บทที่ 2
บทที่ 2
พานเชียนดำดิ่งกลับไปในวันที่เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้น
เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนไปช้า ๆ แรงสั่นสะเทือนเบา ๆ จากการยกหามส่งผ่านมายังร่างของคนที่นั่งอยู่ภายใน พานเชียนนั่งนิ่ง
สองมือวางทับกันบนตัก ปลายนิ้วเย็นเฉียบ แม้ภายในเกี้ยวจะอบอวลด้วยกลิ่นกำยานและผ้าหอม ผ้าม่านสีแดงปิดสนิท ปิดทั้งสายตาคนภายนอกและปิดกั้นนางจากโลกที่คุ้นเคยเสียงกลองมงคลดังเป็นจังหวะดังซ้ำ ๆ ราวกับย้ำเตือนว่านี่คือวันแต่งงาน แต่ไม่ใช่ของนาง
พานเชียนหลับตาลงช้า ๆ ภาพเมื่อครู่ยังติดอยู่ในหัวชัดเจน…เกินกว่าจะลืม
“ช่วยข้าหน่อยนะ…เชียนเชียน”
เสียงนั้นอ่อนลงอย่างที่ไม่ค่อยได้ยินพานหรงหรงพี่สาวต่างมารดาของนางจับมือนางไว้แน่น แน่นเสียจนเหมือนกลัวว่านางจะปฏิเสธ
“ข้าไม่ไหวจริง ๆ…” ใบหน้าของหรงหรงซีดเซียวเหงื่อซึมที่ขมับ “ปวดท้องจนยืนแทบไม่อยู่”
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป
ตั้งแต่ตอนที่หรงหรงถูกพาออกจากห้องแต่งตัวด้วยอาการท้องเสียรุนแรงจนถึงตอนที่สาวใช้คนสนิทเริ่มแตกตื่นฤกษ์ยามกำลังจะมาถึง และเจ้าสาว…กลับไม่อยู่
“ถ้าเสียฤกษ์…ท่านพ่อต้องตำหนิข้าแน่”
หรงหรงกัดริมฝีปากสายตาเต็มไปด้วยความกังวลไม่ใช่เพียงเรื่องแต่งงานแต่คือหน้าตาของตระกูลพานทั้งหมด
“เจ้าแค่…ขึ้นเกี้ยวแทนข้าคำนับฟ้าดินให้เสร็จ” นางพูดเร็วขึ้นเล็กน้อยเหมือนพยายามโน้มน้าวตัวเองไปพร้อมกัน “พอเข้าหอแล้ว ข้าจะรีบตามไป”“แล้วเราค่อยสลับตัวกัน”
คำพูดนั้นฟังดูง่าย ง่ายเสียจนเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย พานเชียนมองพี่สาวคนที่ไม่ค่อยเรียกหานางยามปกติ คนที่มักมีทุกอย่างอยู่แล้วโดยไม่ต้องร้องขอ
“ได้หรือไม่…” เสียงนั้นเบาลงเหมือนคนที่ไม่มั่นใจหรือบางที…อาจมั่นใจว่านางจะไม่ปฏิเสธพานเชียนไม่ตอบในทันที นางเพียงก้มมองมือของตัวเองมือที่ถูกจับไว้แน่นและอุ่น ไม่มีใครเคยขอร้องนางแบบนี้ไม่มีใครเคยต้องการนางมากพอจะลดตัวลงมาขอ
“แค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น” หรงหรงย้ำ
“ไม่มีใครรู้หรอก มีเพียงเจ้าและข้าที่รู้ เชียนเชียนการแต่งงานครั้งนี้สำคัญกับท่านพ่อมากเพียงใดเจ้าก็รู้ หากฤกษ์ส่งตัวเจ้าสาวผิดพลาดองค์ชายต้องสั่งประหารตระกูลพานเป็นแน่ พระองค์อารมณ์ร้อนและใจคอโหดเหี้ยมทุกคนในใต้หล้าล้วนรู้ดี เชียนเชียนไม่เห็นแก่ข้าก็เห็นแก่ท่านพ่อ”
ไม่มีใครรู้ประโยคนี้เบาแต่กลับหนักพานเชียนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายแล้วพยักหน้าช้า ๆ
“เจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นเรียบง่ายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จากนั้น ทุกอย่างก็ถูกจัดการอย่างรวดเร็ว
ชุดเจ้าสาวถูกเปลี่ยนเครื่องประดับถูกจัดวางผ้าคลุมหน้าถูกดึงลงมาปิดโลกทั้งใบกลายเป็นสีแดง
“ไม่ต้องกลัวนะ” เสียงหรงหรงดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่นางจะถูกพาออกมา “เดี๋ยวทุกอย่างก็จบแล้ว”
เดี๋ยวก็จบแล้วพานเชียนลืมตาขึ้นเกี้ยวยังเคลื่อนที่ต่อไปไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่หยุด นางไม่รู้ว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าพระตำหนักขององค์ชายจินหลงจะเป็นเช่นไร
และไม่รู้…ว่าคำว่าชั่วครู่เดียวจะยาวนานแค่ไหน
เสียงผู้คนด้านนอกเริ่มดังขึ้นเหมือนขบวนใกล้ถึงจุดหมายหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางไม่เคยใกล้ชิดกับองค์ชายจินหลง
รู้เพียงว่าเขาเป็นบุรุษที่ผู้คนกล่าวถึงด้วยน้ำเสียงเกรงกลัวมากกว่ายกย่อง
“อย่าไปสบตาเขา”
“อย่าพูดเกินจำเป็น”
คำเตือนของบ่าวคนหนึ่งในจวนผุดขึ้นมาในความคิดพานเชียนกำชายเสื้อแน่นทั้งที่รู้ดีว่า หน้าที่ของนางในวันนี้ควรจบลงก่อนจะได้สบตาเขาด้วยซ้ำ
เกี้ยวหยุดลง
เสียงฝีเท้าผู้คนขยับวุ่นวายมีคนมาเปิดม่านแสงสว่างลอดเข้ามาสว่างเสียจนแสบตา เป็นสาวใช้คนสนิทของพานหรงหรง
“ถึงแล้วเจ้าค่ะ”
พานเชียนสูดหายใจลึกก่อนจะยื่นมือออกไปให้คนพยุงลงจากเกี้ยว พื้นใต้เท้าแข็งและเย็นต่างจากในเกี้ยวโดยสิ้นเชิง
เสียงพิธีการเริ่มขึ้น
คำกล่าวที่นางไม่คุ้นเคยดังผ่านเข้ามาเป็นระยะแต่ทุกอย่างเหมือนเลือนราง
นางก้มหน้าทำตามที่ถูกสอน
คำนับฟ้า
คำนับดิน
คำนับบรรพชน
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น…ราบรื่นเกินไป
ไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครหยุดถามไม่มีใครรู้พานเชียนรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่อยู่ไม่ไกล แม้จะไม่กล้าเงยหน้า แต่นางก็รู้ว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่และนั่นคือครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าคำว่าชั่วครู่เดียวอาจไม่ใช่ความจริง
พิธีสิ้นสุดลงเสียงยินดีดังขึ้นรอบด้านแต่สำหรับพานเชียนทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น
นางถูกพาเข้าไปด้านใน
ผ่านทางเดินยาวที่เงียบลงอย่างประหลาดประตูเรือนหอเปิดออก ก่อนจะปิดลงช้า ๆ ด้านหลังนาง และในวินาทีนั้นเองพานเชียนก็เพิ่งเข้าใจ ว่าบางครั้งการช่วยเหลือผู้อื่น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียทุกอย่างของตัวเอง
