บทที่ 5
“ใช่หรือไม่ว่าเป็นซื่อจื่อ?”
“คุณหนูเป็นซื่อจื่อเฟยที่เขาแต่งอย่างถูกต้องตามพิธี จะทำกับคุณหนูเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? หากฮูหยินท่านกั๋วกงล่วงรู้ว่าซื่อจื่อปฏิบัติต่อคุณหนูเยี่ยงนี้ เกรงว่าจะไม่มีวันยอมให้ท่านแต่งเข้ามาแน่เจ้าค่ะ!”
“อีกสองวันก็ต้องกลับจวนแล้ว หากคุณหนูห้ารู้เข้า คงไม่วายฉวยโอกาสนินทาเป็นแน่ เป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะ ตอนคุณหนูบอกว่าจะไปที่เรือนชิงฮุ่ย บ่าวควรห้ามไว้ หรืออย่างน้อย...ก็ควรตามไปด้วย”
เสียงสะอื้นของเม่ยเซียงยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับไหล่บอบบางที่สั่นสะท้านด้วยความเสียใจ นางเจ็บปวดแทนคุณหนูอย่างสุดหัวใจที่ต้องถูกกระทำราวกับไร้เกียรติ และยิ่งหวาดหวั่นว่าคุณหนูจะต้องตกเป็นเป้าหัวเราะเยาะของผู้อื่นเพราะเรื่องแต่งงานครั้งนี้
“เม่ยเซียง ข้ารู้สึกเหนื่อย อยากพักสักหน่อย เจ้าก็ไปพักเถอะ”
ไป๋ซืออวี่รู้สึกหมดเรี่ยวแรง ไม่อยากพูดหรือรับรู้อะไรอีก นางเพียงอยากอยู่คนเดียว
“แต่...คุณหนู...”
“ไปเถอะ เม่ยเซียง ปล่อยข้าไว้เงียบๆ สักพัก”
เม่ยเซียงยังอยากพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็เชื่อฟังคำสั่ง ถอยออกจากห้องไปอย่างอ้อยอิ่ง
ขณะที่ไป๋ซืออวี่เดินเข้าไปยังห้องใน ยังได้ยินเสียงเม่ยเซียงสะอื้นพลางปิดประตูห้องด้านนอก ทว่าตอนนี้ไป๋ซืออวี่ไม่มีเรี่ยวแรงจะสนใจสิ่งใดอีกแล้ว นางเดินเข้าไปแล้วทรุดตัวลงบนเตียง ซุกตัวเข้าในผ้าห่มหนานุ่ม ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
นางไม่อาจเก็บงำความหวาดกลัวและความอัดอั้นในใจได้อีกต่อไป ได้แต่ขดตัวร้องไห้อย่างสิ้นหวังอยู่ในผ้าห่ม
อยู่ดีๆ ก็ต้องมาพบว่าตนเองหลุดเข้ามาในโลกที่ไม่รู้จัก ต้องแต่งให้กับชายผู้โหดเหี้ยม เย็นชา อารมณ์แปรปรวน และที่น่ากลัวที่สุด ในตอนจบนางยังต้องตายด้วยน้ำมือของเขาอีกด้วย ชีวิตในตอนนี้ช่างน่าหวาดหวั่น ต้องคอยระวังภัยทุกลมหายใจ
นางเพียงคิดจะผูกไมตรี พยายามเข้าหาเขาด้วยใจจริง ทว่ากลับถูกมองว่าเป็นเพียงสายลับที่ศัตรูส่งมาหลอกล่อ หากในวันนี้เพียงพลาดไปอีกเพียงก้าวเดียว เกรงว่านางคงต้องสิ้นลมหายใจอยู่ในห้องหนังสือนั่นแล้วจริงๆ
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในห้องหนังสือเมื่อครู่ ไป๋ซืออวี่รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังและหวาดกลัวที่เอ่อล้นในใจ
แม้ในอดีตร่างเดิมของนางจะป่วยอ่อนแอและรู้ดีว่าคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ก็ไม่เคยเข้าใกล้ความตายได้มากเท่านี้มาก่อนเลย
