บทที่ 6
ไป๋ซืออวี่เอนกายนอนบนเตียงได้ไม่นานก็รู้สึกง่วงขึ้นมาอย่างช้าๆ ความคิดในหัวกระจัดกระจายยุ่งเหยิง บางครั้งก็ย้อนกลับไปนึกถึงแววตาเย็นเฉียบของเซียวหานเจวี๋ยในห้องหนังสือ บางครั้งก็ผุดภาพเด็กชายเตียงข้างๆ ในห้องผู้ป่วยขึ้นมาในใจ หรือบางทีก็เผลอคิดถึงเรื่องที่อีกไม่กี่วันจะต้องกลับไปยังจวนกั๋วกง ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง...
นางคิดไปเรื่อยเปื่อยโดยไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เปลือกตาเริ่มหนักขึ้น แล้วค่อยๆ เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
สองวันต่อมาไป๋ซืออวี่ไม่ได้ไปหาเซียวหานเจวี๋ยอีกเลย และเขาเองก็ไม่เคยมาเหยียบที่เรือนของนางเช่นกัน
ไม่ต้องพบหน้า ไม่ต้องเผชิญกับใบหน้าน่าหวาดกลัวนั้น ทำให้เส้นประสาทที่ตึงเครียดของไป๋ซืออวี่คลายลงไปไม่น้อย
ไม่นานนัก วันครบสามวันหลังแต่งจึงมาถึง วันที่ต้องกลับไปเยี่ยมเรือนฝ่ายหญิง
รอยช้ำบนลำคอของไป๋ซืออวี่ยังไม่จางลงดี นางจึงใช้แป้งทาเนื้อหนาแต่งปกปิด ก่อนจะสวมเสื้อคอตั้งทับอีกชั้นเพื่อซ่อนร่องรอยนั้น
นางยืนหน้ากระจกทองแดงอยู่นาน ตรวจดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนจะหันไปถามเม่ยเซียงเพื่อให้แน่ใจว่ามองไม่เห็นจริงๆ จึงค่อยกล้าออกจากเรือน ขึ้นรถม้าไปยังจวนกั๋วกง
เซียวหานเจวี๋ยไม่ได้กลับไปพร้อมนาง ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว ในเมื่อเขากับซูจื้อเหิงต่างก็ไม่อยากพบหน้ากันหากไม่จำเป็น ยิ่งหลังเหตุการณ์ในห้องหนังสือวันนั้น คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า...เขาย่อมไม่อยากเห็นหน้านางอีก
เมื่อมาถึงหน้าจวนกั๋วกง ไป๋ซืออวี่เห็นชายหนุ่มร่างสูงสง่า สวมชุดขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยืนรออยู่กับสตรีในชุดสีน้ำเงินเข้มตรงหน้าประตู
นางคิดในใจว่า ชายผู้นั้นคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซูจื้อเหิง พระเอกในเรื่องนั่นเอง กลิ่นอายของเขาช่างอบอวลไปด้วยความสง่างามและคุณธรรมของคนฝ่ายธรรมะจนแทบจะส่องแสงออกมา
ส่วนสตรีข้างกายน่าจะเป็นมารดาของเขา เจิ้งฮูหยิน ซึ่งก็คือท่านน้าซึ่งเป็นน้องสาวของมารดาร่างเดิมของนางเอง
ไป๋ซืออวี่มองโดยรอบอีกครั้ง เห็นว่ามีเพียงพวกสาวใช้กับบ่าวรับใช้ยืนอยู่เท่านั้น ไม่เห็นคุณหนูห้า ซูจิ่งเหยา อยู่ด้วย
นางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่ต้องเผชิญหน้ากันตั้งแต่ก้าวแรกก็ดีแล้ว เพราะทั้งคู่ต่างก็ไม่อยากเห็นหน้ากันอยู่แล้ว
