ตำนานรักไร้พรมแดน

60.0K · จบแล้ว
นามิโกะ เชชิกยอง
31
บท
391
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ดอกงิ้วริมทางที่กำลังเบ่งบานสะพรั่งร่ายรำอยู่อย่างเจิดจรัสสง่างามดั่งนายพญาท่ามกลางสายตาของผู้คนนับพัน จนลิขิตหมายปองให้เจอรักที่ไม่เคยฝันจะเอื้อมมือไปถึงมาครอบครอง… หญิงงามหอนางโลมลู่เยว่มีความรักที่ลึกซึ้งกับแม่ทัพโหวจนได้ตั้งครรค์ให้กำเนิด'มู่เหมียน'บุตรชายขึ้นท่ามกลางฟ้าฝนโหมกระหน่ำแรงและเป็นวันเดียวกันที่สามีของนางถูกประหารชีวิตสิ้นใจเพราะด้วยเหตุออกสนามรบทำศึก และตั้งแต่วันนั้นมามู่เหมียนเหลือเพียงมารดาเพียงผู้เดียวต้องทุกข์ระทมใช้ชีวิตไร้ซึ่งบิดาแต่ในความโชคร้ายยังมีความรักที่ได้รับความเอ็นดูจากสตรีเพื่อนร่วมหอนางโลมคนอื่นๆ ของมารดาเป็นอย่างมาก และด้วยใบหน้าที่สวยเกินกว่าการจะเป็นเด็กผู้ชายแก้มจิ้มลิ้มดวงตากลมโต ขนตางอนยาวเด้งชวนให้ใครต่อใครหลงใหล จึงถูกเหล่าเพื่อนร่วมหอโลมของมารดาจับแต่งหน้าแต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิงอยู่บ่อยๆ ไม่นานเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมู่เหมียนได้เติบโตเป็นบุรุษเต็มตัวที่มีนิสัยอ่อนหวาน ผิวพรรณผ่องนวลริมฝีปากชุ่มชมพูเรียวบางราวกับสตรี ด้วยความกตัญญูมู่เหมียนไม่อยากให้ผู้เป็นมารดาต้องรับภาระลำบากแต่เพียงผู้เดียวจึงได้ช่วยหาเงินเลี้ยงชีพสืบทอดท้วงท่าการร่ายรำที่จำมาจากมารดาผันมตัวเป็นนักแสดงนายรร่ายรำงิ้วอย่างสะกดสายตาผู้ชมให้หลงใหลอย่างละสายตาไม่ได้ จนได้เป็นที่รู้จักชื่อเสียงได้โด่งดังไปทั่วราชอาณาจักรแคว้น กระทั่งในวันหนึ่งเทศกาลลอยโคมไฟใบหน้าที่งดงามมีเสน่ห์ในท้วงท่าการร่ายรำยนี้กลับทำให้ใครผู้หนึ่งถูกชะตาป้องใจอย่างละสายตาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวดุจดั่งฟ้าสวรรค์ประทานรักมาให้และเป็นพรมลิขิตที่ทำให้ทั้งสองต้องมาพบกัน แต่ทว่าความรักแรกพบนั้นช่างไกลเกินมือเอื้อมถึงเสียเหลือเกินเพราะบุรุษผู้นั้นที่ว่าเป็นพรมลิขิตนั่นก็คือองค์รัชทายาท...

นิยายจีนโบราณดราม่าสัญญาทางรักรักแรกพบแก้แค้นจีนโบราณนิยายย้อนยุค18+

ตอนที่1 ครั้งแรกที่เจอ

(ยามซวี19.00-20.59น.)

เสียงดนตรีบรรเลงอย่างไพเราะเสนาะหูไปพร้อมกับท่าท้วงการร่ายรำงิ้วของมู่เหมียนที่พลิ้วไหวดุจสายน้ำราวกับมีมนต์สะกดสายตาของเหล่าผู้ชมเป็นจำนวนมากในงานเทศกาลโคมไฟต่างต้องจ้องมองกันอย่างไม่กะพริบตา

มู่เหมียนบุรุษร่างกายบอบบางผิวนวลผ่องใบหน้างดงามเสียยิ่งกว่าสตรีทั้งแผ่นดินได้กำเนิดจากมารดาที่มีอาชีพเป็นนางโลมปรนนิบัติชายมากหน้าหลายตาลูกค้าที่มาหาความสำราญความใคร่ทางกาย

กับผู้นำกองทัพสูงสุดแม่ทัพโหวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏจนถูกประหารชีวิตสิ้นใจไปอย่างไม่เป็นธรรมก่อนที่มู่เหมียนจะออกมาลืมตาลูกโลก จนทำให้มู่เหมียนนั้นต้องเป็นเด็กกำพร้าไร้ซึ่งบิดาเหลือเพียงมารดาผู้เดียวที่อยู่เคียงข้างมาตลอด

