ตอนที่ 4 ไม่เคยยอมแพ้
"เปล่าครับ" เผยอวี้ส่ายหน้า สายตาจ้องมองเธออย่าง lึกซึ้ง "ผมแค่ดู 'คุณ' แม่นคนเดียว"
บรรยากาศพลันหนืดเหนียวและอบอวลไปด้วยความกำกวม อุณหภูมิในห้องเหมือนจะสูงขึ้นฉับพลัน อวิ๋นเหยาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวในความเงียบ สายตาของเขาเหมือนสัมผัสที่มีตัวตน ลูบไล้ผ่านคิ้ว จมูก และมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ
เธอควรจะหลบสายตา ควรจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายบรรยากาศที่อันตรายนี้ แต่เธอกลับทำไม่ได้ เธอเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาที่ลึกสุดหยั่งคู่นั้น ราวกับตกลงไปในวังวนที่ถอนตัวไม่ขึ้น
"อวิ๋นเหยา" เขาเรียกชื่อเธอเป็นครั้งแรกโดยไม่มีคำนำหน้า เสียงนั้นต่ำจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ "ผมอาจจะประเมินการควบคุมตัวเองของผมสูงไปหน่อย"
"หมายความว่ายังไงคะ?" เธอถามเบาๆ รู้สึกลำคอแห้งผาก
"หมายความว่า ตั้งแต่คืนนั้นที่บาร์ ผมก็หยุดคิดถึงคุณไม่ได้เลย" คำพูดของเขาตรงไปตรงมาจนเกือบจะโหดร้าย พังทลายหน้ากากความสุภาพที่มีมาก่อนหน้าจนสิ้น "หมายความว่า ตอนนี้ผมอยากจูบคุณมากครับ"
หัวใจของอวิ๋นเหยาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง เลือดในกายฉีดพล่าน เหตุผลในหัวตะโกนเตือน แต่ร่างกายกลับเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ และแอบโน้มเข้าหาเขาอย่างไม่รู้ตัว
"เผยอวี้ เรา..." เธออยากจะบอกว่าเราเพิ่งเจอกันแค่สองครั้ง อยากจะบอกว่ามันไม่เหมาะสม อยากจะบอกว่าเรายังมีเรื่องงานที่ต้องพิจารณา
แต่เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดจบ
เขาโน้มตัวลงมา ท่วงท่าไม่รีบร้อนแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ปฏิเสธไม่ได้ ฝ่ามือของเขาประคองแก้มเธอไว้อย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วที่อุ่นจัดและมีความหยาบเล็กน้อยจากรอยด้าน ลูบไล้ผิวเนื้อนุ่มของเธอ กลิ่นอายของเขาห่อหุ้มเธอไว้ทันที กลิ่นฟีโรโมนชายที่สะอาดสะอ้านผสมกับกลิ่นเหล้าจางๆ
จากนั้น ริมฝีปากของเขาก็ทาบทับลงมา
จูบแรกนั้นเป็นการหยั่งเชิง นุ่มนวลเหมือนขนนกที่พัดผ่าน แค่ริมฝีปากแตะกันเบาๆ กลับทำให้อวิ๋นเหยาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทุกส่วน เธอหลับตาลง ขนตายาวสั่นระริก นิ้วมือเผลอขยำเนื้อผ้าที่เข่าแน่น
ริมฝีปากของเขาเย็นนิดๆ แต่ก็นุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อ เขาไม่ได้เร่งรีบจะรุกล้ำ แต่กลับละเลียดดูดดึงริมฝีปากล่างของเธออย่างใจเย็น ราวกับกำลังลิ้มรสทิพย์วารีที่หอมหวานที่สุด การทรมานที่แสนเชื่องช้านี้กลับทำให้ยากจะทานทนยิ่งกว่าพายุโหมกระหน่ำ อวิ๋นเหยารู้สึกถึงความหวิวโหวในกายจนเผลอส่งเสียงครางแผ่วในลำคอ
เสียงนั้นเปรียบเสมือนสัญญาณเปิดศึก ลมหายใจของเผยอวี้พลันหนักหน่วงขึ้น มือที่ประคองแก้มอยู่บีบกระชับขึ้นเล็กน้อย ลิ้นของเขาแทรกผ่านไรฟันของเธอเข้าไป รุกรานอย่างแข็งกร้าวทว่ายังคงความนุ่มนวล
ต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเยือกเย็นและเคร่งครัด จูบของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ซ่อนเร้นและความต้องการจะครอบครอง ลิ้นของเขาพัวพันกับเธอ ลูบไล้ไปทุกส่วนที่อ่อนไหวในโพรงปาก ตักตวงความหวานอย่างไม่รู้จักพอ อวิ๋นเหยาไม่เคยประสบกับจูบที่รุกรานแต่กลับทำให้เธอไม่อาจขัดขืนได้ขนาดนี้ สมองเธอขาวโพลน ความกังวลและเหตุผลถูกจูบนี้บดขยี้จนแหลกละเอียด เธอเริ่มตอบสนองอย่างเงอะงะ แขนเรียวโอบรอบคอเขาโดยไม่รู้ตัว ดึงรั้งร่างกายให้แนบชิดกับเขามากขึ้น
การตอบสนองของเธอเปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟ เผยอวี้ใช้แขนอีกข้างโอบเอวเธอ รวบตัวเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอดจนไร้ช่องว่างระหว่างกัน เธอสัมผัสได้ถึงแผ่นอกที่กำยำและอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนรุ่ม รวมถึง... บางสิ่งที่แข็งขึงและนูนเด่นเบื้องล่างที่กำลังบดเบียดกับหน้าท้องของเธอ
ขนาดและความร้อนรุ่มที่น่าตกใจนั้นต่อให้มีผ้ากั้นไว้หลายชั้นก็สัมผัสได้ชัดเจน อวิ๋นเหยาสะดุ้งตื่นจากภวังค์สวาททันที เธอเบิกตาโพลงและเริ่มดิ้นรนเล็กน้อย
เมื่อสัมผัสได้ถึงการถอยหนี เผยอวี้จึงบังคับตัวเองให้หยุดลง เขาหน้าผากชนกับหน้าผากเธอ ลมหายใจหอบกระชั้นรดรินใบหน้าเธอจนร้อนผ่าว แววตาของเขาเข้มจัดราวกับท้องทะเลก่อนพายุเข้า เต็มไปด้วยความต้องการที่เปิดเปลือยจนแทบจะกลืนกินเธอลงไป
"ขอโทษครับ" เสียงของเขาแหบพร่าอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอ "ผมคุมตัวเองไม่อยู่"
อวิ๋นเหยาหอบหายใจรุนแรง แก้มแดงระเรื่อ ริมฝีปากบวมเจือสีแดงจากการถูกจูบและฉ่ำวาว เธอมองใบหน้าที่อยู่ชิดเพียงลมหายใจ ดวงตาคู่ลึกนั้นสะท้อนภาพของเธอที่ดูเคลิบเคลิ้มหลงใหล
"พวกเรา... พวกเราทำแบบนี้ไม่ได้ค่ะ" เธอพยายามทำเสียงให้ปกติแต่กลับสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ?" เขาถามย้อน นิ้วหัวแม่มือคลึงริมฝีปากที่บวมช้ำของเธอเบาๆ ท่วงท่าแฝงไปด้วยความสนิทสนมที่อันตราย
"เรา... เราเพิ่งเจอกันแค่สามครั้งนะคะ แล้วยังมีเรื่องงานที่เกี่ยวข้องกันอีก..."
"ระยะเวลาไม่ใช่ประเด็น ความรู้สึกต่างหากคือของจริง" เผยอวี้ตัดบท สายตาจดจ้องที่เธอ "อวิ๋นเหยา บอกผมสิว่าคุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมเลย"
อวิ๋นเหยาใบ้กิน เธอไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ผู้ชายคนนี้ก็ดึงดูดสายตาเธอ ความแข็งแกร่ง ความมั่นใจ สติปัญญา และอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น ทั้งหมดนั้นดึงดูดเธอเหมือนแม่เหล็ก และจูบนี้ก็ได้ทำให้แรงดึงดูดนั้นกลายเป็นความจริงที่รุนแรงยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นเธอไม่ตอบ เผยอวี้ก็มีประกายแห่งชัยชนะวาบขึ้นในแววตา เขาค่อยๆ ปล่อยเธอให้เป็นอิสระ เว้นระยะห่างเล็กน้อยแต่สายตายังคงล็อกตัวเธอไว้
"ผมจะไม่บังคับคุณครับ" เสียงของเขากลับมานิ่งสงบขึ้นบ้าง แต่ยังคงความทุ้มเซ็กซี่ "แต่ผมก็จะไม่ยอมแพ้เช่นกัน อวิ๋นเหยา ผมจริงจังกับคุณ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน และไม่ใช่แค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว"
อวิ๋นเหยาจัดเสื้อผ้าและทรงผมอย่างลนลาน หัวใจยังคงเต้นรัวเหมือนรัวกลอง เธอต้องการพื้นที่และเวลาในการคิด เพื่อเรียบเรียงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้
"ฉัน... ฉันขอเวลาหน่อยนะคะ" ในที่สุดเธอก็พูดออกมา หลบสายตาที่แหลมคมเกินไปของเขา
"ได้ครับ" เผยอวี้ไม่ได้รุกไล่ต่อ เขากลับไปนั่งที่เดิม ยกชาที่เริ่มเย็นชื้นขึ้นจิบ ท่วงท่ากลับมาสง่างามและเยือกเย็นดังเดิม ราวกับชายที่เพิ่งจูบเธออย่างบ้าคลั่งคนเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา "ผมจะรอคุณ"
มื้ออาหารสิ้นสุดลงในบรรยากาศที่กำกวมและตึงเครียด เผยอวี้ขับรถไปส่งอวิ๋นเหยาที่คอนโด ภายในรถมีเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน อวิ๋นเหยามองวิวนอกหน้าต่างที่วิ่งผ่านไป บนริมฝีปากดูเหมือนจะยังมีสัมผัสและอุณหภูมิของเขาหลงเหลืออยู่ ในส่วนลึกของร่างกายมีความวูบโหวงและความโหยหาที่ไม่คุ้นเคยกำลังพลุ่งพล่าน
รถจอดสนิทที่หน้าคอนโด
"แผนงานฉันจะดูให้ละเอียดนะคะ" อวิ๋นเหยาพูดก่อนลงรถ พยายามดึงมาดนักธุรกิจกลับมา
"ครับ" เผยอวี้พยักหน้า สายตาจดจ้องเธออย่างสงบ "ฝันดีครับ อวิ๋นเหยา"
"ฝันดีค่ะ"
อวิ๋นเหยาหันหลังเดินเข้าคอนโด เธอรู้สึกได้ว่าสายตาคู่นั้นยังคงทอดมองตามแผ่นหลังเธอไปจนกระทั่งเธอเดินเข้าลิฟต์
เมื่อกลับถึงคอนโดที่ว่างเปล่า อวิ๋นเหยาพิงบานประตูและค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เธอยกมือขึ้น ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากตัวเองเบาๆ ความรู้สึกจากจูบนั้นยังชัดเจน ทั้งรุกราน ทั้งอ่อนโยน และเปี่ยมด้วยความปรารถนาจะครอบครอง มันได้จุดไฟในกายเธอที่คนอื่นไม่เคยเข้าถึงให้ลุกโชนขึ้นมา
ตลอดยี่สิบแปดปี เธอไม่เคยยอมให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้ขนาดนี้มาก่อน เธอทุ่มเทให้กับการเรียนและงาน ชินกับการควบคุมทุกอย่าง และชินกับการเว้นระยะห่าง ความรักสำหรับเธอคือความเสี่ยงที่ต้องประเมินและควบคุมอย่างระมัดระวัง แต่เผยอวี้กลับเหมือนพายุที่พัดเข้ามาอย่างกะทันหัน รุกรานอาณาเขตของเธอและทำให้แผนการรวมถึงความใจเย็นของเธอพังทลายไม่เป็นท่า
เธอนึกถึงประโยคสุดท้ายของเขา "ผมจะรอคุณ"
สามคำนี้ แฝงไปด้วยความมั่นใจว่าจะต้องได้มาและความอดทนที่ปฏิเสธไม่ได้ มันทำให้เธอใจคอสั่นไหว แต่ก็แอบโหยหาอยู่ลึกๆ
และเบื้องล่างคอนโด เผยอวี้ยังไม่ได้ขับรถออกไปทันที เขานั่งอยู่ในรถ มองดูแสงไฟในห้องของเธอที่สว่างขึ้น นิ้วมือเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะ ในหัวมีแต่ภาพของเธอที่สั่นสะท้านในอ้อมกอดและการตอบสนองที่เงอะงะแต่น่าหลงใหล พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาต้องใช้ความอดกลั้นมากขนาดไหนที่จะไม่ทำอะไรเกินเลยไปกว่านั้นในห้องอาหาร หรือแม้แต่เมื่อครู่นี้
เขาไม่ใช่คนที่จะปล่อยตัวไปตามตัณหา เขามีมาตรฐานในการควบคุมตัวเองและเรื่องความสัมพันธ์ที่เคร่งครัดจนเกือบจะเย็นชา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตลอดสามสิบปีเขาถึงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ได้ง่ายๆ แต่กับอวิ๋นเหยานั้นต่างออกไป ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเธอ เขาก็รู้ทันทีว่าเธอคือคนเดียวที่สามารถจุดไฟแห่งความปรารถนาและตัณหาในตัวเขาได้ ไม่ใช่แค่เรื่องทางกาย แต่เป็นความสอดประสานกันของจิตวิญญาณ
เขาก้มลงมองส่วนล่างที่ยังคงแข็งขึงและคับแน่นของตัวเอง ก่อนจะหลุดยิ้มเยาะอย่างจนใจ พรสวรรค์ขนาด 20 เซนติเมตรที่พระเจ้าประทานมา ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยใส่ใจมันนัก ออกจะรำคาญด้วยซ้ำ แต่วินาทีนี้ เมื่อคิดว่าสักวันหนึ่งมันจะเข้าไปอยู่ในร่างกายของอวิ๋นเหยา ถูกความอบอุ่นและคับแน่นของเธอโอบรัดไว้ เขาก็รู้สึกถึงมวลความร้อนที่พุ่งพล่านจนแทบจะคุมไม่อยู่ขึ้นมาอีกครั้ง
เขาสตาร์ทเครื่องยนต์ รถค่อยๆ เคลื่อนตัวหายไปในความมืด นายพรานวางตาข่ายไว้หมดแล้ว เขามีความอดทนมากพอที่จะรอให้เหยื่อของเขาค่อยๆ เดินเข้ามาในอ้อมกอดด้วยตัวเอง เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และเขา... ไม่เคยคิดจะแพ้
...