หลังลงจากรถม้า เจิ้งฮูหยินยังคงชำเลืองมองเข้าไปในรถอย่างรอคอยใครบางคน ไป๋ซืออวี่เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาเซียวหานเจวี๋ย
นางจึงรีบคารวะและเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพว่า “เดิมทีซื่อจื่อตั้งใจจะมากับข้าเจ้าค่ะ แต่พอใกล้เวลาออกเดินทาง ก็มีคนเข้ามารายงานเรื่องด่วนเสียก่อน เขาจึงต้องไปจัดการอย่างกะทันหัน ฝากให้ข้ามาคาราวะขออภัยท่านน้าแทน และจะหาโอกาสมาคาราวะท่านด้วยตนเองภายหลังเจ้าค่ะ”
ไป๋ซืออวี่กล่าวถ้อยคำที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างสำรวม
“ท่านอ๋องไม่อยู่ในจวน ส่วนซื่อจื่อก็มีราชกิจมากมายต้องจัดการ จำต้องเร่งสะสางก่อนเข้าร่วมงาน ถือเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วเจ้าค่ะ อย่างไรเสีย พวกเราล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จะพบกันวันใดก็ย่อมได้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในครานี้นักเจ้าค่ะ”
เจิ้งฮูหยินแม้เอ่ยวาจาว่าไม่ถือสา แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับคำแก้ตัวของนางนัก
ไป๋ซืออวี่คิดในใจว่า เจิ้งฮูหยินคงให้ความสำคัญกับตนในร่างเดิมไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่สนใจถึงเพียงนี้ว่า เซียวหานเจวี๋ยจะกลับมาด้วยหรือไม่
นางยังจำได้รางๆ ว่าในเรื่องเดิม เจิ้งฮูหยินเคยลงโทษซูจิ่งเหยาหลายครั้งเพื่อปกป้องร่างเดิม อีกทั้งยังไม่ชอบหน้านางเอกอย่างเซินอวี้จิงเท่าใดนัก ยิ่งทำให้ความรักระหว่างพระเอกกับนางเอกต้องต้องเจออุปสรรคมากมาย
“ท่านแม่ขอรับ อย่าให้น้องหญิงต้องยืนคุยอยู่หน้าประตูเลยขอรับ กลับเข้าไปในเรือนก่อนเถอะ มีสิ่งใดค่อยพูดกันข้างในดีกว่า”
ซูจื้อเหิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน พลางประคองเจิ้งฮูหยินเดินเข้าไปในจวน บ่าวข้างกายก็รีบเข้าไปยกหีบของขวัญจากรถม้าเข้ามาในเรือน
พอเจิ้งฮูหยินเห็นของที่มากับนาง สีหน้าก็อ่อนลงเล็กน้อย ไป๋ซืออวี่เข้าใจดีว่าจวนกั๋วกงไม่ขาดของพวกนี้ และเจิ้งฮูหยินเองก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจ เพียงแต่เห็นแล้วก็คงคิดว่าทางจวนหนานอี้อ๋องยังให้ความสำคัญ ไม่ได้ดูหมิ่นหลานสาวของตน
“แปลกนัก เพียงไม่กี่วันมิได้พบ เหตุใดวันนี้กลับดูราวกับเป็นคนละคน หลังออกเรือนไป น้องหญิงดูสุขุมขึ้นมากทีเดียว”
ซูจื้อเหิงเอ่ยหยอกด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เมื่อได้ยินคำว่าดูเป็นคนละคน หัวใจไป๋ซืออวี่พลันสะท้าน ก่อนจะค่อยคลายกังวลเมื่อเขาพูดต่อ
“ที่ท่านพี่เจ้าว่ามาก็จริง” เจิ้งฮูหยินกล่าวพลางพยักหน้าเบาๆ “วันนี้ข้ามองเจ้าก็รู้สึกว่าเจ้าดูนิ่งขึ้นกว่าก่อนแต่งมากทีเดียว”
ไป๋ซืออวี่ยิ้มบางพลางตอบ “ทั้งหมดนี้ก็เพราะคำสั่งสอนของท่านน้าเจ้าค่ะ”
“เจ้าก็เอาแต่พูดหวานป้อยอข้าอยู่เรื่อย” เจิ้งฮูหยินหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงอบอุ่น
ทั้งสามคนพูดคุยหยอกล้อกันไปจนถึงเรือนของเจิ้งฮูหยิน ซูจื้อเหิงบอกว่ามีธุระต้องจัดการอีกเล็กน้อย จึงขอตัวออกไปก่อน และจะกลับมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นในภายหลัง
ภายในห้องจึงเหลือเพียงเจิ้งฮูหยินกับไป๋ซืออวี่สองคน เจิ้งฮูหยินมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนลงว่า
“เมื่อครู่ข้างนอกคนเยอะ ข้าไม่สะดวกจะพูด... เจ้าบอกข้ามาตามตรงเถิด ว่าซื่อจื่อปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไรบ้าง”
“อย่ากลัวไปเลย หากเจ้าไม่อยากอยู่กับเขาจริงๆ ข้าจะช่วยจัดการให้ ต่อให้ต้องไปกราบทูลฮองเฮา ข้าก็จะหาทางให้เจ้าหย่ากับเขาให้ได้”
น้ำเสียงที่เคยสง่างามกลับสั่นเครือขึ้นทีละน้อย
“เมื่อครั้งก่อนข้ามิอาจปกป้องท่านแม่ของเจ้าไว้ได้ ปล่อยให้นางจากไปก่อนวัยอันควร... ตอนนี้กลับยังช่วยเจ้าไม่ได้อีก ปล่อยให้เจ้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้ารู้สึกผิดนัก”
“หากเจ้าต้องมีชีวิตลำบาก ข้าจะมีหน้าไปพบท่านแม่เจ้าที่ยมโลกได้อย่างไรกัน...”
คำพูดของเจิ้งฮูหยินเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ราวกับกำลังย้อนคิดถึงเรื่องในอดีต
ไป๋ซืออวี่ได้ยินแล้วใจเต้นแรง หากเจิ้งฮูหยินช่วยพูดขอให้ตนได้หย่ากับเซียวหานเจวี๋ยจริงๆ ความหวาดกลัวทั้งหมดก็จะหมดสิ้นไปในทันที!
แต่พอคิดถึงบุรุษเยือกเย็นผู้นั้น กับสายตาเย็นเยียบราวน้ำแข็งในคืนนั้น... หากเรื่องนี้ผิดพลาด นางอาจต้องรับผลที่ร้ายยิ่งกว่าเดิม เรื่องนี้คงต้องรอให้แน่ใจก่อน ว่าเขาคิดอย่างไร จึงจะตัดสินใจได้
ไป๋ซืออวี่ยิ้มบาง เอ่ยเสียงนุ่ม “ซื่อจื่อปฏิบัติกับข้าดีเจ้าค่ะ ท่านน้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามั่นใจว่าท่านแม่ข้าก็คงอยากเห็นท่านน้ามีความสุข ไม่ต้องโศกเศร้าเพราะเรื่องในอดีตอีก”
เจิ้งฮูหยินได้ยินแล้ว น้ำตาก็คลอหน่วย
“เด็กดีของข้า เจ้าช่างเหมือนท่านแม่เจ้าจริงๆ ทั้งอ่อนโยน ทั้งไม่ยอมบ่นแม้ต้องเจ็บปวด... ข้ากลัวเหลือเกิน ว่าเจ้าจะต้องเก็บความทุกข์ไว้คนเดียวเหมือนท่านแม่ของเจ้า”
“จำไว้นะ หากเจ้าถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับความอับอาย ต้องมาบอกข้า อย่าเก็บไว้คนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอยู่ข้างหลังเจ้าตลอดไป”
“หากข้ารับเจ้ามาอยู่ที่เฟิงจิงเร็วกว่านี้ เจ้าก็คงไม่ต้องทนทุกข์ถึงเพียงนั้น... ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง”
เจิ้งฮูหยินเอื้อมมือขึ้นลูบแก้มของนางอย่างแผ่วเบา สายตาเต็มไปด้วยความอาทร คล้ายจะมองทะลุผ่านร่างของนางไปยังใครบางคนในอดีต
ไป๋ซืออวี่เอียงหน้าเล็กน้อย ยิ้มบาง “ตอนนี้ท่านน้าก็ยังดูแลข้าอยู่มิใช่หรือเจ้าคะ เรื่องในอดีตปล่อยให้มันผ่านไปเถิด อีกอย่าง... บุรุษเช่นซื่อจื่อ มีหญิงสาวในเฟิงจิงมากมายที่อยากได้เขาเป็นสามี ท่านน้าควรดีใจแทนข้ามากกว่าจะกังวลเจ้าค่ะ”
เจิ้งฮูหยินหัวเราะเบาๆ ทั้งที่แววตายังเจือความสะเทือนใจ
“ดี... ดีจริงๆ ข้าดีใจแทนเจ้า”
“แต่เด็กดีของข้าเอ๋ย... อย่าฝืนใจเพียงเพื่อให้ข้าสบายใจเลยนะ เจ้าต้องจำไว้นะ”
“เจ้าค่ะท่านน้า ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง แต่ไม่นานนัก เจิ้งฮูหยินก็เปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงเรื่องในเรือนหอ
ไป๋ซืออวี่ถึงกับชะงัก นางกับเซียวหานเจวี๋ยไม่เคยแม้แต่จะได้นอนร่วมเตียงกันด้วยซ้ำ เรื่องแบบนั้นจะให้ตอบยังไงได้เล่า!
นางทำได้เพียงฝืนยิ้ม พลางนึกถึงความรู้ที่เคยได้จากหนังสั้นเพื่อการศึกษาที่เคยดูสมัยอยู่ในโลกเดิม ก่อนจะพยายามเรียบเรียงคำตอบให้ดูสมจริงที่สุด
เจิ้งฮูหยินฟังแล้วพยักหน้า เหมือนจะเข้าใจผิดไปอีกทางหนึ่ง
“บุรุษทั้งหลาย เรื่องพวกนี้มักไม่รู้จักหนักเบา เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะพวกที่ผ่านการฝึกยุทธ์มาก่อน มักจะมือหนักกว่าใครเขา...”
“แต่ถ้าเจ้าเจ็บหรือไม่ชอบใจ ก็ต้องกล้าปฏิเสธ อย่ายอมไปเสียหมด ทุกอย่างต้องมีขอบเขตของมัน”
เจิ้งฮูหยินพูดด้วยท่าทางจริงจัง ก่อนจะลดเสียงลงให้เบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“เรื่องเช่นนี้ ต้องอาศัยสตรีเป็นฝ่ายชี้นำ สอนให้เขาทำในแบบที่เจ้าพอใจ ถึงจะมีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่อย่างนั้นหากบุรุษมัวแต่เอาแต่ใจตัวเอง ก็จะทำให้สตรีต้องทนโดยไม่รู้รสรักเอาได้”
“สิ่งเหล่านี้ต้องเรียนรู้กันไปทีละน้อย ค่อยๆ เข้าใจผ่านกาลเวลา”
ไป๋ซืออวี่ได้ฟังแล้วแทบอยากเอาหน้ามุดหมอนหนีให้รู้แล้วรู้รอด นางไม่เข้าใจเลยว่า จากบทสนทนาอันโศกเศร้าเมื่อครู่ ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นการพูดคุยเรื่อง... เรือนหอได้!
แต่ในเมื่อไม่มีทางเลี่ยง นางก็จำต้องฝืนยิ้ม ตอบรับด้วยสีหน้าที่ทำเป็นแดงระเรื่ออย่างอายๆ พออีกฝ่ายเอ่ยถึงคืนเข้าหอ นางก็ยังต้องฝืนทำหน้าประหนึ่งเขินอายแต่แฝงแววพึงใจ เพื่อให้เจิ้งฮูหยินเชื่อสนิทใจว่าชีวิตหลังแต่งงานนั้นราบรื่นดี