มู่เหมียนได้เติบโตมาภายในหอนางโลมที่มารดาของเขาอยู่ แต่ถึงจะขาดบิดาไปแต่ก็ไม่เคยขาดความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย กลับได้รับความรักจนล้นหลามมีแต่คนรอบข้างคอยเอ็นดูจากเพื่อนร่วมหอของมารดาโดยตลอดตั้งแต่เล็กจนโต

และตั้งแต่รู้ความจนโตมาเป็นบุรุษ ไม่รู้กี่พันครั้งจนนับที่ต้องเป็นจำนวนไม่ได้ที่เห็นมารดาของตนเข้าห้องไปปรนนิบัติมอบความสำราญให้แก่ชายมากหน้าหลายตาอย่างเป็นเรื่องปกติ

แต่มู่เหมียนไม่เคยคิดรังเกียจหรือเกลียดมารดาของตนเลยแม้แต่น้อยเพราะรู้ดีว่าที่ผู้เป็นมารดากระทำเช่นนั้นเพราะมันคืองานที่ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูตนทั้งที่ในใจนั้นยังมีเพียงชายรักผู้ล่วงลับอยู่เต็มหัวใจจนไม่เหลือที่ว่างให้กับผู้ใดอีกและยังคงคิดถึงอยู่ทุกวินาทีถึงแม้จะต้องปรนนิบัติมอบกายให้ชายอื่นก็ตาม

และเพราะอย่างนี้มู่เหมียนทนไม่ได้ที่เห็นมารดาของตนต้องเหนื่อยลำบากมาโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยจึงได้คิดจะช่วยแบ่งเบาภาระผู้เป็นมารดาโดยการมาผันตัวมาแสดงแต่งกายเป็นสตรีเป็นนายรำงิ้ว

ในทั้งแผ่นดินมีมู่เหมียนเป็นคนแรกที่กล้าแสดงเช่นนี้อย่าไม่อายผู้ใด ร่ายรำงิ้วด้วยท่วงท่าสวยงามที่จำมาจากผู้เป็นมารดาอย่างอ่อนช้อยยิ่งกว่าสตรีแทบไม่มีที่ติจนนำพาให้ประสบความสำเร็จชื่อเสียงโด่งดังทั้งทั่วราชอาณาจักร

ในเทศกาลโคมไฟมู่เหมียนเฉิดฉายอย่างสง่างามในชุดอาภรณ์สีแดงปักลายดอกงิ้วสวมประดับสตรีที่สวยงามแวววาวอยู่ท่ามกลางแสงไฟบนลานใหญ่ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากในยามค่ำคืน

ดูท่าทุกอย่างช่างเป็นใจให้กลีบดอกเหมยฮวาร่วงโรยหล่นจากต้นถูกพัดลอยตามลมมารายล้อมตนราวกับมีมนต์วิเศษบางอย่างให้กลีบดอกไม้เหล่านั้นร่ายรำไปพร้อมกับท่วงท่าที่พลิ้วไหวและยิ่งเพิ่มความตระการตาและสง่ามากให้กับผู้ชมยิ่งขึ้น

โดยไม่รู้เลยว่ามีบุรุษผู้หนึ่งนั้นก็คือองค์รัชทายาทที่ปลอมตัวออกจากวังมาสังเกตการณ์พื้นที่ของเหล่าราษฎรมาพร้อมกับองครักษ์ของเขากำลังยืนมองด้วยสายตาที่ผิดกับคนอื่นๆ อย่างตกหลุมรักเข้าอย่างจัง

จนการแสดงจบลงเหล่าผู้ชมต่างปรบมือชื่นชมกันดังสนั่นหวั่นไหว มู่เหมียนดูปลาบปลื้มการเสียงรับตอบของผู้ชมเหมือนทุกครั้งจนต้องยิ้มออกมาอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ตนได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่

และหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจได้เงินจากการแสดงหลายร้อยตำลึงแล้ว ก็จัดสัมภาระกำลังเตรียมจะกลับ แต่ทว่าจู่ๆ ก็มีบุรุษผู้หนึ่งได้เดินเข้ามาหาแล้วเอ่ยกล่าวกับเขาขึ้น

“ท่านมีชื่อแซ่ว่าท่านมู่เหมียนใช่หรือไม่”

“หืม?” เสียงของบุรุษผู้นั้นต้องทำให้ตนกำลังยุ่งกับการเก็บสัมภาระอยู่นั้น ต้องหันไปมองยังที่มาของต้นเสียงทันที

“ข้าน้อยมีธุระจะกล่าวกับท่านหน่อยขอรับ ท่านสะดวกหรือไม่”

“ท่านเป็นใครรึ?”

“ข้าน้อยหานเจียง มีความจากท่านชายจางเจียวหั่วเจ้านายของข้าน้อยมาบอกกล่าวกับท่านนะขอรับ”

“มีเรื่องอะไรหรือ?”

