บทที่ 4
ความรู้สึกขาดอากาศหายใจอย่างรุนแรงระเบิดขึ้นในสมองของไป๋ซืออวี่ ความรู้สึกใกล้ตายพุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน นางรู้สึกไม่เพียงหายใจไม่ออกเท่านั้น แต่ดวงตาก็แสบร้อน น้ำตาแห่งปฏิกิริยาทางร่างกายเอ่อไหลออกมาไม่หยุด
เพราะถูกบีบคอโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างของนางไร้เรี่ยวแรง กล่องอาหารที่ถืออยู่ในมือก็ร่วงหล่นลงพื้นกลิ้งไปไกล
ขนมที่ไป๋ซืออวี่ตั้งใจเลือกด้วยความประณีต บัดนี้กระจัดกระจายยุ่งเหยิงอยู่บนพื้น บางชิ้นถึงกับถูกเหยียบจนแหลกเละ
แทบเป็นไปตามสัญชาตญาณ ไป๋ซืออวี่ใช้แรงทั้งหมดในร่างพยายามแกะมือใหญ่ที่บีบคออยู่ออก เพื่อให้ได้หายใจเพียงชั่วขณะ แต่ก็ไร้ผล
นางรู้สึกได้ถึงอากาศที่ค่อยๆ ถูกดึงออกจากร่าง สมองเริ่มพร่ามัว สติสัมปชัญญะเลือนราง ความรู้สึกขาดอากาศหายใจรุนแรงจนไม่อาจคิดหาทางรอดได้ ทำได้เพียงพยายามใช้สองมือผลักมือคู่นั้นออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แรงในมือกลับอ่อนลงทุกที
ทว่าชายที่บีบคอนางอยู่กลับมีสีหน้าและแววตาเย็นชา ไม่มีความโกรธหรือความรังเกียจปรากฏบนใบหน้า มีเพียงความว่างเปล่าและรำคาญใจเล็กน้อยเท่านั้น เขาสงบนิ่งเกินกว่าจะเหมือนคนที่กำลังจะฆ่าคนทั้งเป็น
“ซื่อ... ซื่อจื่อ...”
“ข้า...”
ไป๋ซืออวี่ฝืนใช้แรงทั้งหมดที่เหลือ บีบเสียงออกจากลำคออย่างยากลำบาก
“ใครอนุญาตให้เจ้ามาที่ห้องหนังสือของข้า?”
เมื่อเซียวหานเจวี๋ยเปล่งเสียงออกมา บนใบหน้าของเขาจึงเริ่มมีร่องรอยของความเย็นชา ปรากฏแววตาสีดำสนิทที่มืดลึกและเยียบเย็น จนไม่อาจคาดเดาความคิดของเขาได้เลย
“มะ...มะ...ไม่มี...ไม่มีใคร...ให้...ให้ข้ามา...”
เสียงของไป๋ซืออวี่ถูกบีบออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก นางพยายามดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหนทางรอดเพียงเล็กน้อย เหงื่อเม็ดโตไหลจากไรผมลงข้างแก้ม แล้วหยดลงบนหลังมือที่ปูดด้วยเส้นเลือดของเขา
“ข้าไม่มีความอดทนมากนัก”
เสียงพูดเย็นเยียบเพิ่งจบ ไป๋ซืออวี่ก็รู้สึกถึงแรงบีบที่คอรัดแน่นขึ้นอีก ดวงตาของเซียวหานเจวี๋ยฉายชัดด้วยความอาฆาตราวกับพร้อมจะหักคอที่บอบบางนี้ได้ทุกเมื่อ
ลมหายใจของไป๋ซืออวี่เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ สติเลือนราง และในหัวเริ่มขาวโพลน
ไม...ไม่...ไม่ได้...
นางเพิ่งจะได้ครอบครองร่างกายที่แข็งแรงนี้ นางยังไม่อยากตาย!
“สา...สามี...ข้า...ข้า...ข้าเพียง...แค่...แค่จะ...จะนำ...นำของ...ของกิน...มาให้...”
“สา...สามี...ได้โปรด...ปล่อย...”
“หุบปาก” เซียวหานเจวี๋ยกล่าวขัดขึ้นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
แรงที่มือของเขากลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ไป๋ซืออวี่รู้สึกได้ว่าตนกำลังจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ
“สา...สามี...ข้า...”
“...ข้า...ข้าแค่...อยาก...อธิบาย...”
ไป๋ซืออวี่พยายามดิ้นรนและพูดออกมาทีละคำ หวังจะขอชีวิต แต่แรงบีบที่ลำคอกลับไม่คลายลงแม้แต่น้อย
“กลัวตายงั้นหรือ?”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เซียวหานเจวี๋ยก็หัวเราะเย้ยหยันในลำคอ สายตาเยียบเย็นจับจ้องบนใบหน้าของนาง ความเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นแววดูหมิ่น
หัวใจของไป๋ซืออวี่สั่นสะท้านด้วยทั้งความหวาดกลัวและความน้อยใจ นางถึงกับเผลอคร่ำครวญต่อโชคชะตาในใจ เหตุใดฟ้าจึงให้ความหวังแก่นางเพียงชั่วครู่ แล้วกลับพรากมันไปอย่างโหดร้าย
น้ำตาอุ่นๆ ไหลพรากออกจากดวงตาที่แดงก่ำ คราวนี้ไม่ใช่เพียงเพราะความเจ็บปวดทางกายอีกต่อไป แต่เป็นความสิ้นหวังที่เอ่อท่วมทั้งหัวใจ
แต่นางกลับไม่กล้าร้องไห้ออกมา กลัวว่าเสียงสะอื้นจะยิ่งทำให้เซียวหานเจวี๋ยหงุดหงิดขึ้นกว่าเดิม แต่ถึงพยายามจะกลั้นเท่าไรก็ห้ามไม่ให้หยาดน้ำตาไหลรินได้
“กลัว...” ไป๋ซืออวี่เอ่ยตอบทั้งที่เสียงขาดห้วง พยายามรีบตอบคำถามเชิงเย้ยหยันของเขา
ทันใดนั้น แรงบีบที่ลำคอก็คลายออกอย่างกะทันหัน อากาศสดชื่นจำนวนมากทะลักเข้าสู่ปากและจมูกของไป๋ซืออวี่ ความรู้สึกขาดอากาศและเวียนหัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยการหายใจเฮือกใหญ่เต็มปอด
เซียวหานเจวี๋ยไม่รู้เพราะเหตุใดถึงปล่อยนาง เขาเพียงหันหลังให้แล้วเดินตรงไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ
“คนที่จวนซูกั๋วกงส่งมา ช่างน่าผิดหวังเสียจริง...”
“กลับไปบอกซูจื้อเหิงด้วย ว่าถ้าจะส่งคนมาก็ควรส่งคนที่พอจะมีศักดิ์ศรีติดตัวมาบ้าง”
เสียงของเขาเย็นชาและประชดประชันทุกถ้อยคำ แต่ละคำกระแทกเข้ามาในหัวใจไป๋ซืออวี่จนสะท้าน
“สา...สามี...”
“ไสหัวไป”
“ขะ...ข้าไม่ได้ถูกส่งมาจากคุณชายซู ข้าแค่ตั้งใจจะนำขนมมาให้ท่าน...ในเมื่อเราก็...ก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว...”
“อีกอย่าง...อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ต้องกลับไปเยือนจวนกั๋วกง...ข้าเพียงแค่อยาก...”
เสียงของไป๋ซืออวี่สั่นเครือ นางยังคงหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่จนตัวสั่นเทา แต่เพราะกลัวว่าเซียวหานเจวี๋ยจะเข้าใจผิด จึงพยายามสะกดกลั้นความกลัวไว้ ฝืนเอ่ยอธิบายทั้งน้ำตา
“ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ...รีบออกไปซะ”
เซียวหานเจวี๋ยไม่แม้แต่จะฟังว่านางพูดอะไร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แววตาเย็นเยียบสะท้อนประกายความอำมหิตวูบหนึ่งจากก้นบึ้ง
ไป๋ซืออวี่จับได้ถึงแววคมกริบแห่งความตั้งใจฆ่านั้น และไม่อาจกลั้นความกลัวจนร่างสะท้านอีกครั้ง
“ขะ...เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ...”