แท้จริงแล้ว สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการรอความตายอย่างยาวนาน หรือการตายในพริบตา คือการถูกความหวาดกลัวกัดกิน ถูกทรมานทีละน้อยจนใจแทบสลาย
ไป๋ซืออวี่มั่นใจว่า เมื่อครู่ในห้องหนังสือของเซียวหานเจวี๋ย เขาตั้งใจจะฆ่านางจริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้านในใจ ความหวาดหวั่นต่ออนาคตเริ่มกลืนกินทุกลมหายใจ
เซียวหานเจวี๋ย...น่ากลัวยิ่งกว่าที่นางเคยจินตนาการไว้เสียอีก
ไป๋ซืออวี่รู้สึกแน่นในอก ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมชะตากรรมต้องเลือกนาง ทำไมชีวิตของคนอื่นถึงได้เต็มไปด้วยความสุข ความสมบูรณ์พร้อม มีครอบครัวอบอุ่นและชีวิตราบรื่น ในขณะที่นางกลับต้องต่อสู้แม้กระทั่งเพื่อสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่อย่างปกติ
ทำไมกันนะ... ทั้งที่เพิ่งได้ร่างกายที่แข็งแรงมาครอบครอง กลับต้องใช้มันเพื่อคอยหวาดกลัวว่าจะถูกฆ่าตายทุกเมื่อ?
ทำไมต้องพยายามประจบเอาใจคนที่อยากฆ่าตัวเองด้วยเล่า?
ไป๋ซืออวี่รู้สึกเหมือนหัวใจจะระเบิดออกจากอก ความคับแค้นและน้อยเนื้อต่ำใจเอ่อล้นจนแทบหายใจไม่ออก อยากจะร้อง อยากจะระบายให้หมด แต่ก็คิดไม่ออกว่าทำไมทุกอย่างถึงต้องเป็นเช่นนี้
ทว่าชีวิตมนุษย์...ไหนเลยจะมีคำตอบให้กับคำถามทุกข้อได้เล่า?
บางคนเกิดมาก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต แต่บางคนกลับต้องต่อสู้แม้กระทั่งเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกวัน เราไม่อาจรู้ได้ว่าทำไมโชคชะตาจึงโหดร้ายเช่นนี้ ได้แต่บอกตัวเองว่า คงเป็นเพราะสวรรค์ต้องการให้เราผ่านความทุกข์ยาก เพื่อเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง
ไม่รู้ว่านางปล่อยให้ตัวเองฟูมฟายอยู่นานเท่าไร ไป๋ซืออวี่จึงค่อยๆ ดึงร่างที่ขดอยู่ใต้ผ้าห่มออกมา
หลังจากระบายความรู้สึกออกไปจนหมด แม้ในใจยังคงเจ็บปวด แต่ก็เริ่มสงบลงกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
ไป๋ซืออวี่ไม่ได้สนใจสภาพผมเผ้าที่รุงรังหรือเสื้อผ้าที่ดูไม่เรียบร้อยนัก นางลุกจากเตียงไปยังห้องชั้นนอก หยิบก้อนน้ำแข็งขึ้นมานั่งหน้ากระจกทองแดง แล้วเริ่มกลิ้งน้ำแข็งไปมาบนดวงตาที่บวมช้ำ
แม้ในใจยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่เมื่อมองเห็นตัวเองในกระจก ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแดงและรอยกดแปลกๆ ไม่รู้เกิดจากอะไร ไป๋ซืออวี่กลับหลุดหัวเราะออกมา หลังจากหัวเราะทั้งน้ำตาไปได้ครู่หนึ่ง ความอึดอัดในอกก็ค่อยๆ คลายลงมากโข
นางเปลี่ยนน้ำแข็งมาหลายรอบ จนมือชาจากความเย็นจึงเลิกประคบ แล้วปลดปิ่นที่พันกับเส้นผมออก ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น แล้วถอดเสื้อผ้าที่ทั้งยับและเปื้อนน้ำตาออก พอเอนตัวลงบนเตียงอีกครั้ง ใจที่ยังเต้นระส่ำก็เริ่มสงบลงเล็กน้อย
แต่เพียงครู่เดียว ความสงบก็ถูกแทนที่ด้วยความคิดฟุ้งซ่าน อีกไม่กี่วันต้องกลับไปจวนกั๋วกงนี่นา เมื่อนึกถึงคำพูดของเม่ยเซียงก่อนหน้านี้ที่เอ่ยถึงคุณหนูห้า ไป๋ซืออวี่ก็เริ่มเข้าใจทันที
คุณหนูห้าที่เม่ยเซียงพูดถึงก็คือซูจิ่งเหยา บุตรีลำดับที่ห้าแห่งจวนกั๋วกง ผู้ที่ไม่เคยชอบขี้หน้าร่างเดิมของนาง และมักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอ
ซูจิ่งเหยาเป็นน้องสาวแท้ๆ ของซูจื้อเหิง พระเอกในนิยายต้นฉบับ ส่วนนางเอกในเรื่องนั้นคือเซินอวี้จิง
ทั้งสองคนรู้จักกันจากงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง ซูจิ่งเหยาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากและได้รับความช่วยเหลือจากเซินอวี้จิง ทำให้ทั้งคู่สนิทกันตั้งแต่นั้น และกลายเป็นสหายที่คบหากันอย่างลึกซึ้ง
จะว่าไป ทุกครั้งที่พระเอกกับนางเอกเข้าใจกันผิดและกลับมาคืนดีก็ล้วนมีซูจิ่งเหยาเป็นสะพานเชื่อมแทบทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นมือขับเคลื่อนความรักตัวจริงในเรื่องเนื้อเรื่องเดิม
ในฐานะบุตรีตระกูลสูงศักดิ์ ซูจิ่งเหยาเติบโตมาอย่างเอาแต่ใจ แต่ถึงกระนั้นนิสัยก็ยังตรงไปตรงมาและกล้าได้กล้าเสีย ยิ่งทำให้นางดูแคลนร่างเดิมของไป๋ซืออวี่เข้าไปใหญ่
เพราะในสายตาของซูจิ่งเหยา ไป๋ซืออวี่คือหญิงที่ภายนอกดูบอบบางเรียบร้อย แต่ภายในกลับแฝงพิษร้าย ชอบใช้ความอ่อนโยนเป็นเครื่องมือควบคุมบุรุษเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ พูดง่ายๆ ก็คือชาเขียวตัวแม่
ใช่แล้ว แม้ร่างเดิมของไป๋ซืออวี่จะหลงรักเพียงคุณชายซูคนเดียวในใจ แต่ลับหลังกลับคอยโปรยเสน่ห์ไว้ทุกทิศทาง
บรรดาชายหนุ่มที่ลุ่มหลงในความอ่อนโยนของนาง บ้างก็คิดจะรับนางเป็นภรรยา บ้างก็เป็นพวกเจ้าชู้ที่มองนางเป็นเพียงของเล่นชั่วคราว และนางก็ไม่เคยสนใจว่าใครคิดเช่นไร เพราะสิ่งที่ร่างเดิมต้องการมีเพียงผลประโยชน์ที่ได้จากการเอาใจคนเหล่านั้นเท่านั้น
และในเนื้อเรื่องต้นฉบับ แม้แต่งงานกับตัวร้ายเซียวหานเจวี๋ยไปแล้ว ร่างเดิมก็ยังไม่ยอมตัดขาดกับบรรดาชายสำรองเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ร่างเดิมมักร้องไห้พลางพร่ำบอกบรรดาชายที่คอยพัวพันว่า ตัวร้ายนางปฏิบัติกับอย่างไรบ้าง บอกว่าชีวิตในจวนอ๋องนั้นเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย บางครั้งก็เล่าทั้งน้ำตาว่า หากวันนั้นไม่ถูกกลั่นแกล้ง ข้าคงได้แต่งกับคนธรรมดาแต่รักข้าจริง เราคงได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายแสนสุขร่วมกัน
แน่นอนว่าชายเหล่านั้นต่างเข้าใจทันทีว่าคนธรรมดาแต่รักนางจริงนั้นหมายถึงตนเอง และรู้สึกว่าตนต้องรับบทเป็นผู้กอบกู้หญิงงามผู้ถูกทำร้ายจากไฟนรกแห่งจวนอ๋อง
ร่างเดิมในเรื่องเป็นหญิงอ่อนแอที่เติบโตมาแบบไร้ที่พึ่ง ถูกฝากเลี้ยงในเรือนคนอื่นมาตลอด พอถึงวัยที่ควรได้มีชีวิตเป็นของตนเอง กลับต้องถูกกลั่นแกล้งให้แต่งเข้าวังอ๋องที่เต็มไปด้วยความทุกข์ และเขาเหล่านั้นก็เป็นเพียงคนเดียวที่นางไว้ใจระบายความในใจได้ จึงยิ่งรู้สึกว่าตนคือผู้มีภารกิจกอบกู้ชีวิตนางจากขุมนรก
บางทีอาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผู้ชายมักมีสัญชาตญาณแปลกประหลาด พอเห็นภรรยาคนอื่นใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยาก ก็มักคิดว่าตัวเองควรเข้าไปช่วยนางให้พ้นจากความทุกข์นั้น
พวกเขาชอบจินตนาการว่าตัวเองเป็นฮีโร่ของภรรยาคนอื่น แต่กลับมองไม่เห็นความเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละของภรรยาตัวเองเลย
มันคือจิตใจแบบเดียวกับผู้ชายที่อยากช่วยหญิงในหอนางโลม พวกเขาไม่ได้ต้องการช่วยใครจริงๆ แค่เพียงต้องการเสพความรู้สึกยิ่งใหญ่ การได้เป็นผู้เปลี่ยนชะตาชีวิตของใครบางคน ให้ตนเองรู้สึกเหนือกว่าและมีค่า
และเพื่อสนองความพึงพอใจนี้ พวกเขายอมทุ่มเททั้งเวลา เงินทอง หรือสิ่งอื่นๆ เพื่อซื้อความรู้สึกว่าตนเองคือผู้เสียสละ
ทั้งที่แท้จริงมันเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน เพียงแต่พวกเขาปิดบังความจริงนั้นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเสียสละและความรัก
ร่างเดิมเองก็เข้าใจดีถึงจิตวิทยาอันโง่เขลานี้ และใช้มันให้เป็นประโยชน์
นางโปรยตาข่ายกว้างเสมอ และมักจะมีอยู่สองสามคนที่ตกอยู่ในเงื้อมมือ จึงคัดเลือกเป้าหมายหลักออกมาเลี้ยงดูอย่างตั้งใจ
และนี่เองที่ทำให้ซูจิ่งเหยาดูถูกร่างเดิมยิ่งนัก ไม่ใช่แค่เพราะนิสัยอ่อนหวานแต่จิตใจเต็มไปด้วยกลอุบาย แต่ยังเพราะพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุรุษมากมายจนแยกไม่ออก
เดิมทีซูจิ่งเหยาก็แค่รังเกียจและไม่อยากยุ่งกับร่างเดิมเท่านั้น แต่ต่อมากลับพบว่าสหายสนิทที่สุดของตน เซินอวี้จิงดันตกหลุมรักชายคนเดียวกันกับนาง และคนที่เข้าข้างไป๋ซืออวี่อย่างโจ่งแจ้งนั้น...ก็คือ พี่ชายของนางเอง
ราวกับฟ้าจงใจกลั่นแกล้ง คนที่ซูจิ่งเหยาชอบก็ยังยอมทำตามคำพูดของไป๋ซืออวี่แทบทุกอย่าง! จะไม่ให้ซูจิ่งเหยาโกรธจนแทบระเบิดได้อย่างไรเล่า?
นางเกลียดไป๋ซืออวี่เข้าไส้ สตรีที่ภายนอกดูน่าสงสารแต่ภายในกลับเจ้าเล่ห์ มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และยังแขวนใจคนที่ตนรักไว้เล่นอีกด้วย
เพียงคิดว่าอีกไม่กี่วันต้องเจอซูจิ่งเหยา ไป๋ซืออวี่ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
