บทที่ 7 - 1
ภายในเรือนของเจิ้งฮูหยิน เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนถึงยามเที่ยง เมื่อถึงเวลามื้ออาหาร ซูจื้อเหิงก็เข้ามาร่วมโต๊ะด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกของไป๋ซืออวี่หรือไม่ แต่นางกลับรู้สึกว่าครานี้สีหน้าของซูจื้อเหิงดูไม่สู้ดีนัก ราวกับแฝงความไม่พอใจบางอย่างอยู่ในที
ทั้งสามนั่งรออยู่ในห้องโถงด้านหน้าเพื่อรอซูจิ่งเหยาให้มาร่วมโต๊ะ แต่สาวใช้ที่ถูกส่งไปกลับมารายงานว่า
“คุณหนูห้าบอกว่ารู้สึกไม่สบายเจ้าค่ะ วันนี้ขออยู่เพียงในเรือนของตน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเจิ้งฮูหยินก็พลันหม่นลงทันใด
“ช่างเถอะๆ หากจิ่งเหยาไม่สบาย ก็ปล่อยให้นางอยู่พักผ่อนตามลำพังเถอะ คงกลัวว่าความเจ็บไข้จะลามมาถึงพวกเราด้วยกระมัง รอให้คราวหน้าที่อาอวี่กลับมา ค่อยพบกันใหม่ก็ได้”
ซูจื้อเหิงรีบออกปากกลบเกลื่อนบรรยากาศ
“อย่าได้เอ่ยถึงนางอีกเลย พวกเรากินกันเถอะ อาอวี่ ลองชิมดูสิ ข้าให้โรงครัวจัดอาหารที่เจ้าชอบไว้หลายอย่าง”
แม้สีหน้าของเจิ้งฮูหยินจะยังดูไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่ได้ต่อว่าหรือกล่าวโทษอันใดต่อไป
ซูจื้อเหิงหัวเราะ พลางรับคำต่อจากมารดา
“เจ้าอาจไม่รู้หรอกอาอวี่ ท่านแม่รู้ว่าเจ้าจะกลับมาวันนี้ จึงให้คนในครัวเตรียมวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าสองวันเต็ม รีบลองชิมดูสิ”
“ท่านน้ากรุณามากเจ้าค่ะ”
ไป๋ซืออวี่กล่าวตอบอย่างสุภาพ นางไม่คาดคิดเลยว่าเจิ้งฮูหยินจะให้ความสำคัญกับร่างเดิมของนางถึงเพียงนี้ คิดไปคิดมา บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ร่างเดิมของนางมั่นใจนักว่าจะได้แต่งกับซูจื้อเหิง
หลังมื้ออาหาร เจิ้งฮูหยินให้ซูจื้อเหิงพาไป๋ซืออวี่ออกไปเดินชมสวนเพื่อช่วยย่อยอาหาร พร้อมทั้งแนะให้กลับไปดูห้องหับที่เคยอยู่ก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาหานางอีกครั้ง
ในแผ่นดินต้าฮวานี้ ผู้คนมีธรรมเนียมเปิดกว้างนัก มิได้มีข้อห้ามเข้มงวดว่าชายหญิงจะต้องแยกกันตั้งแต่เยาว์วัย หรือไม่อาจร่วมโต๊ะ ร่วมห้อง หรือร่วมทางกันได้
บนถนนหนทางยังมีคู่หนุ่มสาวที่ยังมิได้แต่งงานเดินเคียงกันให้เห็นอยู่ทั่วไป และแม้หญิงสาวจะออกเรือนแล้ว ก็ไม่ถือว่าผิดหากต้องพูดคุยกับบุรุษอื่นอย่างเปิดเผย
อาจเพราะผู้เขียนเรื่องนี้เป็นคนสมัยใหม่ ฉะนั้นในแผ่นดินสมมตินี้ การคบหาของชายหญิงจึงถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องหลบเลี่ยง
ดังนั้นแม้ร่างเดิมของนางจะแต่งเข้าสกุลเซียวแล้ว ก็ยังสามารถพบปะพูดคุยกับซูจื้อเหิง หรือกับบุรุษคนอื่นๆ ที่เคยคุ้นหน้าได้ตามเดิม
ขณะทั้งสองเดินเคียงกันเข้าสู่สวน ฤดูร้อนกำลังถึงห้วงงามที่สุด บึงบัวกลางสวนเบ่งบานชูช่อทั่วผืนน้ำ กลิ่นเกสรหอมกรุ่นลอยคลุ้งอยู่ในอากาศอย่างอ่อนโยน
ระหว่างก้าวเดิน ไป๋ซืออวี่ก็คิดหาทางในใจ ว่าควรจะอธิบายต่อซูจื้อเหิงอย่างไรดี ว่าเรื่องระหว่างนางกับเซียวหานเจวี๋ยในวันนั้น หาใช่การกลั่นแกล้งของเซินอวี้จิงไม่
ในเนื้อเรื่องเดิม เหตุการณ์นี้ลงเอยด้วยการที่ความจริงเกือบถูกเปิดโปงว่าเป็นร่างเดิมของนางที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด และสุดท้ายนางก็ต้องออกมาแก้ต่างด้วยตนเอง ว่าเรื่องนี้มิได้เกี่ยวข้องกับเซินอวี้จิงเลยแม้แต่น้อย
ในตอนแรกนั้น ซูจื้อเหิงไม่ยอมเชื่อเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งซูจิ่งเหยาได้นำหลักฐานมากมายมายืนยันตรงหน้า เขาถึงได้เริ่มเข้าใจว่าตนเข้าใจผิดเซินอวี้จิงไปจริงๆ
เมื่อความจริงกระจ่าง เขาก็เต็มไปด้วยความเสียใจและสำนึกผิดอย่างลึกซึ้ง จากนั้นจึงเริ่มต้นเส้นทางไถ่โทษและพยายามตามง้อหญิงคนรักอย่างไม่ลดละ
ไป๋ซืออวี่คิดวนอยู่ในใจไม่หยุด ว่านางควรพูดอย่างไรจึงจะทำให้ซูจื้อเหิงเชื่อจริงๆ
ขณะที่ยังตกอยู่ในห้วงความคิดนั้นเอง ก็มีบ่าวชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาจากอีกฟากของสวน เขากระซิบพูดบางอย่างข้างหูซูจื้อเหิง ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในบัดดล
“ท่านพี่รอง หากมีธุระก็ไปจัดการเถิดเจ้าค่ะ ข้ามีเม่ยเซียงอยู่ด้วย ไม่ต้องกังวล”
ซูจื้อเหิงพยักหน้ารับ ไม่ได้เกี่ยงงอน เขาเพียงกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพ แล้วจึงรีบจากไปพร้อมบ่าวชายอย่างเร่งรีบ
ไป๋ซืออวี่กับเม่ยเซียงเดินต่อไปตามทางร่มริมสวน ไม่นานก็ถึงริมสระน้ำที่บัวกำลังเบ่งบานสะพรั่ง
สายลมอ่อนพัดกลิ่นหอมกรุ่นของเกสรบัวเข้ามาปะทะปลายจมูก ทั้งสองจึงค่อยๆ เดินทอดน่องไปตามแนวร่มไม้
อยู่ๆ เม่ยเซียงก็พูดขึ้นเบาๆ “คุณหนูเจ้าคะ ที่ศาลาริมน้ำข้างหน้า เห็นคุณหนูห้ากับคุณหนูเซินอยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ”
ไป๋ซืออวี่เงยหน้ามองตามทันที และจริงดังว่า ที่ศาลาริมน้ำไม่ไกล มีสตรีสองนางในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่กำลังสนทนาอย่างออกรส เสียงหัวเราะแผ่วหวานดังลอดออกมาพร้อมลมเย็น ข้างกายของแต่ละคนมีสาวใช้ยืนคอยอยู่สองคน
หนึ่งในนั้นใบหน้าสง่างามแฝงความอ่อนโยน ดวงตาสุกใสดั่งน้ำในลำธาร เพียงมองคราเดียว ไป๋ซืออวี่ก็แน่ใจได้ในทันทีว่านางคือเซินอวี้จิง นางเอกของเรื่อง
และเมื่อนึกถึงสีหน้าของซูจื้อเหิงในมื้อกลางวันที่ผ่านมา นางก็เข้าใจทันทีว่า ทั้งสองคงได้พบกันแล้วเป็นแน่
ไป๋ซืออวี่รู้ดี ซูจิ่งเหยาเพียงได้เห็นหน้าร่างเดิมของตนก็คงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเย้ยหยัน นางไม่อยากสร้างเรื่องเพิ่ม จึงคิดจะอ้อมไปตามทางเล็กข้างสระเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้น เสียงหญิงสาวที่แฝงแววเย้ยหยันก็แว่วมาแต่ไกล
“โอ้โฮ... นี่หรือซื่อจื่อเฟยเอกคนใหม่แห่งจวนหนานอี้อ๋อง!”
เสียงแหลมเล็กที่แฝงด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นมาจากศาลาริมน้ำ
“ทำไมกันเล่า... เพียงได้โผสู่กิ่งสูง กลายเป็นหงส์ฟ้าเหนือเมฆ ก็ไม่คิดเหลียวแลสหายเก่าดังเดิมกระนั้นหรือ? หรือเพราะเคยทำกรรมชั่วไว้ในกาลก่อน จึงหวาดหวั่นว่าหากพลาดพลั้งสักนิด จะถูกลากกลับมาเปิดโปงต่อหน้าผู้คน?”
“แต่ก็มิอาจโทษได้ ที่ซื่อจื่อเฟยไม่ประสงค์จะยอมรับว่าข้ายังเป็นน้องสาวอยู่”
น้ำเสียงของซูจิ่งเหยาเน้นหนักเป็นพิเศษยามเอ่ยคำว่าซื่อจื่อเฟยแห่งหนานอี้อ๋อง
“อย่างไรเสีย ซื่อจื่อแห่งหนานอี้อ๋องก็ชื่อกระฉ่อนไปทั่วทั้งเฟิงจิง อ้อ ไม่สิ ต้องบอกว่าชื่อเสียงเลื่องลือทั่วต้าฮวาเสียด้วยซ้ำ! สกุลซูของพวกเรา ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์กั๋วกง จะกล้าเทียบกับหนานอี้อ๋องได้อย่างไรกัน”
หญิงสาวผู้ที่ตามคำบ่าวบอกว่าล้มป่วยอยู่ในเรือน กลับยกชายกระโปรงขึ้นนิดๆ แล้วยกมือปิดปากหัวเราะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ
“ชื่อเสียงเลื่องลือทั่วต้าฮวา” ถ้อยคำที่ซูจิ่งเหยาออกเสียงเน้นทุกพยางค์ ทำให้บรรยากาศรอบศาลาดูเย็นยะเยือกขึ้นมาทันใด
ข้างกายของนางมีสตรีอีกคนในชุดผ้าโปร่งสีฟ้าอ่อน ใบหน้าละมุนตา แววตาเรียบนิ่งปนเมตตา นางผู้นั้นคือเซินอวี้จิง สตรีผู้มีชะตาเป็นนางเอกในเรื่องเดิมนั่นเอง
เซินอวี้จิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของซูจิ่งเหยาเบาๆ เหมือนจะปรามไม่ให้พูดต่อ แต่ไป๋ซืออวี่กลับไม่สะทกสะท้านกับถ้อยคำเหล่านั้นเลยสักนิด
นางรู้ดีว่ายิ่งตอบโต้ ยิ่งตกหลุมที่อีกฝ่ายขุดไว้ให้ ยิ่งแสดงอารมณ์ นางก็ยิ่งกลายเป็นเป้าสมน้ำหน้าในสายตาคนอื่น
ไป๋ซืออวี่เพียงแย้มรอยยิ้มบาง เอ่ยเสียงเรียบด้วยความสุภาพอ่อนโยน
“คุณหนูห้า... คุณหนูเซิน”
ไป๋ซืออวี่ทักทายทั้งสองคน จากนั้นจึงหันไปพูดคุณหนูห้า ซูจิ่งเหยา
“ข้าเพิ่งได้ยินจากท่านน้าว่าเจ้าป่วยอยู่ในเรือน ก็เลยตั้งใจว่าหลังทานอาหารจะไปเยี่ยมเสียหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบกันที่นี่ เห็นเจ้าสุขสบายดีเช่นนี้ ข้าก็โล่งอกแล้ว”
“เจ้า...” สีหน้าของซูจิ่งเหยานั้นเขียวคล้ำสลับขาว นางขบกรามแน่นด้วยความโกรธ เพราะถ้อยคำอ่อนโยนนั้นกลับแทงใจดำจนทำให้แผนแสร้งป่วยถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน
นางสะบัดตัวเหมือนจะลุกขึ้น แต่ก็ถูกเซินอวี้จิงเอื้อมมือมาจับไว้แน่นใต้โต๊ะ เป็นการเตือนให้ระงับอารมณ์
เซินอวี้จิงรีบเอ่ย “วันนี้คุณหนูห้าป่วยจริงเจ้าค่ะ... เพียงแต่ข้าเห็นว่านอนอยู่ในเรือนตลอดคงไม่ดีนัก เลยชวนให้ออกมาเดินสูดอากาศเสียหน่อย เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย”
น้ำเสียงของเซินอวี้จิงนั้นไม่อ่อนหวานแต่ก็ไม่เย็นชา หากแฝงไว้ด้วยความสงบและหนักแน่นอย่างคนที่ใจมั่นคง
