บท
ตั้งค่า

บทที่ 3

บทที่ 3

เจ้าสาวตัวจริงอยู่ที่ใดเหตุใดจึงไม่รีบมาเปลี่ยนตัวคำถามนั้นดังอยู่ในใจของพานเชียน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เรือนหอเงียบกว่าที่คิด

ไม่มีเสียงพิณไม่มีเสียงหัวเราะแม้แต่เสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้ก็ห่างไกลราวกับอยู่คนละโลก

พานเชียน นั่งอยู่บนเตียงหลังตรง


สองมือวางทับกันเหมือนตอนอยู่ในเกี้ยวนางยังคงสวมผ้าคลุมหน้า สีแดงเข้มบดบังทุกอย่างทั้งสายตาคนอื่นและสายตาของตัวเอง

เวลาผ่านไปช้า ๆ จนเหมือนหยุดนิ่ง

เดี๋ยวทุกอย่างก็จบแล้ว เสียงของพานหรงหรงยังคงชัดเจน

เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ พานเชียน ก้มมองปลายนิ้วตัวเอง ขยับเล็กน้อยเพื่อย้ำว่านางยังอยู่ที่นี่จริง ๆ

ยามหนึ่งผ่านไปไม่มีใครมา

ยามสองยังคงเงียบความเงียบเริ่มมีน้ำหนักจนกดทับลมหายใจ

พานเชียน ขยับตัวเล็กน้อยผ้าคลุมหน้าสั่นไหว นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมันขึ้นช้า ๆ แสงเทียนสาดเข้ามาไม่สว่างนัก


แต่พอให้มองเห็นรอบตัว

ห้องกว้างตกแต่งอย่างเรียบหรูทุกอย่างถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนฉากหนึ่งที่รอให้ใครบางคนมาเติมเต็ม แต่ตอนนี้มีเพียงนาง

พานเชียน มองไปที่ประตูมันปิดสนิท

“พี่หญิง…” เสียงนั้นเบา เบาจนแทบไม่มีตัวตนไม่มีใครตอบ นางสูดหายใจลึก พยายามคิดให้เป็นเหตุเป็นผล

อาการท้องเสียรุนแรงอาจทำให้หรงหรงล่าช้าหรืออาจยังไม่ดีขึ้นอีกไม่นานนางคงมา

“อีกไม่นาน…” พานเชียน พึมพำเหมือนกำลังปลอบตัวเอง

แต่คำว่าไม่นานเริ่มยืดยาวออกไปจนแม้แต่นางเองก็ไม่แน่ใจว่ามันควรยาวแค่ไหน

เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างเปลวเทียนไหววูบเงาของนางสะท้อนบนผนังสั่นไหว


และโดดเดี่ยวพานเชียน ลุกขึ้นยืน ขาอ่อนเล็กน้อยเหมือนร่างกายยังไม่คุ้นกับความจริง นางก้าวไปที่ประตู ช้า ๆ มือวางลงบนบานไม้เย็น นางไม่เปิดเพราะรู้ดีว่า หน้าที่ของเจ้าสาวคือการรออยู่ในห้องหอเงียบ ๆ และนางกำลังเล่นบทนั้นอยู่

พานเชียน ถอนมือกลับหันกลับมามองห้องอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ที่ของนาง ไม่เคยเป็น

นางควรอยู่เพียงชั่วครู่แล้วจากไป

แต่เวลาผ่านไปและไม่มีใครมาแทนที่ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาเงียบ ๆ

หรือว่า…นางไม่กล้าคิดต่อเพราะถ้าคิดต่อทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอกใกล้เข้ามาชัดเจน พานเชียน หันไปมองประตูทันทีหัวใจเต้นแรงขึ้น

“พี่หญิง…” นางเผลอเอ่ย ประตูถูกเปิดออกแต่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่คนที่นางรอ บุรุษในชุดพิธีสีแดงก้าวเข้ามาช้า ๆ สายตาของเขามองมาที่นางนิ่งและเย็นเหมือนทุกครั้ง

พานเชียนชะงัก มือที่กำชายเสื้อแน่นขึ้น

“ยังไม่ถอดชุดอีกหรือแล้วพี่สาวเจ้าอยู่ที่ใด” ตอนคำนับฟ้าดินเขาเห็นแล้วว่าคนที่สวมชุดเจ้าสาวไม่ใช่พานหรงหรง แต่ต่อหน้าแขกมากมาย เขาจะโวยวายได้อย่างไร เขาเอ่ยเสียงเรียบไม่มีคำทักทาย ไม่มีคำถามเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องที่ควรเป็นพานเชียน มองเขาแล้วหลบสายตาลง

“ข้า…” คำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปากนางไม่รู้จะอธิบายอย่างไรไม่รู้จะเริ่มตรงไหนหรือบางทีเขาอาจไม่อยากฟังตั้งแต่แรก

จินหลงปิดประตูเสียงบานไม้กระทบกันเบา ๆ แต่กลับดังชัดเจนในความเงียบเขาเดินเข้ามาทีละก้าวพานเชียน รู้สึกได้ถึงระยะห่างที่ลดลงและคำถามในใจที่ยังไม่มีคำตอบ

เจ้าสาวตัวจริงอยู่ที่ใดเหตุใดจึงไม่มาหรือว่า…จะไม่มีวันมาอีกเลยพานเชียน ก้มหน้าลงช้า ๆ และในวินาทีนั้นเองนางก็เพิ่งเริ่มเข้าใจ

ว่าการรอคอยบางอย่างอาจไม่ได้จบลงด้วยการมาถึงแต่อาจจบลงด้วยการที่อีกฝ่ายไม่เคยคิดจะมาเลย นางพอจะรู้อยู่แล้วว่าพานหรงหรงไม่ได้อยากแต่งงานกับองค์ชายจินหลง แต่ไม่อาจขัดคำสั่งของบิดาได้ แต่นางไม่คิดเลยว่าพานหรงหรงจะใช้วิธีนี้

นางเพิ่งรู้ว่าคนที่นางรอไม่เคยคิดจะมาเลยตั้งแต่แรก

เสียงพิณในเรือนหอเงียบลงตั้งแต่ยามสอง เหลือเพียงแสงเทียนที่ลุกไหม้เบา ๆ ด้านนอกเม็ดฝนโปรยพอจะทำให้พื้นดินชุ่มฉ่ำ แต่ภายในห้องหอกลับราวมีเปลวเพลิงและลมหายใจของใครบางคนที่ไม่สม่ำเสมอ

เสียงกำไลกระทบกันเบา ๆ ดังพอให้ใครอีกคนรู้ตัว

บุรุษในชุดพิธีสีแดงยังนั่งอยู่ไม่ไกล


สายตาของเขาไม่ได้มีความยินดี มีเพียงบางอย่างที่คล้าย…รำคาญ

“ข้า…”

นางเอ่ย แต่เสียงแผ่วจนแทบไม่มีตัวตน

“เจ้าจะนั่งเงียบไปอีกนานเท่าไร” เขาถามไม่ได้ดังแต่เหมือนกดทับลงมาทั้งห้อง

พานเชียนก้มมองชุดเจ้าสาวบนกายตัวเอง สีแดงสดงดงามเกินกว่าจะเป็นของนาง

“ข้า…ไม่ใช่…”

คำอธิบายติดอยู่ที่ริมฝีปากนางไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนหรือควรพูดอะไรจินหลงลุกขึ้นช้า ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวจนเงาของเขาทับซ้อนกับนาง

“ไม่ใช่อะไร” เขาถามน้ำเสียงเรียบ


แต่ไม่มีช่องให้หลบ พานเชียนกำชายเสื้อแน่น

“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ…”

คำพูดนั้นเบาเหมือนคนที่รู้ดีว่าไม่มีใครอยากฟัง เขาหัวเราะเสียงนั้นสั้น และไม่มีความขบขันอยู่เลย

“แน่นอน ไม่มีใครในเรื่องนี้ ‘ตั้งใจ’ สักคน” เขาเอื้อมมือไปยกคางนางขึ้นไม่แรงแต่พอให้นางต้องเงยหน้ามอง “แต่สุดท้าย คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ยังเป็นเจ้า”

สายตาของเขานิ่ง จนเหมือนไม่มีอะไรอยู่ข้างใน

“เจ้าคิดหรือไม่ว่า แค่บอกว่าไม่รู้ มันเพียงพอแล้วที่จะทำให้ข้ายอมรับ”

พานเชียนไม่ตอบไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบแต่เพราะรู้ดีว่าคำตอบของนางไม่มีค่าเงียบอยู่นาน

จนเสียงฝนด้านนอกเริ่มเบาลงจินหลงปล่อยมือนาง แล้วหันหลังให้

“ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว” เขาเอ่ย


เหมือนกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า “เจ้าเลือกที่จะเงียบก็ควรเงียบไปชั่วชีวิตไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้สกุลพานต้องเสียใจที่เลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่”

คืนนั้นไม่มีใครพูดอะไรอีกมีเพียงระยะห่างบนเตียงเดียวกันที่ชัดเจนกว่าคำพูดใดและพานเชียนก็เพิ่งเข้าใจว่าต่อให้ตื่นขึ้นมาแล้ว นางก็ยังไม่หลุดออกจากความฝันร้าย

เพราะบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกหลอกแต่คือการต้องอยู่กับผลของมันโดยที่ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเลย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel