7
หลิวจื่อซางเห็นแล้วทั้งห่วงทั้งกลัวเขาได้รับอันตรายหนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อสติในการรับรู้
“ไป ไสหัวออกจากกระท่อมหลังนี้ให้เร็วที่สุด”
น้ำเสียงของอู๋หยางเทียน ดุดันก็จริง แต่แฝงด้วยความห่วงใยต่อความปลอดภัยของหลิวจื่อซาง ขณะเดียวกันเขาพยายามสกัดจุดตนเอง เพื่อไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหว หาไม่แล้วหากพิษกำเริบหนัก เลือดของหลิวจื่อซางคงถูกเขาดูดจนหมดตัวนางแน่
“มารดาเจ้าเถิด แม่ชีตายด้าน ไสหัวออกไปให้ห่างจากข้า”
“เทียนอ๋อง ท่านพาหม่อมฉันมาที่นี่ด้วยตนเอง แล้วจะผลักไสให้ไปที่ใด” นางยังต่อปากต่อคำไม่เลิก ชายหนุ่มหมดความอดทน เขาเป่าปาก ชั่วพริบตาเสี่ยวเฟิงก็กระโจนเข้ามาในกระท่อม มันขู่คำราม แยกเขี้ยวน่ากลัว ดวงตาจ้องเขม็งมาที่หลิวจื่อซาง แต่ในเมื่อชาติก่อนผู้เป็นมารดาของสุนัขพวกนี้ คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ก็คือนาง ไฉนจะหวาดกลัวต่อการข่มขู่
หญิงสาวล้วงเข้าไปในอกเสื้อ สายตาจับจ้องเสี่ยวเฟิง ฝ่ายนั้นไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้นาง แสดงท่างหยั่งเชิง และเพ่งมองหลิวจื่อซางคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
แล้วเมื่อนางได้เข็มเงินออกมา ก็ตวาดเสียงดัง
“เสี่ยวเฟิง หมอบ!”
หมาป่าที่ถูกฝึกอย่างหนัก และเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ครางเสียงหงิงๆ ก่อนหมอบลงบนพื้น ฝ่ายอู๋หยางเทียน ยิ่งฉงนกว่าเดิม ปากอยากเค้นถามสิ่งต่างๆ จากหญิงสาว หากกลายเป็นว่านางผลักหลังเขาให้ไปนอนที่เตียง
“เทียนอ๋อง ท่านไม่ใช่เสี่ยวเฟิง ฉะนั้นอย่าให้หม่อมฉันต้องออกคำสั่งเหมือนกับมัน”
กล่าวจบ ชายหนุ่มก็มีสีหน้าเครียด เมื่อเขาเตรียมแสดงอาการต่อต้านนาง เข็มเงินจึงปักลงในจุดสำคัญของอู๋หยางเทียน เพื่อช่วยให้เขาระบายโทสะที่เดือดพล่าน ไม่อย่างนั้น อาจกระอักเลือดออกมาอีกแน่นอน
“ชั่วช้า... จะ เจ้า คิดทำสิ่งใดข้า เป็นทั้งนางชี และหมอตำแย ที่เล่นปาหี่ฝังเข็มผู้เช่นนั้นหรือ”
หญิงสาววางสีหน้าเรียบ ใช้น้ำเสียงไม่หนักไม่เบาเกินไป
“โอ้ หม่อมฉันเชื่อว่า ท่านล่วงรู้อยู่บ้าง ว่าสตรีผู้นี้ มีวิชาแพทย์ติดตัว”
ชายหนุ่มไม่เถียง ศิษย์สำนักดรุณีโอสถ ฝังเข็มได้ เคี่ยวยาได้ หรือหากไม่เชี่ยวชาญสิ่งใดเลย โลหิตพวกนางก็ทำให้อู๋หยางเทียนใช้ดื่ม เพื่อประทังชีวิต
“ประเสริฐยิ่งนัก เจ้าก็มีความคิดอ่านอยู่บ้าง”
“ขอบพระทัยเทียนอ๋อง และอย่างไร หม่อมฉันย่อมไม่พิศวาสความโสมนจากเรือนกายอู๋หยางเทียน!... ในเมื่อเราต่างชังน้ำหน้ากัน สิ่งที่หม่อมฉันกระทำนี้ ย่อมถือว่า เป็นการแลกเปลี่ยน”
“หึๆ ๆ แลกเปลี่ยน มิใช่แล้ว ดูเหมือนข้าเสียเปรียบเจ้ามากกว่าปีศาจจิ้งจอกน้อย”
ผู้ชายอย่างเขา ไฉนถึงได้เฟ้นหาคำพูดบั่นทอนจิตใจผู้อื่นได้ถึงเพียงนี้
“อยากให้หม่อมฉันรักษาท่านหรือไม่”
อู๋หยางเทียนพ่นลมหายใจร้อน ๆ ออกมา
ตั้งแต่ตัดหัวศัตรูเรียบร้อย เขาก็รับรู้ว่าตนบาดเจ็บหลายแห่ง แต่ที่หนักหนาเกินเยียวยา คือพิษเก่าที่สะสมในร่างกายมายาวนาน มันไม่เคยขับออกไปได้ เกรงว่าหากเขายังมีลมหายใจ ก็คงกัดกินร่างกายภายในเขาให้แหลกสลายทีละนิด
“เจ้าคิดว่า ข้ามีทางเลือกอื่นหรือไม่”
หลิวจื่อซางกลั้นยิ้ม ชาตินี้นางเลือกอู๋หยางเทียน ตอนแรกอาจดูเหมือนความคิดนี้ตื้นเขิน หากมองไปถึงภายหน้า นอกจากเขา ทั่วทั้งใต้หล้า ก็หาใครที่จะทำในสิ่งที่บ้าบิ่นได้ ยิ่งกว่านั้น นางจดจำภาพในเสี้ยวหนึ่งของหัวใจได้ อู๋หยางเทียนเคยพิศสวาทนาง
“เลวร้าย และอำมหิตที่สุดก็คือท่าน เก่งกาจที่สุดในสนามรบก็เป็นท่าน อีกทั้งแข็งแรงหาผู้ใดเทียบ ”
“หยุดกล่าวเหลวไหล ลงมือรักษาข้าเสียเถิด”
“ขอบพระทัยที่เทียนอ๋อง มอบความไว้วางใจนี้ให้หม่อมฉันดูแล”
หลิวจื่อซางแม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่นางยอมรับว่า ย้อนเวลามีชีวิตที่สอง เป็นช่วงวัยที่ยังไม่เติบโตเต็มวัย มือยังไม่นิ่ง จิตใจไม่นิ่ง มีความฉุนเฉียวง่าย ถึงอย่างนั้น จะปล่อยอู๋หยางเทียนให้ธาตุไฟเข้าแทรก ภายภาคหน้าชีวิตนางคงไม่ต่างจากเดินลงขุมนรกอย่างที่แล้วมา
“ท่านยังมีแรงเปลื้องผ้าตนหรือไม่”
ชายหนุ่มคือจอมทัพปีศาจ มีตำหนักราคะเป็นของตน เรื่องเพียงเท่านี้ง่ายดายยิ่งนัก แต่...เมื่ออีกฝ่ายอยู่ในสำนักดรุณีโอสถ เหตุใดถึงกล้าออกคำสั่งกับเขาในเรื่องที่ผิดต่อระเบียบปฏิบัติ
“แม่ชีตายด้าน”
เขาเรียกนาง เสียงแหบแห้ง ดวงตาเจียนปิดลง
“หม่อมฉัน...ชื่อ ซางซาง”
อู๋หยานเทียนวางสีหน้าไม่อยากรับรู้ ก่อนฉีกเสื้อของตนออก เผยให้เห็นอกแกร่ง กล้ามท้องเรียงเป็นแผงชัด แต่สิ่งที่ชวนสะเทือนใจ บุรุษผู้นี้ใช้ร่างกายอย่างหนัก เพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของตน
