3
เขาหลิงซาน
ช่วงเวลาเช้ามืด สายลมพัดกรรโชกอย่างน่ากลัว ต้นไม้ไหวรุนแรงฝุ่นและใบไม้แห้งพัดอยู่รอบๆ ตัว ศิษย์สำนักดรุณีโอสถนามว่า หลิวจื่อซาง และนางไม่อาจยืนเป็นเป้านิ่งต่อไปได้
ยามนี้ การหาที่ซ่อนตัวย่อมเป็นโอกาสรอดเดียวที่มี ทั้งจากการถูกฝนพิษ เนื่องจากนางพลัดหลงเข้ามาในป่าไม้แดง รวมถึงกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ปรากฏตัวอย่างไม่ทราบที่มาที่ไป หากแน่ชัดว่ามีประสงค์ร้ายต่อนาง ถึงแรกเริ่มหญิงสาวไม่ใช่เป้าหมายพวกเขา ทว่าคงเป็นช่วงหายนะของชีวิต จึงทำให้คนเหล่านั้นสนใจที่จับตัวนางเพื่อไปเล่นสนุก เพื่อหวังฆ่าเวลาระหว่างที่ตามจับคนอำมหิต ด้วยฝ่ายนั้นได้สังหารคนสำคัญของพวกเขาไป
แน่นอนในชาติภพก่อน หลิวจื่อซาง ซื่อจนเซ่อ ทั้งยังกตัญญูเป็นที่ตั้ง สุดท้ายจึงต้องกลายเป็นของเล่นผู้อื่น แล้วจบชีวิตอย่างอนาถ เมื่อมีโอกาสที่สอง สิ่งที่ล่วงรู้ นางต้องเปลี่ยนแปลงชะตาของตน โดยการยืมมือคนผู้นั้น นี่คือโอกาสของนาง อย่างไรต้องพบหน้าเขาให้ได้
ซึ่งช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ราวครึ่งชั่วยาม หลิวจื่อซางขึ้นมาที่เขาลูกนี้ เพื่อหาสมุนไพรและน้ำบริสุทธิ์ที่ต้นน้ำตก รวมถึงไต้ (สาหร่ายน้ำจืด) ทว่าเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อศิษย์น้องคนหนึ่งของนางที่ติดตามมาด้วย ไม่อาจหลบพ้นสายตาเหล่าชายฉกรรจ์ สุดท้ายก็ถูกล้อมตัวเอาไว้ บางทีอาจเป็นเพราะว่ามีใครบางคนในสำนักศึกษา ส่งข่าวให้ผู้อื่นเพื่อจะขายดรุณีโอสถ เนื่องจากพวกนางเป็นที่ต้องการของขุนนาง และเหล่าคหบดี ว่ากันว่าในตลาดมืด ร่างกาย และอวัยวะภายในของเหล่าแม่นางน้อย ทั้งหัวใจ ตับ ปอด ใช้กินบำรุงร่างกายได้ หรือไม่หากใครต้องการมีอายุยืนยาว ก็ดื่มเลือดดรุณีโอสถแทนน้ำ
“อย่าทำร้ายข้า ประสงค์สิ่งใดโปรดบอกมาเถิด”
คนที่ได้ยินพยักหน้ารับรู้ และถามนาง
“นอกจากเจ้าแล้ว ยังมีผู้ใดอีก”
สตรีคนดังกล่าวเจ้าเนื้อสักหน่อย ทั้งสวมชุดชาวสีขาวแสนธรรมดา นางเพิ่งเป็นศิษย์สำนักดรุณีโอสถได้ไม่ถึงปี จึงไม่ใคร่รู้หลายสิ่ง อีกทั้งมองเผินๆ ก็เหมือนเด็กสาวทั่วไป กระนั้นยังมีแววฉลาดให้เห็น
“ข้าขึ้นเขามาเพียงผู้เดียว และไร้ประโยชน์ต่อพวกท่าน”
“กล่าวได้ถูกต้อง เนื้อตัวก็น่าเกลียด แถมยังเหม็นเหงื่อ จับเจ้าไว้ก็ไม่มีผลดี เพียงแต่” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นวรยุทธ์ก้าวไปใกล้ๆ ปลายจมูกเขาขยุกขยิกไปมา
“ข้าได้กลิ่นความกลัวของเจ้า นอกจากนั้นดูเหมือนกำลังโป้ปดอยู่ เอาละ หากอยากมีชีวิตรอด จงบอกความจริงให้หมด คนที่มากับเจ้าซ่อนตัวอยู่ที่ใด อย่าให้ต้องใช้กำลังรุนแรง รู้หรือไม่พวกข้าชอบกินเลือดเนื้อมนุษย์เป็นที่สุด”
ได้ยินอย่างนั้น นางก็ตัวสั่น หากเมื่อใจมุ่งมั่นจะทำบางสิ่งให้สำเร็จจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าคือ เสี่ยวลู่มิขายพี่ ขายน้อง ชีวิตนี้ ขอปกป้องผู้ที่ข้ารัก” น้ำเสียงซ่งเหยียนลู่ดังหนักแน่น ราวกับได้สลัดความกลัวก่อนหน้าทิ้งไปได้แล้ว