“ท่านชายของข้าน้อย…อยากพบท่านเป็นการส่วนตัวที่ริมสระบัวในงานทางด้านโน้นหน่อยขอรับ”

หลังจากบุรุษผู้นั้นกล่าวจบมู่เหมียนจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แลดูแล้วบุคคลคิกมียศศักดิ์อยู่จึงคิดว่าเจ้านายของเขาอาจจะมาติดต่อจ้างตนไปแสดงก็ได้

“ได้สิ ข้าเก็บของเสร็จพอดีเช่นนั้นก็ไปกัน”

“เชิญทางนี้ขอรับ”

หานเจียงผู้นั้นก็ไม่รอช้าที่จะนำทางมู่เหมียนไปยังที่เจ้านายของเขานัดหมายในทันทีและไม่นานนักก็เดินมาถึงที่นัดหมาย

แล้วก็พบกับบุรุษร่างสูงสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ผู้หนึ่งกำลังยืนรออยู่บนสะพานไม้ข้ามกลางสระที่มีผู้คนไม่พลุ่งพล่านมากนัก หานเจียงก็ได้กล่าวรายงานแก่เจ้านายของเขาทันที

“ท่านชาย...”

“เข้าใจแล้ว”

น้ำเสียงเข้มได้กล่าวตอบขึ้นเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาและทันทีที่มู่เหมียนได้สบตากับบุรุษผู้นั้นแล้วถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความอึ้งนิ่งไปในทันที

เพราะด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาผิวขาวเนียน ดวงตาคมสีดำเข้มราวกับลูกเทพเจ้ามาจุติยังโลกมนุษย์ของเขาทำในมู่เหมียนถึงกับจ้องมองนิ่งอย่างตาไม่กะพริบไปอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะเผยรอยยิ้มมุมปากออกมาแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกับสีหน้าที่ดูอบอุ่น จนทำให้ตนสะดุ้งเล็กน้อยเรียกสติที่กำลังเหม่อลอยกลับมาทันทีปนหน้าแดงระเรื่อหน่อยๆ 

ไยต้องหน้าแดงด้วยนะ...

“เป็นท่านเองหรือที่แสดงร่ายรำงิ้วบนเวทีเมื่อครู่นี้”

“อะ…เอ่อ ใช่เป็นข้าเอง”

“ท่วงท่าการร่ายรำของท่านช่างน่าเชื่อชมยิ่งนัก”

“ขอบใจท่าน…”

“ข้าชื่อ'จางเจียวหั่ว'”

“อะ…อ๋อ ขอบใจท่านชายจางเจียวหั่วมากที่ชื่นชมการร่ายรำของข้า”

“แล้วท่านมีนามชื่อแซ่ว่าอันใดหรือ”

“ข้าชื่อ 'มู่เหมียน'ขอรับ”

“ขอรับ?”

บุรุษทั้งสองได้ยินเช่นนั้นถึงกับหันมองหน้ากันอย่างงงสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง มู่เหมียนจึงได้กล่าวถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

“พวกท่านมีอะไรรึ?”

“คือ…ข้าคิดว่าท่านเป็นสตรีเสียอีก ไยใบหน้าท่านถึงได้งดงามและมีน้ำเสียงราวกับสตรีเช่นนี้ หรือไม่ก็อาจจะงดงามกว่าสตรีในเมืองเสียด้วยซ้ำแทบจะมองไม่ออกเลยว่าท่านเป็นบุรุษ”

หานเจียงลูกน้องเขาได้โผล่เอ่ยกล่าวแทรกตอบอย่างไม่ปิดบัง ทำเอามู่เหมียนถึงกับทำหน้าเหวอไปเล็กน้อย ก่อนที่จางเจียวหั่วได้ยกมือขึ้นอุดปากลูกน้องเอาไว้ทันที

“หุบปากของเจ้าส่ะ เสียมารยาท!”

“อุ๊บ…”

“ข้าต้องขออภัยแก่ท่านด้วยที่ลูกน้องข้าเสียมารยาทกล่าวล่วงเกินท่านเช่นนี้”

มู่เหมียนรับคำขอโทษจากเขาก่อนจะยิ้มเบาๆ ออกมาแล้วกล่าวต่ออย่างไม่คิดติดใจเอาความอะไร

“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าชินแล้วคนอื่นๆ เขาก็กล่าวว่าข้ามีใบหน้าเหมือนสตรีอย่างที่ผู้ติดตามท่านกล่าวมาเช่นกัน”

“ขอบใจท่านที่ไม่ถือสาเอาความ”

“แล้วว่าแต่ที่ท่านตามข้ามาที่นี่มีเรื่องอะไรเช่นนั้นหรือ?”

มู่เหมียนกล่าวถามออกมาเช่นนั้นทำให้บุรุษผู้นั้นถึงกับหน้าแดงขึ้นมาพลางหลบหลีกสายตาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอ้ำอึ้งราวกับกำลังเขินอาย

“อะ…เอ่อข้าแค่…”

“อะไรหรือ?”

“ข้าแค่…อยากรู้จักท่าน”

“อยากรู้จักข้า?”

มู่เหมียนได้ยินเช่นนั้นถึงกับทำสีหน้างงงวยปนอึ้งในใจขึ้นมาทันทีกับคำกล่าวของบุรุษผู้นั้น

เพราะอะไรเขาถึงได้อยากรู้จักตนกัน...