บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 - 2

ไป๋ซืออวี่ยังมิทันได้ตอบกลับ ซูจิ่งเหยาก็ขัดขึ้นอีกครั้ง

“อากาศร้อนถึงเพียงนี้ เหตุใดซื่อจื่อเฟยกลับเลือกสวมเสื้อคอสูงเช่นนั้นกันเล่า?”

น้ำเสียงที่อ่อนหวานแต่เต็มไปด้วยพิษร้ายของซูจิ่งเหยาดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันบนริมฝีปาก

“หรือจะให้ข้าสั่งให้ปี้เหอกับสาวใช้พาไปเปลี่ยนชุดใหม่ดีล่ะ? ชุดที่โปร่งเบาสบาย เหมาะกับอากาศฤดูร้อนอย่างวันนี้... เดี๋ยวจะร้อนจนซื่อจื่อเฟยเป็นลมเอาเสียก่อน”

นางหัวเราะเบาๆ ก่อนทำทีปิดปากเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“อา... หรือว่าคำพูดของข้าผิดแผกไปกระมัง? เหตุใดซื่อจื่อเฟยจึงแต่งกายปิดมิดถึงเพียงนี้ หรือว่ามีเหตุผลอื่นอยู่เบื้องหลัง?”

สายตาคมกริบของซูจิ่งเหยากวาดมองที่ลำคอของไป๋ซืออวี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับตั้งใจจะขุดความลับที่ซ่อนอยู่ให้โผล่พ้นน้ำ

“หรือว่า...” นางแกล้งลากเสียงยาว “ซื่อจื่อของเจ้ามี... รสนิยมพิเศษอะไรบางอย่างอย่างนั้นหรือ?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของซูจิ่งเหยาดูหวาน แต่คำพูดกลับเต็มไปด้วยคมมีด

“ช่างอดทนเสียจริงนะเจ้าคะซื่อจื่อเฟย เห็นทีนกกระจอกที่ได้กลายเป็นหงส์ คงได้แค่สวมขนหงส์ไว้ภายนอก แต่ภายในยังคงเป็นแค่นกกระจอกตัวเดิมที่ให้ผู้อื่นเหยียบย่ำอยู่ดี ฮึ... ชีวิตที่คิดว่าบินสูงได้ คงไม่สวยงามอย่างที่ฝันนักสินะ”

นางพูดพลางส่ายศีรษะไปมา ทำท่าเสียดายปนเยาะเย้ย

ไป๋ซืออวี่เพียงยิ้มเย็น นางในที่สุดก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมในอดีต เจิ้งฮูหยินและซูจื้อเหิงจึงเข้าข้างร่างเดิมของตนอยู่เสมอ

เสียงของนางสงบ แต่ทุกคำหนักแน่นจนสาวใช้ทั้งศาลาริมน้ำต้องกลั้นหายใจ

“คำพูดที่เจ้ากล่าวในวันนี้ หากข้าได้ยินเพียงคนเดียวก็คงไม่เป็นไร แต่หากเผลอหลุดรอดออกไปภายนอก ผู้คนคงไม่พูดแค่ว่าเจ้าผิด... แต่จะหันไปกล่าวหาว่าจวนกั๋วกงไร้กิริยา มารยาทต่ำต้อยเสียมากกว่า”

สีหน้าของซูจิ่งเหยาเริ่มแข็งค้าง ขณะที่ไป๋ซืออวี่ยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบแต่เฉียบคม

“ในจวนนี้ ข้ายังจำได้ว่ามีคุณหนูอีกหลายคนที่ยังมิได้ออกเรือน เจ้านึกดูสิ หากคำพูดในวันนี้ของเจ้าถูกได้ยินโดยพวกฮูหยินในสกุลอื่น พวกนางจะยังอยากรับบุตรสาวในจวนกั๋วกงไปเป็นสะใภ้อยู่หรือไม่?”

“หากไม่คิดถึงตนเอง ก็จงคิดถึงศักดิ์ศรีของจวนกั๋วกงและอนาคตของน้องสาวทั้งหลายไว้บ้างเถิด บางคำพูด... รู้ว่าไม่ควรพูด เจ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ”

นางเอ่ยจบเพียงเท่านั้น ก่อนหันกายไปพูดอย่างสงบ “คุณหนูห้า คุณหนูเซิน ข้าไม่ขอรบกวนแล้วเจ้าค่ะ”

ว่าจบก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม มีเม่ยเซียงรีบก้าวตามอยู่ไม่ห่าง

เสียงด่าทอของซูจิ่งเหยาดังตามหลังมาไม่ขาดสาย

“คิดว่าตัวเองปีนขึ้นกิ่งทองได้ก็ทำอวดดี! ระวังไว้เถอะ อย่าให้กิ่งที่เกาะอยู่หักลงมา วันนั้นคงได้กลิ้งตกกลับไปเป็นนกกระจอกตัวเดิมอีกคราแน่!”

แต่ไป๋ซืออวี่ไม่แม้แต่จะเหลียวหลังสักครั้งเดียว นางเดินตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เสียงฝีเท้าดังก้องท่ามกลางสายลม

ข้างศาลา ซูจิ่งเหยาโกรธจนหน้าแดงหูแดง ในขณะที่เซินอวี้จิงกลับมองตามแผ่นหลังของไป๋ซืออวี่ไปด้วยสายตาเงียบงัน... แววตานั้นแฝงความครุ่นคิดบางอย่างที่ไม่อาจเดาได้เลยว่าเป็นความสงสาร หรือความสนใจ

ไป๋ซืออวี่อยู่ในจวนกั๋วกงจนกระทั่งถึงยามบ่าย จึงออกเดินทางกลับไปยังจวนหนานอี้อ๋อง

ก่อนกลับ เจิ้งฮูหยินยังให้บ่าวจัดของฝากใส่หีบจนเต็มแน่นไปหมด เห็นได้ชัดว่านางให้ความสำคัญกับหลานสาวผู้นี้ไม่น้อย

ตลอดทั้งวันไป๋ซืออวี่แทบไม่มีเวลาหยุดหายใจ ตั้งแต่เช้าตรู่ที่ลุกขึ้นเตรียมตัว มาจนถึงตอนกลับ นางต้องคอยระวังทุกฝีก้าว เอาใจใส่ในทุกถ้อยคำและท่าที พยายามเลียนแบบกิริยาและบุคลิกของร่างเดิมอย่างไม่ให้ผิดเพี้ยน เพียงเพื่อไม่ให้ผู้ใดจับพิรุธได้ว่าวิญญาณในร่างนี้... มิใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

เมื่อขึ้นรถม้าและพ้นจากสายตาผู้คนเสียที นางถึงได้เอนตัวพิงผนังรถม้า หลับตาลงช้าๆ ให้เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดภายนอกกล่อมให้ใจสงบลง

“คุณหนูเจ้าคะ ถึงหน้าร้านฝูจิ่นจี๋ แล้วเจ้าค่ะ” เสียงของเม่ยเซียงดังขึ้น

“ไม่ให้บ่าวลงไปซื้อขนมรากบัวกุ้ยฮวาไว้สักหน่อยหรือเจ้าคะ? คุณหนูชอบกินนักมิใช่หรือ?”

ไป๋ซืออวี่ลืมตาขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “อืม... ซื้อเถิด”

ดูเหมือนร่างเดิมจะโปรดขนมชนิดนี้มาก เม่ยเซียงจึงคุ้นชินที่จะซื้อให้ทุกครั้งที่ผ่านร้าน

*****

ในเวลาเดียวกัน ณ อีกฟากถนน เซียวหานเจวี๋ยกำลังเร่งฝีเท้ากลับสู่จวนหนานอี้อ๋อง พร้อมกับบ่าวคนสนิท เฟิงชิง ทั้งคู่มิได้โดยสารรถม้า เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของพวกเขา

เฟิงชิงเดินอยู่ข้างๆ พลันชะงักเท้า สายตาเหมือนสะดุดเข้ากับบางสิ่ง

“ซื่อจื่อ... ด้านหน้านั่น ดูเหมือนจะเป็นรถม้าของพวกเราขอรับ”

เซียวหานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองไปยังทิศที่เฟิงชิงชี้ เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสาวใช้มวยผมคู่ เดินออกมาจากหน้าร้านขนม มือถือถุงห่อกระดาษมันหลายห่อ ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่

เขาเพียงเหลือบตามองนิดเดียว แต่สีหน้าเย็นเฉียบลงอย่างน่ากลัว

เฟิงชิงรีบพูดเสียงสั่น “วันนี้... วันนี้เป็นวันกลับเรือนขอรับ หมายถึงซื่อจื่อเฟยกลับไปเยี่ยมจวนกั๋วกง หลังแต่งครบสามวัน... ตอนนี้คงเพิ่งกลับจากที่นั่นขอรับ”

พอพูดจบก็รู้ตัวว่าหลุดปากอีกแล้ว เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนขมับทันที

“กลับเรือน?” เซียวหานเจวี๋ยทวนคำเรียบๆ นิ้วมือเรียวยาวขยับช้าๆ คล้ายกำลังครุ่นคิด

“ขะ... ขอรับ” เฟิงชิงตอบเสียงเบา

เขาไม่พูดอะไรอีก ไม่เร่งเดินต่อ ไม่เปลี่ยนเส้นทาง เพียงยืนนิ่งอยู่ริมถนน ดวงตาสีเข้มจ้องไปยังรถม้าที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านตรงหน้า

และในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวมวยผมคู่ผู้นั้นที่เพิ่งขึ้นรถได้ไม่นาน ก็ก้าวลงอีกครั้ง แล้วหันมาทางพวกเขาโดยบังเอิญ...

สายตาของทั้งสองฝ่ายสบกันในห้วงอากาศอบอ้าวยามบ่าย ก่อนที่ลมฤดูร้อนจะพัดชายแขนเสื้อของซื่อจื่อเบาๆ ให้โบกสะบัดราวกับมีนัยบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยออกมา

หลังจากสาวใช้ผู้นั้นค้อมกายคารวะเรียบร้อย ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอ่อนนอบน้อมว่า

“ซื่อจื่อเจ้าคะ คุณหนูของบ่าวให้มาเรียนถามว่า... ท่านจะเดินทางกลับจวนพร้อมกันหรือไม่เจ้าคะ?”

คำพูดนั้นจบลงแล้ว แต่กลับไร้เสียงตอบรับใดๆ มีเพียงเสียงจอแจของพ่อค้าแม่ค้าริมถนนดังแว่วอยู่รอบด้าน ขับขานแข่งกับเสียงล้อเกวียน แต่บรรยากาศตรงนี้กลับเยียบเย็นราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ในรถม้าด้านโน้น ไป๋ซืออวี่สั่งให้เม่ยเซียงไปถามเพียงเพื่อรักษามารยาทเท่านั้น นางแน่ใจว่าเซียวหานเจวี๋ย ไม่มีทางยอมขึ้นรถมากับนางแน่ๆ

ความจริงแล้ว... นางเองก็ไม่อยากอยู่ใกล้เขาแม้แต่น้อย

แต่เม่ยเซียงกลับยืนยันว่า ขณะผ่านตรงนั้น เห็นเขายืนนิ่งจ้องมาทางนี้ตลอด หากไม่เอ่ยปากทักเลยคงดูไม่เหมาะสม นางจึงจำต้องยอมให้บ่าวไปถาม

ไป๋ซืออวี่ไม่ได้ใส่ใจนัก นางแกะห่อกระดาษมันในมือ หยิบขนมรากบัวกุ้ยฮวาขึ้นมาชิ้นหนึ่ง กัดเบาๆ รสหวานหอมปนกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ทำให้หัวใจที่ตึงเครียดมาทั้งวันคลายลงเล็กน้อย

“อืม... อร่อยจริงๆ”

นางพึมพำในลำคออย่างพอใจ พลางเอนหลังพิงเบาะ นึกถึงแผนการหลังกลับถึงจวน

คืนนี้ต้องให้เม่ยเซียงจัดอ่างน้ำอุ่นพร้อมกลีบดอกบัวหอมไว้เสียหน่อย อาบน้ำแล้วจะได้นอนพักเต็มตา วันนี้นางทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด แทบหมดแรง

คิดได้เท่านั้น รอยยิ้มบางก็ผุดขึ้นบนริมฝีปาก นางยังคิดต่อในใจว่า เม่ยเซียงเองก็คงเหนื่อยไม่น้อย ควรให้สาวใช้ได้พักบ้างเหมือนกัน

แต่ยังไม่ทันได้คิดต่อให้จบ เสียงม่านรถม้าถูกขยับกะทันหัน

ม่านรถที่ถูกปิดแน่นพลันถูกปลดออกอย่างแรง ฉัวะ!

และทันทีที่แสงจากภายนอกสาดเข้ามา มือขาวซีดแต่มีโครงกระดูกชัดเจน นิ้วยาวเรียวเย็นเยียบ ได้สอดเข้ามาในรถก่อนที่ม่านจะเปิดออกจนสุด

หัวใจของไป๋ซืออวี่สะดุ้งวาบ ร่างทั้งร่างแข็งค้างในทันที นางเงยหน้าช้าๆ และสบเข้ากับดวงตาสีดำล้ำลึกที่เย็นเยียบจนแทบไร้ชีวิตชีวา

เป็นเขา เซียวหานเจวี๋ย

ในแววตานั้นไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ แต่เพียงแค่หนึ่งสายตา แต่ก็เพียงพอจะทำให้เลือดในกายของนางเย็นเฉียบลงไปถึงปลายเท้า...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel