บท
ตั้งค่า

บทที่ 9

เซียวหานเจวี๋ยมองหญิงสาวที่นั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา

ตอนแรกเขาเพียงมองด้วยความเฉยเมย แต่ไม่นานนัก เสียงสะอื้นนั่นกลับกลายเป็นความหนวกหู ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดจนเส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ

หญิงสาวยังคงร้องไห้ต่อเนื่อง จากที่ตอนแรกน้ำตาไหลพรากจนชุ่มทั้งใบหน้า ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นเบาๆ สลับกับเสียงสูดจมูก แล้วก็เอามือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไหลนั้น

ทว่า...นางกลับไม่รู้เลยว่า มือที่ใช้ปาดน้ำตานั้นยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันจากขนมที่เพิ่งกินไปเมื่อครู่

ดังนั้นบนใบหน้าซีดขาวของนางตอนนี้มีทั้งน้ำตา คราบมัน และแป้งเครื่องสำอางที่ละลายปนกันยุ่งเหยิงไปหมด กลายเป็นภาพที่ดูไม่รู้ว่าจะเรียกว่าน่าสงสารหรือน่าเวทนาดี

เซียวหานเจวี๋ยเพียงมองอยู่เงียบๆ ไม่มีแม้แต่จะเอ่ยเตือน

กระทั่งความหงุดหงิดในใจที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้

สตรีเช่นนี้...เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ

ความรู้สึกนั้นเหมือนเป็นส่วนผสมระหว่างความสงสัย อยากรู้อยากเห็น...กับความขยะแขยงบางส่วนที่ยังไม่เลือนหาย

เขาเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หรี่ดวงตาลง ปลายนิ้วข้างที่วางอยู่ข้างตัวขยับเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว

“ร้องจบหรือยัง”

เสียงของเขาต่ำ ทุ้ม และเย็นเยียบ

“ฮึก...ฮึก...”

หญิงสาวสะอื้นตอบเสียงแผ่ว มือยังปาดน้ำตาไม่หยุด จนเครื่องสำอางบนใบหน้าเลอะเทอะยิ่งกว่าเดิม ดวงตาที่บวมแดงเอ่อด้วยน้ำตาเงยขึ้นสบตาเขาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพูดเสียงสั่นเครือว่า

“เสื้อ...เสื้อผ้าของท่าน ข้า...ข้าจะซักให้สะอาดเองเจ้าค่ะ... ขอเพียงท่านอย่าโกรธข้า...อย่าฆ่าข้าเลย...ข้าไม่อยากตาย...”

ทุกครั้งที่นางเอ่ยคำว่า “ฆ่า” เสียงสะอื้นก็ยิ่งหนักขึ้น ราวกับความหวาดกลัวในใจจะทะลักออกมา

เซียวหานเจวี๋ยหัวเราะในลำคอเบาๆ รอยยิ้มของเขาเย็นยะเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูหนาว ในใจเขาอดสงสัยไม่ได้ ซูจื้อเหิงส่งสตรีที่ขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้มาอยู่ข้างกายเขา...ต้องการอะไรกันแน่?

หรือว่าซูจื้อเหิงคิดจะฝากความหวังไว้กับสตรีอ่อนแอที่ไม่เอาไหนเช่นนี้จริงๆ?

“เจ้าซักผ้าเป็นหรือไม่?”

เสียงทุ้มเย็นของเซียวหานเจวี๋ยดังขึ้นกลางความเงียบ

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาหวาดหวั่นพลันกะพริบถี่ ก่อนจะตอบเสียงเบาแทบไม่เป็นคำว่า

“มะ...ไม่เป็นเจ้าค่ะ...”

“แต่ข้ารับรองว่าจะทำให้มันสะอาดแน่เจ้าค่ะ!”

เสียงนั้นรีบพูดเสริมตามออกมาทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ทันได้ยินคำแก้ตัว

“นั่งลงเสีย”

“ค่ะ... เอ๊ย...เจ้าค่ะ...”

ไป๋ซืออวี่รีบขยับตัวกลับไปนั่งที่เดิมอย่างว่าง่าย นั่งนิ่งราวกับตุ๊กตาไม่กล้าขยับเขยื้อน มือกำชายกระโปรงไว้แน่น

นางอดไม่ได้ที่จะลอบเหลือบตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมเย็นของเซียวหานเจวี๋ย...ก็พบว่าชายหนุ่มกำลังจ้องมองใบหน้านางอยู่อย่างพอดิบพอดี

แววตาคู่นั้นลึกเย็นราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว เยือกเย็นจนน่าขนลุก ไป๋ซืออวี่แข็งทื่อไปทั้งร่าง ปล่อยให้สายตานั้นจ้องอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย จนกระทั่งเสียง “ฮึ” เบาๆ หลุดออกจากลำคอของเขา ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าไปอีกทาง

หลังจากนั้นเขาไม่มองนางอีกเลยแม้แต่นิดเดียว หญิงสาวได้แต่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ในใจทั้งโล่งอกที่ยังรอดชีวิตมาได้

แต่ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกขายหน้าไม่ได้ ทั้งน้ำตา ทั้งคราบมัน ทั้งการร้องไห้อย่างเสียอาการเมื่อครู่...นึกขึ้นมาทีไรก็อยากมุดดินหนี

รถม้าแล่นไปได้อีกพักใหญ่ ในที่สุดก็หยุดลงที่หน้าจวนหนานอี้อ๋อง

ทันทีที่รถม้าหยุด เซียวหานเจวี๋ยก็ลุกขึ้นลงจากรถแทบจะทันที ราวกับไม่อยากอยู่ในที่เดียวกับนางแม้แต่ลมหายใจเดียว

ไป๋ซืออวี่ยังคงนั่งนิ่งในรถ รอให้เขาเดินห่างออกไปก่อนค่อยกล้าขยับ กระทั่งได้ยินเสียงคนสนิทของเขาเอ่ยขึ้นเบาๆ จากด้านนอกว่า

“ซื่อ...ซื่อจื่อ... เสื้อของท่าน...”

“เงียบ”

เสียงคำรามสั้นๆ ดังขึ้นพร้อมกับความเย็นเยียบในน้ำเสียงจนคนพูดสะดุ้งถอยหลังไปหนึ่งก้าว

ไป๋ซืออวี่ได้ยินเข้าเต็มสองหู แก้มก็ร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที ทั้งอาย ทั้งขำ ทั้งโล่งใจอย่างประหลาด เพราะอย่างน้อย...ดูเหมือนเซียวหานเจวี๋ยจะยังมีอารมณ์แบบคนปกติอยู่บ้าง

*****

หลายวันหลังจากนั้น ทั้งสองก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย ไป๋ซืออวี่ไม่กล้าเข้าไปหาเขา ไม่กล้าทำให้ตนเองโดนจ้องด้วยสายตาเย็นชานั้นอีกครั้ง แต่ในใจนางก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ชายผู้นี้ช่างเข้าใจยากนัก บางครั้งเย็นชาเหมือนปีศาจ บางครั้งกลับไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด...

บางทีคำที่หนังสือเคยบอกไว้ว่า เขาเป็นชายผู้มีอารมณ์แปรปรวน ยากจะคาดเดา อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยก็ได้...

อีกเหตุผลหนึ่งที่ไป๋ซืออวี่ไม่ได้กล้าเข้าไปหาเซียวหานเจวี๋ยในช่วงเวลานี้ ก็เพราะ...นางอายแทบแทรกแผ่นดินหนี

วันนั้นหลังจากลงจากรถม้า เม่ยเซียงถึงกับมองนางด้วยสีหน้าตกตะลึงปนซับซ้อน จนเมื่อเม่ยเซียงเอ่ยเตือนขึ้น นางถึงได้รู้ว่าตัวเองตอนนั้นอาจดูไม่ต่างจากผีตายโหง

พอกลับถึงเรือน รีบเปิดกระจกทองแดงขึ้นส่องดู นางก็แทบอยากร้องไห้รอบสอง

ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างประณีต ตอนนี้เลอะไปด้วยคราบน้ำตา คราบน้ำมัน และเศษขนมที่ติดอยู่เต็มไปหมด แป้งและสีบนแก้มหลุดลอกกลายเป็นรอยดำรอยแดงปะปนกัน ดวงตาบวมช้ำแดงเรื่อ ส่วนผมก็หลุดรุ่ยยุ่งเหยิงราวกับพายุพัด

สภาพนั้น...ช่างทุเรศทุรังจนแทบไม่กล้ามองตัวเองในกระจกเลยทีเดียว

สำหรับหญิงสาวที่รักสวยรักงามอย่างนางแล้ว อยากจะมุดหนีให้พ้นโลกนี้เสียให้ได้

นางคิดถึงสายตาของเซียวหานเจวี๋ยที่มองมาในรถม้าวันนั้นทีไร ก็รู้สึกเลือดจะหมดตัวทุกครั้ง เขาคงจำภาพนางในสภาพนั้นไว้แน่ ผมยุ่ง หน้าหมองคล้ำ มีเศษขนมติดแก้ม ขนตาเลอะด้วยคราบน้ำตา

โอ้ย...หากเขาเห็นหน้านางอีกครั้ง คงมีแต่ภาพนั้นผุดขึ้นมาในหัวเป็นแน่!

แล้วอย่างนี้...จะให้สร้างความสัมพันธ์ หรือเอาชนะใจเขาได้อย่างไรกันเล่า!

ที่สำคัญ เขาเห็นสภาพนางแบบนั้นชัดเจน แต่กลับไม่คิดแม้แต่จะเตือน!

ชายผู้นี้...ช่างใจร้ายสิ้นดี!

จากวันนั้นเป็นต้นมา ไป๋ซืออวี่จึงเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน ไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้เขาอีก ส่วนเซียวหานเจวี๋ย แน่นอนว่าไม่มีทางจะเป็นฝ่ายมาหานางก่อนอยู่แล้ว

เวลาผ่านไปจนถึงต้นเดือนห้า วันเทศกาลแข่งเรือมังกร ไป๋ซืออวี่ถึงรู้สึกว่าคงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

หลายวันก่อนถึงวันเทศกาล นางก็เริ่มคิดหาวิธีว่าจะเข้าหาเขาอย่างไรดี ในใจตั้งแผนไว้อย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว แต่พอเดินมาถึงหน้าเรือนของเซียวหานเจวี๋ยจริงๆ หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบถอยหลังกลับ

ภาพในวันนั้นยังฝังแน่นอยู่ในใจ...ความกลัวต่อใบหน้าเย็นเยียบของเขา และบรรยากาศอึดอัดในห้องหนังสือ เพียงแค่คิดถึงก็อยากหันหลังหนี

ไป๋ซืออวี่จึงยืนอยู่หน้าประตูอยู่นาน สร้างกำลังใจให้ตัวเองในใจไม่หยุด ภาวนาอย่างสุดใจว่า ขออย่าให้เขาอยู่ในห้องหนังสือเลย...พร้อมท่องประโยคในใจซ้ำๆ ว่าหากเผชิญหน้า จะต้องพูดอย่างไรดี

พอทวนคำพูดในใจจนแน่ใจทุกประโยค นางจึงรวบรวมความกล้าสุดท้าย สูดลมหายใจลึก แล้วก้าวเท้าเข้าไปในลานเรือน

เคราะห์ดี เซียวหานเจวี๋ยไม่ได้อยู่ในห้องหนังสือจริงๆ แต่...เขาก็ไม่อยู่ในเรือนเช่นกัน

เมื่อหาตัวไม่พบ แผนทั้งหมดที่วางไว้ก็พลันกลายเป็นเรื่องว่างเปล่า ไป๋ซืออวี่รู้สึกทั้งผิดหวัง ทั้งโล่งอกในคราเดียวกัน

พอออกจากเรือนของเซียวหานเจวี๋ยมาได้ นางก็คิดจะกลับเรือนตนเองทันที แต่พอหันไปมองเส้นทางเบื้องหน้า กลับเปลี่ยนใจขึ้นมาเฉยๆ ไหนๆ ก็ออกมาแล้วทั้งที หากกลับไปเลยก็คงน่าเสียดาย จะเดินชมรอบจวนสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร

เพราะถึงอย่างไร นางก็ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้นัก การเดินสำรวจดูว่าบริเวณใดเป็นที่ใด ก็ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อย

ขณะนั้นเป็นเวลาเฉินแดดยังไม่แรงนัก อากาศยามเช้ากำลังอบอุ่นพอดี เหมาะแก่การเดินเล่น ไป๋ซืออวี่จึงก้าวเดินไปตามทางหินกรวดเล็กๆ อย่างไร้จุดหมาย เดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายครา จนไม่ทันรู้ตัวว่ามาถึงด้านหลังภูเขาซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีป่าไผ่ขึ้นเรียงรายเป็นแนวยาว

ความสงสัยแผ่วเบาผุดขึ้นในใจ นางจึงยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย แล้วก้าวเข้าสู่ป่าไผ่เบื้องหน้า

ภายในนั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงนกร้องประปรายดังขึ้นจากที่ไกลๆ ใบไผ่สีเขียวไหวสะท้อนแสงแดดยามเช้า พลิ้วไปตามสายลม ยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงนกก็ยิ่งมากขึ้น แต่กลับไม่มีวี่แววของผู้คนเลยสักนิด

พื้นทางเดินปกคลุมไปด้วยใบไผ่ที่ร่วงหล่น อากาศเย็นชื้นและมีกลิ่นเขียวสดของไผ่ลอยอวลอยู่รอบตัว ไป๋ซืออวี่เริ่มรู้สึกหวั่นๆ อยู่ในใจ ยิ่งเดินลึกยิ่งเงียบ นางเริ่มคิดว่าคงไม่ควรมาเพียงลำพังเช่นนี้

คิดได้ดังนั้นก็รีบหันตัวเตรียมจะกลับ แต่แล้ว...เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากส่วนลึกของป่า เสียง “ฉวับ!” แผ่วเบาแต่ชัดเจน คล้ายดาบกระทบกับกิ่งไม้

ไป๋ซืออวี่ชะงักงัน เสียงนั้น...เหมือนกับเสียงฟันดาบ หรือว่า...มีคนกำลังฝึกอยู่ในนี้?

ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความกลัวไปในพริบตา นางจึงค่อยๆ เดินตามเสียงนั้นไปทีละก้าวอย่างระมัดระวัง

เดินราวยี่สิบก้าว ก็พบว่าข้างหน้าคือพื้นที่เปิดโล่ง ล้อมรอบด้วยป่าไผ่แน่นขนัด ที่กลางลานนั้น มีบุรุษในชุดดำยืนอยู่เพียงลำพัง เขาก้าวเท้าเบาเหมือนลมพัด เพียงปลายเท้าแตะพื้นก็สามารถเหยียบปลายลำไผ่แล้วเหินร่างขึ้นสูงได้ในพริบตา

ในมือของเขามีดาบเล่มหนึ่ง เงาวาวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้า เพียงฟันออกไปหนึ่งกระบวนท่า พื้นดินที่เมื่อครู่ยังว่างเปล่า ก็กลับเต็มไปด้วยเศษใบไผ่และกิ่งที่ขาดสะบั้นร่วงลงมา

ไป๋ซืออวี่ตะลึงงัน นางไม่เคยเห็นท่วงท่าดาบที่รวดเร็ว เฉียบขาด และงดงามเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ยิ่งไม่เคยเห็นผู้ใดที่เพียงอาศัยต้นไผ่ ก็สามารถเหินขึ้นไปในอากาศได้อย่างง่ายดาย

ภาพนั้น...แทบจะทำให้โลกทั้งใบของนางสั่นคลอน เหมือนโลกแห่งนิยายที่เคยอ่านกำลังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า นางยืนนิ่ง มองชายในชุดดำไม่วางตาราวกับต้องมนตร์สะกด

แต่แล้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหายไปจากตำแหน่งเดิมตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกที คมดาบเย็นเฉียบก็จ่ออยู่ตรงลำคอของนางเสียแล้ว!

ไป๋ซืออวี่ตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้าง เสียงหัวใจเต้นดังราวกับจะทะลุออกมานอกอก ขณะเดียวกัน เสียงแผ่วต่ำเย็นเยียบของบุรุษผู้นั้นก็ดังขึ้น...

“ใคร?”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel