผู้เลี้ยงดูมันแต่เดิมทอดทิ้ง
และหลิวจื่อซางควรสภาพเขาหรือไม่ว่า นางได้มีโอกาสใช้ชีวิตที่สอง ตอนนี้ก็เป็นคนวางแผนที่จะได้พบเขา สร้างเงื่อนไขเพื่อให้ภายหน้าตนจะไม่ต้องถูกรังแกจากศัตรู เพราะอย่างน้อยอู๋หยางเทียนคนนี้ ยังพอจะมีความเมตตากับนางบ้าง ขอเพียงแต่ให้เขาได้เปิดใจมองนางสักเล็กน้อย
“ไม่ตอบ เฮอะๆ กลายเป็นใบ้เยี่ยงนั้นหรือ”
เขาถาม และตอนนั้น นิ้วยาวใหญ่กำลังจะเล่นซุกซนกลั่นแกล้งนางไม่เลิก
“เทียนอ๋อง ท่านสูงส่งเพียงนั้น อย่าเสียเวลากับหม่อมฉันที่ไร้ค่าเลย”
“ดี จงเจียมตนให้มาก เจ้าเป็นแน่แค่เนื้อเหม็นเน่าชั้นต่ำของข้า”
เขากล่าวจบ จึงปรับเปลี่ยนท่าทาง ก่อนอุ้มนางพลาดบ่า พาเข้าไปในกระท่อมนายพราน
ห้วงเวลาดังกล่าว หลิวจื่อซางคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง อู๋หยางเทียนเมื่อก่อน อารมณ์รุนแรงกว่านี้ ทั้งไม่อาจหักห้ามสัญชาตญาณดิบเถื่อน ทว่าเมื่อครู่ สิ่งที่เขาทำต่อนาง ที่ร้ายกาจสุดคือการใช้วาจา เรื่องนี้ทำให้หลิวจื่อซางคิดใคร่ครวญในใจ
ส่วนในกระท่อม อากาศถ่ายเท อุณหภูมิกำลังสบายต่อร่างกาย แต่สิ่งที่นางสังเกตคือ อู๋หยางเทียนมีอาการชวนให้วิตก
“เทียนอ๋อง ร่างกายท่านมิสู้ดี”
ชายหนุ่มยกยิ้ม ดวงตาคมคู่มีประกายวาบขึ้น ก่อนค่อยๆ ทรุดนั่งบนเก้าอี้ไม้
“เจ้าตัวหนักเกินไป ทำให้ข้าเสียงแรงไปมิน้อย เอาละ ไปนอนที่เตียง เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ข้าเดี๋ยวนี้”
เสียงเขาไม่ได้เข้มงวด อีกทั้งสีหน้าค่อยๆ แดง ลำคอและใบหูเช่นกัน
อนิจจาพิษในร่างกายเขากำเริบหนัก ซึ่งที่เห็นสงบอยู่ได้ เป็นเพราะกลิ่นกายของหลิวจื่อซาง ผสมกับเลือดของนาง
ก่อนหน้านั้น นางขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร มีพืชสำคัญอยู่หนึ่งชนิด นางเก็บมันแล้วใส่ไว้ในอกเสื้อ เพื่อให้เหงื่อทั้งกลิ่นกายอบอวลรวมอยู่ด้วยกัน สิ่งนี้ควบคุมอู๋หยางเทียนไม่ให้เขาคุ้มคลั่ง
“ข้าได้กลิ่น หูหลงจิ่ง ทั้งในเลือดของเจ้า และก็บนร่างกาย โดยเฉพาะที่...”
ชายหนุ่มนิ่วหน้า แม้หยาบคายเช่นไร ก็ต้องหยุดไตร่ตรองก่อนเอ่ยออกไป
“ที่หน้าอกเจ้า มีกลิ่นหูหลงจิ่ง เจ้าเล่นปาหี่อันใด”
“หม่อมฉันเก็บยอดใบชาชนิดนี้ เพื่อนำไปผสมเป็นยาชั้นเลิศ การเก็บไว้ใกล้ๆ หัวใจ ควบคุมอุณหภูมิของมันได้ดี ทั้งยังทำให้ใบชามีรสเลิศ”
“แต่เมื่อครู่ใบชาสักใบ ไม่มีอยู่ในร่างกายเจ้า”
“นั่นเป็นเพราะ...”
หญิงสาวหยุดเพียงครู่ และตอบอย่างไม่ปิดบัง
“หม่อมฉันกลืนมันลงท้องหมดแล้ว”
อู๋หยางเทียนทำหน้าไม่อยากเชื่อ ก่อนที่จู่ๆ ก็เกร็งไปทั้งร่าง เกิดอาการสะบัดร้อน สะบัดหนาว ทั้งเจ็บปวดไปตามข้อกระดูก
“ดูเหมือนเจ้ารับงานผู้อื่นมา เพื่อหวังทำร้ายข้าสินะ หึๆ ๆ แม่ชีผู้หนึ่ง หาญกล้าทำเรื่องใหญ่โตเทียมฟ้า ใครกันที่ผู้อยู่เบื้องหลังเจ้า”
“ศัตรูของท่านคงมีมากมายเกินไป จึงคิดว่าข้าต้องการทำสิ่งนั้น ความจริง ทั้งหมดเป็นล้วนเป็นความบังเอิญ”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเย็นอีกสองสามหน ก่อนกระอักเลือด
