ตัวร้ายจิตป่วยในนิยาย...กลายเป็นสามีของข้าไปเสียแล้ว

201.0K · อัพเดทล่าสุด
อวิ๋นมาวเฟย
57
บท
1.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ถ้าจะพูดถึงคนที่ซวยที่สุดในโลกใบนี้ ชื่อของไป๋ซืออวี่...คงต้องอยู่บนสุดของรายชื่อนั้นแน่ เพราะอยู่ดีๆ วิญญาณของเธอกลับทะลุมิติเข้าไปอยู่ในร่างของหญิงสาวแสนโง่เขลา นางร้ายของเรื่องที่เป็นดั่งดอกบัวขาวซ่อนพิษในนิยายดราม่าแนวย้อนยุคที่เธอเพิ่งอ่านจบ! และเหมือนสวรรค์จะยังไม่พอใจกับโชคร้ายของเธอ... ตัวละครนี้ยังเป็นคู่หมั้นของตัวร้ายสายยันเดเระ ผู้มีฉายาจากเหล่านักอ่านว่า “ปีศาจร้ายจิตป่วย” เซียวหานเจวี๋ย! ในเนื้อเรื่องเดิม หญิงสาวคนนี้ทั้งรังเกียจ ดูแคลน และนอกใจเขา แถมยังใช้สถานะคู่หมั้นเป็นเครื่องมือในการลอบขโมยความลับเพื่อทำลายเขาอีกด้วย แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ และต้องตายอย่างทรมานด้วยยาพิษที่เขาป้อนให้ด้วยมือของตนเอง ที่สำคัญ...เธอดันโผล่มาในจังหวะซวยสุดของเรื่อง อย่างคืนเข้าหอพอดี! ไป๋ซืออวี่ถึงกับช็อกจนหัวใจเต้นรัว “ไม่นะ! ถ้าจะหนีการแต่งงานตอนนี้...ยังพอทันไหมเนี่ย!?” เพื่อเอาชีวิตรอดจากตัวร้ายผู้แสนเย็นชา ขี้หึงขั้นรุนแรง และเกลียดการใกล้ชิดกับผู้หญิงเป็นที่สุด เธอจำต้องพลิกบทบาทจากคู่หมั้นผู้โง่เขลา กลายเป็นภรรยาผู้อ่อนโยน คอยยิ้มหวาน พูดจานุ่มนวล และทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเชื่อใจ หวังเพียงว่าสักวัน...จะได้หย่าอย่างสงบ แต่เซียวหานเจวี๋ย ชายผู้โหดเหี้ยม เจ้าคิดเจ้าแค้น และระแวงทุกสิ่ง กลับไม่เคยหลงกลใครง่ายๆ สายตาเย็นเยียบของเขามองความอ่อนโยนของเธอราวกับเหยี่ยวที่กำลังรอเหยื่อเผยธาตุแท้ จนกระทั่งวันหนึ่ง...เมื่อไป๋ซืออวี่รวบรวมความกล้า เอ่ยปากขอหย่า สีหน้าของเขากลับสงบจนน่าหวาดกลัว มือใหญ่จับข้อมือเธอไว้ ลูบไล้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นโดยไม่พูดสักคำ ร่างบางสั่นระริก ร้องไห้เงียบๆ บนเตียงนุ่ม ส่วนเขาคลายสายแพรที่มัดผมของเธอออกช้าๆ จากนั้นใช้มันมัดข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น ก่อนโน้มตัวลงจูบซับหยาดน้ำตาที่หางตาเบาๆ แล้วกระซิบเสียงพร่าดั่งคำสาป “อาอวี่... เจ้าจะอยู่กับข้าด้วยความเต็มใจ หรืออยากให้ข้าหักขาเจ้า แล้วขังเจ้าไว้เคียงข้าตลอดไปดี?”

นิยายรักโรแมนติกนิยายจีนโบราณข้ามมิติจีนโบราณพระเอกเก่งแต่งงานก่อนรักนิยายย้อนยุคเกิดใหม่ในนิยายราชวงศ์/ชนชั้นเจ้าเผด็จการรัก

บทที่ 1

ภายในเรือนที่มืดสลัวและเย็นยะเยือก

เงาแสงเทียนไหววูบสะท้อนบนผนังที่ติดอักษรมงคลสีแดงสด ทว่ากลับไม่อาจเพิ่มความยินดีให้แก่ห้องหออันอึมครึมนี้ได้เลยแม้แต่น้อย มีแต่ให้ความรู้สึกคล้ายเงาผีที่ชวนขนหัวลุก

“เอี๊ยด” เสียงบานหน้าต่างไม้สีชาดที่เปิดค้างอยู่ถูกลมพัดให้แง้มออกอีกนิด ลมเย็นชื้นแฉะที่ปนกลิ่นฝนพัดเข้ามา ทำให้ห้องหอที่เย็นอยู่แล้วกลับยิ่งเย็นยะเยือกจนชวนหนาวสั่น

แม้จะเป็นช่วงกลางฤดูร้อน ต่อให้เพิ่งมีฝนตกหนักไปหมาดๆ อากาศภายนอกก็ควรจะอบอ้าวและชื้น แต่ในห้องหอนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอับและความเย็นชืดราวของเก่าที่ถูกทิ้งร้าง แม้จะมีอักษรมงคลสีแดงติดทั่วห้อง มีผ้าแพรแดงแขวนพรึบพรับ และโคมแดงห้อยเรียงราย แต่กลับไม่อาจเพิ่มความมีชีวิตชีวาได้เลย

แม้แต่เปลวเทียนที่ลุกไหม้บนเชิงเทียนสีทองก็เหมือนปราศจากชีวิต พอถูกลมพัดก็สะท้อนเงาบนผนังกลายเป็นร่างเงาผีระยิบระยับน่าขนลุก

หญิงสาววัยเยาว์ในชุดเจ้าสาวสีแดงสดกลับดูไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติใดๆ เธอนั่งนิ่งอย่างว่าง่ายอยู่บนเตียงที่ปูด้วยผ้าห่มสีชาด มีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวปิดบังใบหน้าไว้

เสียงฟ้าร้องคำราม “ครืน” ตามด้วยเสียงฝนที่กระหน่ำตกลงมาอย่างรุนแรง

ท้องฟ้ายามค่ำคืนถูกเมฆดำปกคลุมจนหนาแน่น แสงจันทร์อันริบหรี่ที่พอจะเล็ดลอดมาก็ถูกกลืนหายไป เหลือเพียงความมืดที่ปกคลุมทั่วบริเวณ

หญิงสาวในชุดแดงที่นั่งเรียบร้อยอยู่ริมเตียงขยับมือที่วางอยู่บนตักแน่นขึ้นอย่างประหม่า

วันนี้คือวันแต่งงานของเธอ แต่ในอีกแง่หนึ่ง... มันก็คือวันตายของเธอเช่นกัน

เธอจำได้อย่างชัดเจนว่าได้ยินเสียงหมอประกาศการเสียชีวิตของตัวเอง เสียงเครื่องช่วยหายใจดัง “ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บบบ” เมื่อร่างของเธอสิ้นชีพ สายตาทุกคู่ในห้องผู้ป่วยต่างนิ่งสงบ ไม่มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ทุกคนเหมือนยอมรับการตายของเธอได้อย่างสงบ

บางที... อาจจะโล่งใจด้วยซ้ำ

ไป๋ซืออวี่เห็นชัดเจนว่าเธอตายไปแล้วจริงๆ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าตัวเองกำลังสวมชุดเจ้าสาวสีแดง นั่งอยู่ในเกี้ยวที่กำลังมุ่งหน้าไปยังพิธีแต่งงาน

ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของเธอไหลบ่าผ่านเข้ามา ภาพชีวิตของหญิงสาวอีกคนหนึ่งตั้งแต่วัยเยาว์ฉายวาบไปมาในหัวของเธอ ประสานเข้ากับความทรงจำของตนเองจนปวดหัวแทบระเบิด ไป๋ซืออวี่ได้ตระหนักว่า... เธอไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไปแล้ว

ความทรงจำอันยืดยาวและสับสนปะปนกันยุ่งเหยิง จนในชั่วขณะหนึ่ง เธอแทบแยกไม่ออกเลยว่า ตนเองคือเจ้าสาวที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ หรือหญิงสาวที่นอนรอความตายอยู่บนเตียงคนไข้กันแน่

เธอถูกพาให้ลงจากเกี้ยว ทำพิธีไหว้ฟ้าดินอย่างเลื่อนลอย จนกระทั่งเสียงอึกทึกของเหล่าผู้คนค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงเธอนั่งอยู่ลำพังในห้องหออันเงียบงัน ไป๋ซืออวี่จึงค่อยๆ รวบเรียงความทรงจำทั้งหมดให้เข้าที่

เมื่อนำความทรงจำของร่างเดิมมาผสานกับความทรงจำก่อนตายของตนเอง ไป๋ซืออวี่จึงค้นพบความจริงว่า หลังจากตายไป เธอไม่ได้กลับชาติมาเกิดในยุคสมัยใดๆ หากแต่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายแนวดราม่าที่เธออ่านก่อนตายเรื่องสุดท้ายเสียอย่างนั้น

ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น คือเธอไม่ได้กลายเป็นนางเอก หรือแม้แต่นางรองผู้แสนดี แต่กลับสิงอยู่ในร่างของนางร้ายตัวประกอบที่ต้องการแย่งพระเอกกับนางเอก นางร้ายผู้มีฉายาว่าดอกบัวขาวจอมมารยา

“คะ...คุณหนูเจ้าขา ซื่อจื่อ เกรงว่าจะต้องรับรองแขกอีกพักใหญ่ หากคุณหนูต้องการสิ่งใด โปรดเรียกบ่าวได้เลยเจ้าค่ะ”

เสียงหญิงสาวแหบพร่าแผ่วเบา แฝงแววสะอื้นอยู่ในหางเสียงดังขึ้นข้างหูเธอ

“เจ้า...ร้องไห้อยู่เหรอ?” ไป๋ซืออวี่เอ่ยถามอย่างลังเล เธอรู้สึกหวั่นกลัวอยู่ลึกๆ ว่าเม่ยเซียงอาจจะสังเกตได้ว่าเธอไม่ใช่คนเดิม

“บะ...บ่าวเพียงแต่เป็นห่วงคุณหนูเจ้าค่ะ กลัวว่าซื่อจื่อจะไม่ดีกับคุณหนูนัก ทั้งเมืองเฟิงจิงต่างร่ำลือกันว่า ซื่อจื่อแห่งหนานอี้อ๋องนั้นโหดเหี้ยม อารมณ์แปรปรวน แล้วยัง...”

“คุณหนูเจ้าขา เหตุใดถึงยอมสละตนเพื่อคุณชายสามด้วยเจ้าคะ ไหนเลยเขาจะรู้ว่าคุณหนูรักเขาสักเพียงใด หรือรู้บ้างไหมว่าคุณหนูทำเพื่อเขามากแค่ไหน เขา...เขาไม่คู่ควรเลยเจ้าค่ะ...”

เสียงที่เริ่มสะอื้นเบาๆ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นในทันที ราวกับว่าคนที่ยอมแลกความสุขทั้งชีวิตเพื่อคนที่ตนรักนั้น...คือเธอเอง

“อย่าร้องเลยเม่ยเซียง ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” ไป๋ซืออวี่พูดปลอบเสียงนุ่ม ทั้งที่ใจยังเต้นแรงไม่หายจากความจริงอันเหนือความเข้าใจของตนเอง

ก็ไม่อาจโทษเม่ยเซียงได้ที่ร้องไห้แทนความไม่เป็นธรรมของคุณหนูตนเอง เพราะวันนี้ควรเป็นวันแห่งความสุขของเจ้าสาว แต่กลับกลายเป็นวันที่หลั่งน้ำตาไม่หยุด

เจ้าบ่าวของร่างเดิมคือทายาทแห่งหนานอี้อ๋อง ชายผู้ซึ่งในเนื้อเรื่องเดิมถูกเขียนไว้ว่าเป็นตัวร้ายผู้โหดเหี้ยม เย็นชา และโหดร้ายอย่างถึงที่สุด

และจุดจบของร่างเดิม...ก็คือ ตายด้วยน้ำมือของเขานั่นเอง

ไป๋ซืออวี่หลุบตาลงอย่างครุ่นคิดถึงโครงเรื่องเดิมที่ตนจำได้ ปลายนิ้วเรียวยาวสีขาวนวลอมชมพูสะท้อนอยู่ในสายตาของเธอ

ช่างเป็นสีผิวที่ดูมีชีวิตชีวาและสุขภาพดีเหลือเกิน ไป๋ซืออวี่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงมือตัวเองในโลกก่อนหน้า

นิ้วมือที่เคยซีดขาว แห้งผาก และเย็นเฉียบจากการนอนป่วยติดเตียงมานานจนแทบไม่ได้เห็นแสงแดด แต่มือคู่นี้กลับขาวเนียนนุ่มนวล ปลายนิ้วมีเลือดฝาดอมชมพูอย่างคนมีสุขภาพดี

ปลายนิ้วของเธอสั่นน้อยๆ ความรู้สึกบางอย่างพลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจ เธออยากรักษาร่างกายนี้ไว้ให้ได้ อยากมีชีวิตอย่างคนปกติที่แข็งแรง และอยากมีชีวิตที่ดีอีกครั้ง

ความคิดนั้นงอกงามขึ้นในใจของเธออย่างรวดเร็ว จากเมล็ดเล็กๆ กลายเป็นต้นอ่อน และค่อยๆ แข็งแรงมั่นคงขึ้นทุกขณะ

“ในชีวิตใหม่นี้...ฉันจะใช้ชีวิตให้ดี ในฐานะคนที่มีสุขภาพดีอีกครั้ง”

ไป๋ซืออวี่ยิ่งมั่นใจในคำสัญญากับตัวเองมากขึ้น เธอเริ่มไล่เรียงเหตุการณ์ในนิยาย “ธารรักลิขิตชะตา” ซึ่งเป็นนิยายแนววังวนอำนาจปนรักดราม่าสุดเข้มข้น ที่เธอเคยอ่านก่อนตาย

ร่างเดิมของเธอ ไป๋ซืออวี่เป็นเพียงนางร้ายซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของพระเอกในเรื่อง ซูจื้อเหิง ภายนอกดูอ่อนโยน บอบบาง เรียบร้อยไร้พิษภัย แต่ความจริงกลับเป็นหญิงที่ใจร้าย แสนรั้น และซ่อนคมลึก

เพราะหลงรักพระเอกจนหน้ามืด เธอทำเรื่องเลวร้ายไว้มากมาย ทั้งใส่ร้าย วางแผน และปั่นให้เขาเข้าใจผิดนางเอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทุกครั้งที่ความจริงถูกเปิดเผย เรื่องราวก็จะกลับเข้าสู่วงจรความเข้าใจผิดครั้งใหม่ วนเวียนไปเรื่อยๆ แบบนิยายดราม่าชั้นดีที่เต็มไปด้วยเลือด น้ำตา และความเข้าใจผิดไม่รู้จบ

ไม่ว่ากลอุบายยอมเจ็บตัวหรือแผนยั่วยุให้แตกคอกัน ร่างเดิมก็ใช้ทุกวิถีทางอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เธอถึงขั้นวางแผนให้ตัวเองถูกวางยาร่วมกับตัวร้าย เพื่อให้พระเอกเข้าใจผิดว่านางเอกเป็นคนอยู่เบื้องหลัง และยังทำให้ศักดิ์ศรีของตัวเองถูกทำลาย จนจำใจต้องแต่งเข้ากับตัวร้ายตามแผนที่วางไว้

หลังจากนั้น เธอก็จัดการป้ายความผิดทั้งหมดให้ตกไปที่นางเอกอีกครั้ง ทำให้พระเอกเข้าใจผิดคนรักของตนอย่างลึกซึ้ง

ตอนที่ไป๋ซืออวี่อ่านถึงตรงนี้ในนิยาย เธอถึงกับขมวดคิ้วแน่น ถ้ารักพระเอกมากขนาดนั้น ทำไมไม่วางยาพระเอกไปเลยล่ะ? จะได้แต่งกับเขาโดยตรง ไม่เห็นต้องเล่นเกมซับซ้อนขนาดนั้น แถมยังอาศัยอยู่บ้านเดียวกันอีกต่างหาก ลงมือก็น่าจะง่ายกว่ามาก

แต่ผู้เขียนก็ให้เหตุผลไว้ว่า “เพราะนางรักพระเอกมากเกินไป”

เธออยากช่วยพระเอกมากกว่าทำร้ายเขา จึงยอมแต่งกับตัวร้าย เพื่อแฝงตัวไปหาข้อมูลลับที่สามารถใช้โค่นล้มศัตรูได้ และเมื่อตัวร้ายพ่ายแพ้ เธอก็จะกำจัดนางเอกเสีย แล้วได้ครองคู่กับพระเอกในที่สุด

ไป๋ซืออวี่: “…..”

จะว่าอย่างไรดี นางร้ายคนนี้ช่างมีจิตวิญญาณแห่งการเสียสละอย่างน่ากลัวทีเดียว

แต่ถึงจะมีความเสียสละขนาดนั้น นางร้ายผู้เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีนี้ ก็อยู่ได้ไม่ถึงสองในสามของเนื้อเรื่องอยู่ดี เธอถูกตัวร้ายฆ่าทิ้งด้วยยาพิษเรื้อรังตั้งแต่เนื้อเรื่องผ่านไปเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นเอง

เมื่อคิดถึงจุดจบนั้น ไป๋ซืออวี่ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ เพราะตอนนี้เธอกลายเป็นนางร้ายคนนั้นเข้าแล้ว!

และคืนนี้...คือคืนแต่งงานระหว่างเธอกับชายคนนั้น คนที่ในอนาคตจะทรมานและฆ่าเธอด้วยยาพิษอย่างช้าๆ จนตาย”!

คืนนี้คือคืนเข้าหอ…กับคนที่ในอนาคตจะทรมาน และฆ่าเธอด้วยยาพิษจนตาย แค่คิดถึงตรงนี้ ไป๋ซืออวี่ก็รู้สึกขนลุกวาบขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม

แต่ในนิยายเดิม ทั้งนางร้ายและตัวร้ายต่างก็รังเกียจซึ่งกันและกัน จนไม่เคยเข้าหอจริงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งถึงวันตายของนางร้าย ทั้งคู่ก็ยังคงไม่มีความสัมพันธ์แบบสามีภรรยา

ไม่แปลกเลยที่ร่างเดิมจะยังคงเพ้อฝัน ว่าหลังแต่งงานแล้วจะโค่นตัวร้ายให้ได้ แล้วค่อยกลับไปครองคู่กับพระเอก

ไป๋ซืออวี่ค่อยๆ ดึงความคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน แล้วเริ่มคำนวณถึงโอกาสหนีของตัวเองในคืนนี้

แต่งานแต่งของซื่อจื่อแห่งหนานอี้อ๋องย่อมไม่ใช่งานเล็กๆ ทั้งจวนถูกล้อมไว้ด้วยทหารยามนับไม่ถ้วน ต่อให้เธอเป็นนกก็ยังบินหนีออกไปไม่ได้ แล้วเธอ…ก็เป็นเพียงหญิงสาวตัวคนเดียว อ่อนแอไร้พลัง จะหนีรอดได้อย่างไรกัน?