ในยามนั้น นางใช้โอกาสเดียวที่มี ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ได้มีดสั้นประจำตระกูลออกมา
“ฮ่าๆ ๆ ตัวอัปลักษณ์เช่นเจ้า แต่มีของเล่นตระกูลซ่ง... นับว่าไม่ธรรมดา”
บุรุษผู้นั้น มองมีดสั้นในมือนาง พลางแสดงท่าทางขบขันอย่างที่สุด แม้ซ่งเหยียนลู่ในยามนี้ แจ้งชัดว่านางเอาจริง ทว่ายังห่างไกลจากคำว่ามีฝีมือ
“สบประมาทตัวข้าได้ แต่ห้ามปากพล่อยทำให้ตระกูลซ่งเสียหาย” นางกล่าวจบ มีดสั้นพลันเปลี่ยนทิศ คมมีดถูกซ่อนเก็บ และถูกหมุนสลักด้านที่นางจับเอาไว้ ชั่วพริบตา มีไหมเงินพุ่งออกมา ก่อนจะกลายเป็นแส้ยาว (แส้ห้วงคำนึง)
สายตาฝ่ายตรงข้ามลุกวาว ตระกูลซ่งแม้เห็นเป็นลูกหมู ก็ยังมีพิษสงได้เพียงนี้ อีกทั้งสิ่งที่นางถือ คือหนึ่งในอาวุธที่ใต้หล้าให้การยอมรับ
“แม่นางน้อย อย่าทำให้พวกข้าผิดหวังเชียว”
เสียงหนึ่งดังขึ้น และหมายเข้าไปจัดการนาง ทว่าซ่งเหยียนลู่อย่างไรก็เป็นคนที่ฝึกฝนตนมาตั้งแต่เด็ก หากพื้นนิสัยเกียจคร้านสักหน่อย จึงถูกส่งตัวมาเข้าสำนักศึกษาเพื่อขัดเกลาตน ดังนั้นพอเข้าตาจน นางจึงกัดฟันสู้แบบสุนัขจนตรอก ซึ่งตอนนี้กำลังบ้าเลือดอย่างหนัก
ฝ่ายหลิวจื่อซางที่ซ่อนตัวหลังพุ่มไม้หนา นางห่วงศิษย์น้องจับใจ ทว่ากลัวจะเป็นตัวถ่วง ดังนั้นจึงพยายามใช้ความคิดโดยเร็ว
ยามนั้น ซ่งเหยียนลู่กวัดแกว่งแส้ในมือ ท่าทางไม่อาจคล่องแคล่วนัก แต่อานุภาพของแส้ไม่ใช่สิ่งที่จะหาพบได้ง่ายๆ
สมแล้วที่เป็นดรุณีสกุลซ่ง
คนผู้หนึ่งกล่าวชื่นชม
เสียงต่อสู้ การร้องโอดโอยเกิดขึ้นเป็นระยะๆ กระทั่งซ่งเหยียนลู่ฟาดแส้เงินชายเหล่านั้น หลายคนได้แผลแล้วปวดแสบปวดร้อน ความคมของแส้เงินชวนให้เสียวไส้โดยแท้ อึดใจใหญ่ๆ นางก็ถูกถีบเข้ากลางหลังเต็มแรง ก่อนเซไปด้านหน้า และกระอักเลือกกองโตออกมา
ความเจ็บแล่นลิ่วทั่วร่าง นางสูดลมหายใจลึก อดกลั้นอย่างที่สุด และฟาดแส้เงินออกไปอีกครั้ง คราวนี้ชายบางคนได้แผลเหวอะที่ใบหน้า ลำคอ มีคนหนึ่งถูกแส้ฟันลำคอ เมื่อนางตวัดแส้กลับก็เกือบทำให้สิ้นชีพ หากโชคดีที่ซ่งเหยียนลู่ออมมือ
“จับตัวให้ได้ และตัดหัวนางมาให้ข้า”
เสียงดังกล่าวเฉียบขาด ส่งผลให้หลายชีวิตกรูเข้าไปหาซ่งเหยียนลู่ ฝ่ายหลิวจื่อซางที่หลบอยู่ไม่อาจทนได้ จึงหยิบหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง ก่อนเขวี้ยงไปอีกทาง เพื่อหลอกล่อกลุ่มคนดังกล่าว
“ผู้ใดซ่อนตัวอยู่ จงรีบตามหาให้พบ”อึดใจเดียวกัน มีระเบิดควันเกิดขึ้น เป็นฝีมือของซ่งเหยียนลู่ เมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้ หลิวจื่อซางก็ไม่อาจอยู่เป็นเป้านิ่ง นางพยายามหาทางให้ตนรอด ใช้ความเร็วออกวิ่งอย่างสุดชีวิต ทว่าวิ่งจนเลยแนวป่าแดง หลิวจื่อซางพบว่าตนกำลังจะออกนอกเขตแคว้นต้าฉือ ซึ่งหากก้าวผ่านเข้าไปแล้วพลัดหลง เกรงว่าชีวิตต่อจากนี้คงไม่อาจหวนกลับคืนสู่บ้านเกิด
สุดท้าย นางตัดสินใจหวนกลับทางเดิม จึงเผชิญหน้ากับพวกที่ประสงค์ร้าย ซึ่งชายกลุ่มดังกล่าวล้วนดูไม่ใช่คนดี
“ฮ่าๆ ๆ ข้านึกไว้แล้ว ข้างกายสตรีอัปลักษณ์ ย่อมมีหญิงงามล่มเมือง แม่นางเลอโฉมเพียงนี้ เนื้อตัวจะหอมหวานเพียงใด”
อีกคนมองหลิวจื่อซาง พลางสืบเท้าเข้ามาใกล้ๆ
“แม่นาง แต่งตัวเหมือนชาวบ้านก็จริง ทว่าผิวพรรณมิใช่ ถึงพยายามใช้กลิ่นกระเทียม และพริกอำพรางตัวตน หากเจ้าคงไม่ทันรู้ว่า พวกข้ามีจมูกสุนัข ฮ่าๆ จากนี้ เนื้อหวานๆ กับกระดูกอ่อนของเจ้า คงถูกพวกข้ากัดกินจนไม่หลงเหลือ”
หลิวจื่อซางปลอมตัวเป็นสตรีชาวบ้านแล้ว เสื้อผ้าได้ใช้ผงกระเทียม กับน้ำมันพริกทาพรมใส่ ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจปกปิดพวกที่มีวรยุทธ์ได้ และยังถูกข่มขู่ให้กลัวด้วย
“ขออภัยพี่ชาย ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านกล่าว”
นางวางสีหน้าเรียบเฉย พลางมองหาทางเอาตัวรอด แม้จะดูมืดมนในยามนี้
“อย่าได้ทำไขสือ แรกเริ่มเป็นกลิ่นอ่อนๆ ของเกรสดอกไม้ หากมันมีมากกว่านั้น ข้าคิดว่าเป็นกลิ่นน้ำผึ้งป่า ซึ่งหวานหอม และยังบริสุทธ์หาที่ใดเทียบได้”
เมื่อเขาเอ่ยชัดแจ้ง สีหน้าหลิวจื่อซางก็ซีดเซียว มือเท้านางเย็น หัวใจเต้นถี่รัว
“กลิ่นเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ คงมีแต่ผู้ฝึกตนขั้นสูงของสำนักดรุณีโอสถเท่านั้น นึกไม่ถึงว่า ข้ากับพรรคพวกจะได้พบของดีเช่นนี้ เอาละ ดูแล้วยังเยาว์วัย และเพื่อรักษาชีวิตเจ้าเอาไว้ ข้าจะไม่กระทำรุนแรง แม้อาจเจ็บอยู่บ้าง อย่างไรคงต้องอดทนให้มาก เพราะข้ากับพี่น้องล้วนมีความต้องการสตรี และอดยากมาหลายวันแล้ว”
หลิวจื่อซางถูกส่งตัวมายังสำนักดรุณีโอสถในช่วงอายุเพียงสิบสามปี ด้วยได้เป็นถึงลูกสาวราชครูจึงอ่านออกเขียนได้ และมีความรู้พื้นฐานเรื่องสมุนไพร การปรุงยา รวมถึงได้รับการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษามามิน้อย เมื่อได้ยินบุรุษผู้นั้นกล่าวจึงแจ้งใจต่อความหมายที่เขาปรารถนา
“พี่ชายกำลังล้อข้าเล่นเป็นแน่ ยามนี้ข้ามีสิ่งต้องทำ หากชักช้าไม่รีบกลับเรือน เกรงว่าพี่ชาย และบิดาคงต้องออกตามหาเป็นแน่”
กล่าวจบหลิวจื่อซางก็ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เคยรับรู้ และมั่นใจว่าคนอำมหิตหรือปีศาจตนนั้น คงอยู่มิห่างจากจุดนี้ ซึ่งเขามีจมูกที่ไวกว่าสุนัขพวกนี้แน่นอน ทั้งหูก็รับสัญญาณได้ดี อีกทั้งเหาะเหินล่องลอยได้ราวกับภูตผี เรื่องทั้งหมด นางใช้ความทรงจำในชาติภพก่อนมาเป็นข้อมูล และได้จดบันทึกไว้โดยละเอียด
“เฮ้อ...ยั้งมือก่อน แม่นาง นะ นั่นเจ้าทำสิ่งใด”
หลิวจื่อซ่างยิ้มบางเบาบนใบหน้า และหยิบเข็มเงินออกจากอก จากนั้นก็แทงเข้าใส่ปลายนิ้วของตน และเลือดสดๆ ได้ไหลออกมาอย่างรวดเร็ว
โอ้... กลิ่นเลือดของดรุณีโอสถ เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ หอมหวาน ชวนให้คลั่งไคล้ ไม่มีความคาวสักนิด และมันกำลังเรียกให้ปีศาจผู้นั้นพุ่งตรงมาหาหลิวจื่อซาง