นางสะอื้นพลางพิงผนัง ค่อยๆ ลูบมือไปตามทางมุ่งสู่ประตูออกไป ไป๋ซืออวี่พยายามอย่างยิ่งที่จะให้ตัวเองสงบลง ไม่ร้องไห้ ไม่ส่งเสียง พยายามเดินให้เร็วที่สุดเพื่อหนีออกจากที่นี่ให้ได้
แต่เพราะขาทั้งสองอ่อนแรง นางจึงแทบก้าวไม่ไหว น้ำตาก็ไหลไม่หยุด และถึงจะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้ให้เบาที่สุด แต่น้ำเสียงที่ขาดห้วงกับไหล่ที่สั่นสะท้านกลับไม่อาจควบคุมได้
ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าว กลับดูเหมือนยาวไกลจนไม่อาจเอื้อมถึงสำหรับไป๋ซืออวี่ บานประตูที่เปิดอ้าอยู่ดูเหมือนอยู่แค่เอื้อมมือ แต่ไม่ว่าพยายามก้าวเท่าไรก็เหมือนเดินไม่ถึงสักที
ในใจนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น กลัวว่าเซียวหานเจวี๋ยจะเปลี่ยนใจขึ้นมา แล้วนางจะกลับไปเผชิญกับความรู้สึกใกล้ตายแบบเมื่อครู่อีกครั้ง แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟังเลยสักนิด
ไป๋ซืออวี่เกลียดความรู้สึกหมดหนทางและไร้การควบคุมนี้เหลือเกิน แรงกดดันในใจรวมกับความเจ็บปวดทางร่างกายทำให้นางทรมานแทบขาดใจ ทว่าความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดกลับยิ่งทำให้นางแข็งแกร่งขึ้น
ต้องอยู่รอดให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ขอเพียงได้มีชีวิตอยู่ต่อ ก็ยังมีความหวัง
ความเจ็บปวด ความอับอาย ความสิ้นหวัง ทั้งหมดล้วนเป็นราคาที่ต้องจ่าย เพื่อแลกกับโอกาสในการมีชีวิต
ไป๋ซืออวี่พร่ำปลอบตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ไม่แน่ใจเลยว่าคำปลอบนั้นมีความหมายจริงหรือไม่ แต่ในตอนนี้... การปลอบโยนตัวเองผู้หวาดกลัวและสิ้นหวัง คือสิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้
ในที่สุด...ปลายนิ้วของไป๋ซืออวี่สัมผัสเข้ากับขอบประตู นางฝืนกลั้นความอึดอัดและความหวาดกลัวไว้ พยุงตัวเดินออกจากห้องหนังสือด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่
ลานเรือนมืดมิด เงียบงันไร้ผู้คน แม้แต่สาวใช้หรือบ่าวไพร่ก็ไม่ปรากฏเงา แสงจันทร์สลัวและแสงตะเกียงสีเหลืองซีดส่องให้เห็นเพียงทางเดินตรงหน้าอย่างเลือนรางเท่านั้น ไป๋ซืออวี่ฝืนประคองร่างกายที่อ่อนแรงให้กลับไปยังเรือนของตน
ระยะทางในตอนมานั้นใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ แต่ครานี้นางกลับใช้เวลากว่าสองเค่อจึงเดินกลับมาถึงเรือนพักของตนเอง
เมื่อเม่ยเซียงเห็นนางกลับมา ก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับทันที “คุณหนู นี่ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ...”
เพียงเห็นผมที่หลุดลุ่ยและรอยช้ำเขียวเป็นปื้นบนลำคอ สีหน้าของเม่ยเซียงก็พลันเปลี่ยนเป็นตกใจสุดขีด น้ำเสียงที่เอ่ยถามสั่นเครือปนสะอื้นในทันที