หรือว่าสวรรค์เพียงแค่เมตตาให้เธอแข็งแรงขึ้นชั่วคราว เหมือนของขวัญที่มีวันหมดอายุ พอถึงกำหนดนั้น เธอก็ต้องกลับไปเผชิญชะตาเดิม ถูกโรคร้ายกัดกิน และตายอย่างช้าๆ อยู่ดี

ไป๋ซืออวี่เม้มปากแน่น พยายามระลึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายอย่างละเอียดอีกครั้ง ต้องมีสักทางสิ ที่จะอยู่รอด ได้จนถึงตอนจบ

สำหรับพระเอกกับนางเอก ถ้าเธอไม่เข้าไปยุ่ง ไม่แทรกกลาง ไม่ทำเรื่องชั่วร้ายอย่างในต้นฉบับ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือตัวร้าย คนที่ฆ่านางร้ายในตอนจบของเรื่อง ดังนั้นถ้าอยากรอด…กุญแจสำคัญก็คือเขา

แน่นอนว่าเธอไม่มีทางจะทำอย่างที่ร่างเดิมทำ จะไม่ช่วยพระเอกขโมยความลับทางการทหารหรือหักหลังตัวร้ายแน่นอน

ในนิยาย ผู้เขียนต้องการยกย่องพระเอกให้ดูเท่และมีพลัง ดังนั้นต่อให้หญิงร้ายคนนี้พยายามช่วยแค่ไหน ก็ไม่มีวันช่วยได้จริงอยู่ดี

สุดท้ายก็ต้องเป็นพระเอกที่เอาชนะตัวร้ายได้ด้วยฝีมือตัวเอง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของพระเอกผู้ยิ่งใหญ่

พูดตามตรง... ตอนนั้นเธออ่านถึงช่วงนี้แล้วก็หลับคาหนังสือ เลยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวร้ายในเรื่องสุดท้ายแล้วจะมีจุดจบแบบไหน

แต่ถ้าให้เดา... ในโลกนิยายแบบนี้ ตัวร้ายไม่มีทางจบดีอยู่แล้ว ทว่าหากมองตามเหตุผล ตัวร้ายอย่างน้อยก็มีชีวิตอยู่ได้นานกว่าเธอแน่

ถึงอย่างนั้น... ชีวิตของเธอในตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในกำมือของเขาอยู่ดี ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การคิดถึงจุดจบของเขา แต่คือเธอจะรอดยังไงต่างหาก

ไป๋ซืออวี่คิดทบทวนอยู่หลายรอบ ก่อนจะสรุปได้ว่าทางรอดเดียวคือ ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวร้ายให้ได้ แล้วค่อยหาจังหวะแยกทางทีหลัง แต่นั่นก็เป็นเส้นทางที่ยากที่สุดเช่นกัน

ในนิยายต้นฉบับนั้น จุดเน้นของเรื่องอยู่ที่ความรักระหว่างพระเอกกับนางเอกเป็นหลัก ส่วนตัวร้ายอย่างเซียวหานเจวี๋ย นั้นถูกพูดถึงเพียงเล็กน้อย มักโผล่มาในตอนที่ผู้เขียนต้องการเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเอก หรือเพื่อขับให้พระเอกดูโดดเด่นขึ้นเท่านั้น

แต่จากคำบรรยายเพียงน้อยนิดเหล่านั้น ก็เพียงพอให้รู้ว่า เซียวหานเจวี๋ย ทายาทแห่งหนานอี้หวาง คือชายผู้เย็นชา โหดเหี้ยม เจ้าอารมณ์ และมากด้วยความระแวง แถมยังมีวิธีจัดการคนอย่างเลือดเย็น

จะอยู่รอดในมือคนแบบนี้...ก็ไม่ต่างจากการเดินบนเส้นด้ายที่แขวนอยู่เหนือเหว

ถึงอย่างนั้นไป๋ซืออวี่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เธอได้มีร่างกายที่แข็งแรงอีกครั้ง ต่อให้มีความหวังเพียงริบหรี่ เธอก็จะไขว่คว้ามันสุดชีวิต

ชาติที่แล้ว เธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเตียงคนไข้ กลิ่นยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลคือกลิ่นเดียวที่คุ้นเคยที่สุดในชีวิต เธอแทบไม่รู้เลยว่า การมีร่างกายปกติ หรือการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดานั้นเป็นอย่างไร

แต่ตอนนี้เธอได้โอกาสนั้นอีกครั้ง โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง แม้มันอาจจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เธอก็จะไม่มีวันยอมปล่อยให้มันจบลงง่ายๆ

ส่วนเรื่องของเซียวหานเจวี๋ย…จะต้องค่อยๆ หาทางเข้าถึงเขาให้ได้ ในเมื่อเนื้อเรื่องต้นฉบับไม่ได้บรรยายลึกถึงตัวเขา การจะเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของชายคนนี้ ก็คงต้องเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในต้นฉบับระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งคู่ต่างเกลียดกัน ถึงแม้ภายนอกจะรักษามารยาทไม่ให้เสียหน้า แต่ก็แทบไม่มีโอกาสได้พูดคุยหรือใช้เวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ

พูดอีกอย่างคือ หลังแต่งงานแล้ว เซียวหานเจวี๋ยแทบจะไม่ข้องแวะกับนางร้ายเลย หากอยากสร้างความสัมพันธ์ที่ดี…เธอต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

แต่สำหรับไป๋ซืออวี่ ผู้ที่ในชีวิตก่อนแทบไม่ได้สื่อสารกับใคร โดยเฉพาะเพศตรงข้ามเลย นั่นมันคือเรื่องที่ยากยิ่งกว่าปีนเขาเสียอีก

“ช่างเถอะ...” เธอพึมพำกับตัวเอง “ตอนนี้อย่าคิดให้มาก ปล่อยไปตามน้ำก่อน”

ตามสูตรของนิยายแนวดราม่าแบบนี้ ถ้าตัวร้ายไม่พอใจการแต่งงาน ก็มักจะออกอาการรังเกียจในพิธี เช่น บังคับให้เจ้าสาวไหว้ฟ้าดินกับไก่ หมู หรือสุขเพื่อเป็นการดูหมิ่น

ไป๋ซืออวี่ย้อนนึกถึงตอนทำพิธีไหว้ฟ้าดินเมื่อครู่ โชคดีที่คู่ของเธอ...ดูเหมือนจะเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่สัตว์ แต่โดยปกติแล้ว หลังพิธีแต่งงานจบ ไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือตัวร้าย หากแต่งกับหญิงที่ตนไม่รัก คืนเข้าหอก็มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ลำพัง หญิงคนนั้นจะต้องนั่งรอทั้งคืนด้วยความอับอายและเสียใจ

แต่สำหรับไป๋ซืออวี่ นั่นกลับเป็นข่าวดี เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับตัวร้ายในคืนนี้

ทว่า...ในจังหวะที่เธอเพิ่งถอนหายใจโล่งอก

“เอี๊ยด” เสียงประตูจากด้านนอกดังขึ้นเบาๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่น ชัดเจน และค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

หัวใจของไป๋ซืออวี่เต้นแรงขึ้นทันที ทุกก้าวที่อีกฝ่ายเดินเข้ามา...เหมือนกับกำลังเหยียบลงบนหัวใจของเธออย่างช้าๆ ทีละก้าว