บทที่ 10
“เป็นเจ้า...”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าที่แฝงด้วยความเย็นเยียบดังขึ้นชิดหูไป๋ซืออวี่ นางรู้สึกได้ถึงคมดาบที่แนบอยู่ตรงลำคอคลายออกเล็กน้อย แต่ยังไม่ถูกเก็บคืน
“ซื่อ...ซื่อจื่อ... ข้า...ข้าเพียงออกมาเดินเล่นเท่านั้นเจ้าค่ะ ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญพบท่านฝึกดาบอยู่ที่นี่... ก็...ก็เลยเผลอมองเพลินไปหน่อย...”
ถ้อยคำยังไม่ทันสิ้นดี ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ปนเย้ยดังอยู่ข้างหู ก่อนที่คมดาบจะถูกยกกลับไป
ไป๋ซืออวี่รีบยกมือแตะลำคอตัวเองอย่างลนลาน โชคดี... ยังอยู่ดีครบถ้วน...
บุรุษตรงหน้ามองท่าทางของนางด้วยสายตาเย็นชา แววตานั้นมีทั้งความเย้ยหยันและไม่ไยดี
“ซื่อจื่อ... คงยังไม่ได้ทานอาหารเช้าใช่หรือไม่เจ้าคะ? หรือว่า... จะให้ข้า”
ยังไม่ทันพูดจบ เสียงท้องของนางก็ดังประสานขึ้นมาอย่างประจวบเหมาะ ทำให้นางหน้าแดง รีบยกมือแตะท้องอย่างเขินอาย
เช้านี้นางตั้งใจว่าจะหาโอกาสพบเขา เพื่อเชิญร่วมกินอาหารด้วยกัน แต่กลับหาตัวไม่พบ... ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกันที่นี่แทน
“ข้า... ข้าเพียงคิดว่า วันนี้เป็นวันเทศกาล จึงอยากร่วมทานอาหารกับซื่อจื่อเจ้าค่ะ ตอนแรกก็ไปหาท่านแต่ไม่พบเลยออกมาเดินเล่น... ไม่คาดคิดเลยว่าจะมาเจอท่านอยู่ที่นี่...”
นางพูดไปพลาง เดินเข้าไปใกล้ พลางยื่นมือเล็กๆ ไปจับชายแขนเสื้อของเขาเบาๆ ราวกับลืมเสียสนิทว่าคนตรงหน้านี่เอง ที่เมื่อครู่ยังจ่อดาบไว้ที่ลำคอนางอยู่
เซียวหานเจวี๋ยขมวดคิ้วทันที พลันถอยหลังสองก้าว ดวงตาคมเข้มฉายแววเย็นชา
“ที่จวนกั๋วกงมิได้สั่งสอนเจ้าหรือ ว่าชายหญิงมิพึงแตะต้องกัน?”
“แต่... แต่เราก็เป็นสามีภรรยากันไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ไป๋ซืออวี่รีบยกคำพูดของเจิ้งฮูหยินขึ้นมาอ้างเสียงใส
“ท่านน้าบอกว่า สามีภรรยาควรจะกินนอนร่วมกัน ไม่ควรมีระยะห่างต่อกันเจ้าค่ะ”
นางพูดจบแล้วเงยหน้ามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เพราะนางรู้ดี หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เจอหน้ากันทีไรมีแต่จะขวัญกระเจิง ไม่ทันได้พูดก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดทุกครั้งเช่นนี้ เห็นทีจะต้องหาทางใกล้ชิดกันให้มากกว่านี้เสียแล้ว…เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับการมีอยู่ของนาง จนไม่อาจคิดจะฆ่านางได้อีก
เซียวหานเจวี๋ย แม่ทัพหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดผู้เพิ่งกลับมาพร้อมชัยชนะจากศึกใหญ่ คือบุรุษที่ในหนังสือเคยบรรยายไว้ชัดว่า เปี่ยมด้วยความองอาจและกล้าหาญในวัยเยาว์ แต่เขากลับถูกหญิงสาวที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไปไม่นานวางแผนกลั่นแกล้งให้ต้องแต่งงานด้วย
ตามเนื้อเรื่องเดิม นางร้ายในร่างนี้แต่งเข้าจวนตั้งแต่อายุสิบห้า และเสียชีวิตเมื่ออายุสิบเจ็ดใกล้ถึงวันเกิดสิบแปดปี
นางตายด้วยพิษที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จนกระทั่งในภายหลัง พระเอกของเรื่องสืบพบความจริงว่านางมิได้ป่วยตาย แต่ถูกคนลอบวางยาจนสิ้นใจ
เขาโทษตัวเองที่ปล่อยให้นางแต่งออกไปโดยไม่ขัดขวาง ทั้งยังรู้ดีว่านางเคยมีใจให้ตน ความเสียใจและสำนึกผิดนั้น จึงกลายเป็นแรงผลักให้เขาลุกขึ้นโค่นล้มเซียวหานเจวี๋ย และแก้แค้นแทนนาง
เมื่อภารกิจของร่างเดิมจบลง ตัวนางที่ทะลุมิติเข้ามาแทน ก็ต้องหาทางเปลี่ยนชะตานั้นให้ได้ เพราะในต้นฉบับ ไม่เคยระบุเลยว่า ตั้งแต่เมื่อไรที่เซียวหานเจวี๋ยเริ่มคิดฆ่านาง หรือยาพิษถูกให้เมื่อใด
เวลาสองปีที่ถูกข้ามไปอย่างรวบรัดในหนังสือ กลับเป็นสองปีที่สำคัญที่สุดสำหรับนางในตอนนี้
นางต้องหาทางดับความคิดสังหารนั้นตั้งแต่ยังไม่เกิด หรือไม่อย่างนั้น... ก็ต้องรีบขอหย่าจากเขา แล้วหนีออกจากจวนหนานอี้อ๋องให้พ้น
ไม่สิ ต้องหนีไปให้ไกลจากเมืองเฟิงจิงเสียด้วยซ้ำ
“ไม่รู้จักอาย”
เสียงทุ้มเย็นจัดของเซียวหานเจวี๋ยดังขึ้น พร้อมแววตาดำลึกเย็นชา เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนสะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวเดินออกจากป่าราวไม้ไผ่ไปอย่างไม่เหลียวหลัง
ไป๋ซืออวี่ที่ยังจมอยู่ในห้วงความคิด ทบทวนเรื่องราวในหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นอีกทีก็พบว่าแผ่นหลังกว้างนั้นได้เดินห่างออกไปไกลเสียแล้ว
“ซื่อจื่อ! รอข้าก่อนสิเจ้าคะ ข้ายังไม่คุ้นทางในจวนนะ!”
นางรีบกวักมือไล่ตาม เสียงร้องขาดห้วงด้วยความร้อนรน แต่คนข้างหน้าแม้ไม่หันกลับมา ก็ไม่ชะลอฝีเท้าลงแม้แต่น้อย
ทั้งสองเดินหนึ่งนำหนึ่งตามจนถึงลานหน้าเรือนชิงฮุ่ย เฟิงชิงเห็นเซียวหานเจวี๋ยกลับมาถึง รีบก้าวออกมาต้อนรับ
เขารับดาบที่นายท่านโยนมาให้อย่างคล่องมือ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น เขากลับเห็นว่ามีหญิงสาวอีกคนเดินตามเข้ามาในลานอย่างลนลาน...
เฟิงชิงรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ปกติทุกครั้งที่ซื่อจื่อออกไปฝึกดาบ จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ติดตาม หรือแม้แต่เข้าใกล้ลานฝึกก็ไม่ได้ แต่วันนี้กลับมีคนเดินตามกลับมาด้วยอย่างเปิดเผย
เขาแอบเหลือบตามองหญิงสาวที่เดินเข้ามาจากหน้าประตูอยู่หลายครั้ง พอมองชัดถึงได้รู้ว่า นั่นมันซื่อจื่อเฟยคนใหม่มิใช่หรือ
ว่ากันว่าซื่อจื่อไม่โปรดนางถึงเพียงนั้น แต่เหตุใดวันนี้... ถึงได้เดินกลับมาด้วยกันเช่นนี้เล่า?
เฟิงชิงคิดได้เพียงเท่านั้น ก็รีบสลัดความสงสัยออกไปทันที เขาอยู่กับซื่อจื่อมาหลายปี ผ่านสมรภูมิมาด้วยกัน ย่อมรู้ดีว่าบางเรื่อง... ไม่รู้ไว้จะดีกว่า เขากอดกระบี่แน่น ก่อนจะหมุนกายเดินหายเข้าไปในห้องข้าง
ไป๋ซืออวี่เดินตามมาถึงหน้าประตู เห็นในห้องโถงหน้าไม่มีผู้ใดอยู่ นางจำได้ว่าตอนเข้ามา เห็นเซียวหานเจวี๋ยเดินเข้าไปด้านใน จึงตัดสินใจเดินตามเข้าไปอย่างลังเล
“ซื่อจื่อ ข้ามีเรื่องจะ”
แต่ประตูยังไม่ทันเปิดเต็มบาน ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้นางชะงักค้างในที่นั้น ร่างเปลือยท่อนบนที่เต็มไป ด้วยรอยแผลเป็นใหญ่น้อยนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่ตรงหน้า แผ่นอกกว้าง เอวสอบ ขาทั้งสองเรียวยาวได้สัดส่วน กล้ามเนื้อบนเรือนร่างแน่นกระชับเป็นลอน เส้นสายเรียบลื่นและแข็งแรงอย่างสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ นางเคยเห็นเขาเพียงในชุดผ้าไหมสีเข้ม ดูสงบเยือกเย็นราวขุนนางหนุ่มผู้ทรงความรู้ หาได้คาดคิดไม่ว่า ภายใต้เสื้อผ้าผืนบางนั้น จะซ่อนเรือนกายที่... น่าหวั่นไหวถึงเพียงนี้
สายตาของไป๋ซืออวี่พลันเลื่อนไปตามแนวกล้ามเนื้อจากหน้าท้องลงไป จนถึงแนวผ้าที่ห่อหุ้มร่างท่อนล่างไว้ แล้วค่อยๆ กลับมาหยุดอยู่ที่หน้าท้องแกร่งแน่น
มันไม่ใช่กล้ามเนื้อที่คนยุคปัจจุบันสร้างขึ้นด้วยเวย์โปรตีนและลูกเหล็กในฟิตเนส หากแต่เป็นกล้ามเนื้อของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบ เปี่ยมด้วยพลังดิบ ความหยัดกร้าว และเสน่ห์ของบุรุษ แรงดึงดูดที่แทบจะกลืนกินสายตา...
ทั่วทั้งแผ่นอกและแผ่นหลังของเขา เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเก่าใหม่ปะปนกัน ลึกบ้าง ตื้นบ้าง ขาวซีดบ้าง แดงเรื่อบ้าง ราวกับภาพบันทึกการต่อสู้ตลอดชีวิตของชายผู้หนึ่ง
บนเรือนกายอันแข็งแกร่งนั้น แทบไม่มีแม้แต่ผิวเนื้อส่วนใดที่ยังคงเรียบเนียนสมบูรณ์
คงจะเจ็บมากสินะ...ไป๋ซืออวี่เผลอจินตนาการถึงที่มาของบาดแผลเหล่านั้น เพียงคิดถึงภาพการต่อสู้ ดาบปะทะดาบ เลือดสาดกลางสมรภูมิ นางก็รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที
เสียงทุ้มเย็นแผ่วต่ำประหนึ่งฟ้าผ่ากลางใจดังขึ้นข้างหู
“ดู...พอหรือยัง?”
น้ำเสียงนั้นเย็นจัดและเต็มไปด้วยโทสะ แทรกออกมาจากไรฟันอย่างอดกลั้น ไป๋ซืออวี่สะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมอง แล้วสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่กำลังลุกเป็นไฟ
เซียวหานเจวี๋ยกำหมัดแน่น ใบหน้าเรียบเฉยของเขาแผ่รังสีอาฆาตออกมาอย่างชัดเจน แววตาสีหมึกที่เคยนิ่งสงบกลับกลายเป็นแดงฉาน ราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญนางให้มอดไหม้
“ข้า...”
นางอ้าปากจะอธิบาย แต่กลับพูดไม่ออก รู้ตัวดีว่าตนผิด
“ข้า...เพียงกลัวท่านจะทิ้งข้าไว้ข้างนอก เลย...เลยตามเข้ามา...”
เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เย็นเยียบจนทำให้เลือดในกายแทบหยุดไหล
“ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน...ออกไปให้พ้นสายตาข้า”
บรรยากาศรอบกายเขาแผ่รังสีเย็นชืดและดุดัน ราวกับหมอกดำแห่งความตายกำลังคลี่คลุมทั้งห้อง ใต้คิ้วเข้มนั้น จุดแดงเรื่อที่เคยเป็นเพียงรอยเก่า กลับดูเข้มขึ้นราวกับถูกแรงโทสะปลุกให้เรืองสี
“ขะ...ข้าออกไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ...”
ไป๋ซืออวี่ตัวสั่นเผ่นถอยหลังแทบสะดุดชายกระโปรง รีบปิดประตูห้องในลงทันที หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง
