ตอนที่3 คนหรือโจร?
(หอนางโลม-ยามห้าย 21.00น.- 22.59น.)
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”
มู่เหมียนกลับมาถึงห้องแล้วจึงกล่าวกับมารดาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหน็ดเหนื่อยแล้ววางสัมภาระก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า
มารดาที่ได้ยินเสียงบุตรของตนกลับมาแล้วจึงเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารยกเข้ามาพลางเอ่ยถามบุตรของตนเป็นห่วง
“เป็นเช่นไรบ้าง เหนื่อยหรือไม่”
“นิดหน่อยขอรับ ท่านแม่ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้วว่าท่านไม่ต้องลำบากทำอาหารให้ข้าเช่นนี้”
“เอาน่าๆ บ่นไปได้ไม่ให้แม่ทำให้เจ้ากินแล้วจะทำให้ใครที่ไหนกินละ รีบมากินเร็วเข้า”
มู่เหมียนที่จะห้ามมารดาผู้หัวรั้นได้จึงไม่รอช้าที่จะลุกออกจากเตียงมานั่งรอกินฝีมือที่แสนอร่อยของมารดาพลางพึมพำอย่างด้วยความเป็นห่วง
“โถ่ท่านแม่ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้วยังมาทำอาหารให้ข้าเช่นนี้อีก”
“เจ้าก็เหนื่อยไม่ใช่รึ ถึงแม่จะรับแขกตลอดทั้งวันถึงอย่างไรแม่ก็มีเวลามาทำกับข้าวให้เจ้าอยู่แล้ว อย่ามัวแต่บ่นรีบกินเสียเดี๋ยวจะเย็นหมดกันพอดี”
“ก็ได้ๆ ขอรับ”
มู่เหมียนไม่อยากขัดใจมารดาอีกต่อไปรีบตักอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อยเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขจนแทบจะหายเหนื่อยเป็นปริดทิ้ง
ผู้เป็นมารดาถึงจะแลดูเป็นนางโลมที่เยื้องหยิ่งปรนนิบัติชายทั้งเมืองที่เข้ามาใช้บริการจนโดนคนรังเกียจต่อว่าไม่มีความศักดิ์ศรีใช้เรือนร่างหากินไม่น่าจะเป็นแม่คนได้
แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นสตรีที่อ่อนโยนกว่าที่ใครๆ คิด ยิ่งกับมู่เหมียนบุตรของนาง นางรักและเอาใจใส่อย่างทะนุถนอมไม่ขาดตกบกพร่องไปกว่าสตรีที่เป็นมารดาคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย
หลังจากกินอาหารเสร็จได้เวลาเข้านอนในยามดึกมู่เหมียนยังคงนอนไม่หลับเอาแต่จ้องมองถุงเงินมีเงินจำนวนมากมายที่ได้รับมาพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ได้พบกับจางเจียวหั่วก่อนหน้านี้กับสัญญาว่าจ้างแบบงงๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว
ไม่คิดเลยว่าตนนั้นจะถูกว่าจ้างด้วยเรื่องอะไรเช่นนี้ มิหนำซ้ำยังไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่าจางเจียวหั่วว่าผู้นั้นคือใครกันแน่ ยิ่งทำให้ตนนั้นคิดสับสนวนไปวนมาจนนอนไม่หลับทั้งคืน
(ยามซวี19.00-20.59น.)
ในช่วงเวลาทั้งคืนมู่เหมียนได้คิดไตร่ตรองอยู่หลายครั้งจึงไม่มีทางเลือกตัดสินใจมาตามนัดมุ่งหน้ามายังที่จางเจียวหั่วผู้นั้นได้นัดหมายไว้ตามสัญญาว่าจ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่เมื่อตนไปถึงที่นั่นกลับพบว่าเขาและผู้ติดตามได้ยืนรออยู่ก่อนล่วงหน้าแล้วจึงเดินเข้าไปหาพวกเขาทั้งสองทันที
“ข้ามาแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเสียงจางเจียวหั่วที่แต่งกายมาให้ชุดดูดีมีสง่าราศีจับที่ยืนหันหลังอยู่นั้นหันกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มอย่างพอใจ
“มาแล้วหรือ”
“ใช่…เมื่อคืนไยท่านถึงรีบกลับไปนะ ข้าตามหาท่านแทบแย่แต่กลับไม่เจอ เมื่อคืนท่านกล่าวหมายความว่าอย่างไรกันแน่ข้าไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด”
“ขออภัยท่านด้วย เมื่อคืนข้ามีธุระด่วนจึงต้องรีบกลับก่อน ส่วนเรื่องข้อตกลงว่าจ้างของเรานั้น ข้าจะจ้างท่านให้มาเป็นคนคู่ใจของข้าไม่ว่าข้าต้องการจะทำอะไรหรือข้าต้องการอยากจะไปที่ไหน ท่านจะต้องไปกับข้าทุกที่อย่างไม่มีข้อแม้”
“หาา!” มู่เหมียนอุทานด้วยความตะลึง
“ตกลงตามนี้ ห้ามปฏิเสธและอีกอย่างข้าไม่รับเงินคืนเป็นอันขาด ในเมื่อท่านรับเงินของข้าไปแล้วสัญญาว่าจ้างถือว่าเป็นผล”
จางเจียวหั่วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ยัดเยียดข้อตกลงการว่าจ้างโดยที่มู่เหมียนยังไม่ทันได้กล่าวตอบอะไรถึงกับชะงักอย่างอึ้งไปครู่หนึ่ง
จางเจียวหั่วผู้นี้จะประหลาดเกินไปแล้ว!
“ดะ…เดี๋ยวสิท่าน ข้ายังไม่ทันได้คิดเลย เพิ่งจะได้เจอเป็นครั้งที่สองแล้วท่านก็เป็นใครมาจากที่ไหนข้าก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ จะให้ข้าติดตามท่านเช่นนี้มันกระไรอยู่นะ”
“ตัวตนของข้า ข้าก็บอกท่านไปแล้วนี่ว่าข้าชื่อ’ จางเจียวหั่ว’ ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ข้าหมายถึงคือข้ากับท่านไม่เคยเจอกันไม่รู้นิสัยใจคอแล้วจะให้ไปติดตามท่าน ข้าคิดว่ามันไม่ดีแน่หากท่านเกิดเป็นโจรพาข้าไปฆ่าแกงจะไม่ซวยแย่รึ!”
มู่เหมียนกล่าวพลางทำสีหน้าอย่างวิตกกังวลในตัวตนของจางเจียวหั่วผู้นี้เป็นอย่างมาก แต่ทว่าเมื่อเขาและผู่ติดตามของเขากลับต่างพากันยิ้มหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ การกระทำของพวกเขายิ่งทำให้ตนรู้สึกเริ่มกลัวระแวงขึ้นไปอีก ก่อนที่เขาจะกล่าวตอบให้คลายกังวล
“ท่านคิดมากเกินไปแล้ว หน้าตาข้าและการแต่งกายของข้าแลดูเหมือนกับโจรหรือไร”
“นั่นนะสิ คุณชายข้ามีใบหน้าที่หล่อเหล่าดูดีมีสง่าสมบูรณ์แบบบุรุษที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้จะเป็นโจรได้เช่นไรกัน”
“อะ…เอ่อคือ...”
ทั้งเขาและหานเจียงผู้ติดตามกล่าวมาก็มีเหตุผล มู่เหมียนใช้สายตาลากสำรวจร่างกายที่สูงยาวใหญ่กำยำและการแต่งกายของจางเจียวหั่วผู้นี้จากหัวจรดเท้า
จากเสื้อผ้าลายปักชั้นดีมีราคาสูงผิวพรรณดูสะอาดสะอ้าน ริมฝีปากบางเฉียบอมชมพู ดวงตาคมโครงหน้าเข้าเบ้าราวกับลูกพระเจ้าดูแล้วไม่น่าจะเป็นโจรอย่างที่ตนนั้นได้ตื่นตระหนกไปก่อนหน้า
“ยังคิดว่าข้าเป็นโจรอีกหรือไม่”
“อะ…เอ่อ ข้า…ข้าขออภัยท่านด้วยที่กล่าวออกไปเช่นนั้น”
“ไม่เป็นไรข้าไม่ถือสา อย่างที่ท่านกล่าวมาก็มีเหตุผล จริงที่ข้ากับท่านยังไม่รู้จักกันดี...แต่ต่อไปนี้เราทั้งสองจะได้รู้จักกันมากขึ้นอย่างแน่นอน”
จางเจียวหั่วได้โน้มตัวลงมาจ้องมองตนด้วยรอยยิ้มและแววตาที่อ่อนโยนเข้ามาใกล้อยู่ในระยะประชิดทำให้มู่เหมียนถึงกับนิ่งดวงตาเบิกกว้างจ้องมองตอบกลับราวกับเด็กน้อยถูกผู้ใหญ่มองด้วยความเอ็นดู จนใบหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาเสียเฉยๆ อีกครั้งกับการกระทำเหล่านั้นก่อนจะรีบหลบหลีกตาหนีทันที
นี้เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่รู้สึกหน้าแดงขึ้นมาเช่นนี้เมื่อถูกเขาต้องมอง..
“อะ…เอ่อ ข้า...ข้า”
“หึ…เอาละเช่นนั้นตกลงตามนี้นะ นี่ก็เสียเวลามามากแล้วเราไปกันเถิด”
“ปะ…ไปไหนรึดะ...เดี๋ยวสิท่าน!”
ไม่ทันได้ให้มู่เหมียนตั้งคำถามต่อ จางเจียวหั่วผู้นี้ได้ใช้จังหวะที่ว่องไวเข้ามาจับมือของตนให้เดินตามเขาไปอย่างงงๆ ในทันที
