บท
ตั้งค่า

บทที่ 3

ห้องหอที่มืดสลัวนิ่งงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสอง แผ่วเบาและหนักอึ้งในเวลาเดียวกัน

นับตั้งแต่แม่สื่อและพวกสาวใช้เดินออกไป ทั้งสองก็ยังคงนั่งเงียบอยู่โดยไม่มีใครเอ่ยปากพูด ไป๋ซืออวี่นั้นเต็มไปด้วยความประหม่าหวาดกลัว ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ส่วนใบหน้าของเซียวหานเจวี๋ยก็ยังคงซ่อนอยู่ในเงาเทียน ทำให้เธอมองสีหน้าเขาไม่ชัด

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ ในความเงียบงันอันยืดยาวนี้ หลังจากสังเกตอยู่นาน ไป๋ซืออวี่จึงค่อยๆ มั่นใจขึ้นมาว่า เซียวหานเจวี๋ยดูเหมือนจะยังไม่คิดจะฆ่าเธอ...อย่างน้อยก็ในตอนนี้

เมื่อได้ข้อสรุปนี้ ไป๋ซืออวี่ก็แอบถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก แค่เขาไม่คิดจะฆ่าเธอตอนนี้...ก็ดีแล้ว

แต่แล้วอีกหนึ่งคำถามที่เธอละเลยมาตลอดก็ลอยขึ้นมาในหัวทันที นั่นคือ...คืนนี้เซียวหานเจวี๋ยจะนอนที่ไหนกันแน่?

หรือว่า...เขาจะพักอยู่ในห้องหอด้วย?

ไป๋ซืออวี่ไม่กล้าขยับตัวแรงนัก ได้แต่แอบเหลือบตาสำรวจรอบๆ ห้องอย่างเงียบๆ

ดูเผินๆ แล้วห้องนี้กว้างขวางและจัดไว้สวยงามอย่างห้องหลักของจวน แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนไม่ใช่ห้องที่มีคนพักอยู่เป็นประจำ

ที่นี่...คงไม่ใช่ห้องที่เขาใช้เป็นที่อยู่ประจำสินะ ไป๋ซืออวี่คิด พลางรู้สึกโล่งใจเงียบๆ

เธอเดาไปเรื่อยๆ ว่าคืนนี้เซียวหานเจวี๋ยจะไปนอนที่ไหน ถ้าเขาออกไปนอนที่อื่น...ก็คงจะดีมากที่สุด!

แต่ถ้า...เขาจะนอนในห้องหอนี้ด้วยล่ะก็...ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่ยอม เธออาจจะปูที่นอนกับพื้นก็ได้ เพียงแต่ไม่แน่ใจเลยว่าคืนนี้เธอจะข่มตาหลับได้หรือเปล่า

ไป๋ซืออวี่เริ่มคิดแผนในใจว่าจะไปคว้าผ้าห่มตอนไหนดี แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องเพื่อหาจุดที่เหมาะจะปูที่นอน

แน่นอนว่าเธอไม่กล้าไปปูนอนใกล้เตียงแน่ๆ แต่โชคยังดีที่ห้องนี้กว้างพอ ด้านในมีพื้นที่เหลืออีกมากนอกจากข้างเตียง

ทว่า...ยังไม่ทันที่เธอจะตัดสินใจเลือกตำแหน่งได้ ชายที่อยู่ข้างกายกลับเป็นฝ่ายขยับตัวก่อน ไป๋ซืออวี่ตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นเซียวหานเจวี๋ยที่อยู่ข้างเธอกำลัง...ปลดสายคาดเอวของตนเอง

นี่...นี่มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอ!? ถ้าตามสูตรของนิยายแล้ว ถึงแม้จะอยู่ในห้องเดียวกัน

ตัวร้ายก็ควรจะทำท่ารังเกียจเธอสิ! กลัวจะเกิดอะไรไม่เหมาะสม จึงควรนอนทั้งชุดไม่ถอดสักชิ้น หลับตาทั้งที่ยังระแวง พร้อมจะลืมตาขึ้นมาตะคอกทันทีที่เธอขยับเข้าใกล้...

หรือไม่ก็ประชดประชันด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่ใช่หรือไง!?

แน่นอนสิ! ถ้าเป็นไปตามตรรกะของนิยายแล้ว ตอนนี้เซียวหานเจวี๋ยควรจะประชดเธอสักสองสามประโยค จากนั้นสะบัดชายแขนเสื้อเดินออกจากห้องหอไปเลยไม่ใช่หรือ?

แล้วตอนนี้...ที่เขากำลังถอดเสื้อผ้าอยู่นี่มันอะไรกัน!?

ไป๋ซืออวี่ทั้งสงสัยทั้งตื่นตระหนก แต่ก็ไม่กล้าถาม ได้แต่เหลือบตามองสีหน้าของเซียวหานเจวี๋ยอย่างแผ่วเบา เขากลับยังคงสีหน้าสงบเยือกเย็นไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เธอยิ่งประหม่าและทรมานใจเข้าไปใหญ่

ไม่นะ...ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นหรอก...ใช่ไหม?

ในเนื้อเรื่องเดิมระบุไว้ชัดเจนว่า ตั้งแต่วันแต่งงานจนถึงวันที่ร่างเดิมถูกวางยาพิษตาย ทั้งคู่ไม่เคยอยู่ห้องเดียวกันเลยด้วยซ้ำ จะพูดถึงคืนเข้าหอจริงๆ ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้น

แต่...ถ้าเขาไม่ทำตามเนื้อเรื่องล่ะ?

ไป๋ซืออวี่เริ่มกลืนน้ำลายอย่างลำบากเพื่อคลายความกังวล เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาทีละนิด แล้วรีบหลบตาเมื่อสบสายตาเย็นเฉียบของชายคนนั้น เขายังคงเงียบ...ใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่มีท่าทีจะพูดอะไรกับเธอเลย

เธอก็ไม่มีความกล้าจะเอ่ยถาม คำพูดทุกคำที่ผุดขึ้นในใจยังไม่ทันออกจากปากก็ต้องกลืนกลับเข้าไป เพราะกลัวว่าหากพูดผิดเพียงคำเดียว...อาจทำให้เขาโมโหจนเธอเอาชีวิตไม่รอด

จนกระทั่งเซียวหานเจวี๋ยคลายสายคาดเอวของชุดเจ้าบ่าวจนหลุดหมดทุกเส้น หัวใจของไป๋ซืออวี่แทบจะทะลุออกมาจากอก ร่างทั้งร่างแข็งทื่อไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย ทำได้เพียงจ้องมองเขาอย่างตะลึงขณะเห็นเขาถอดชุดเจ้าบ่าวออก แล้วโยนมันลงบนเตียงที่โรยไปด้วยถั่ว พุทรา และเหรียญทองแดง

จากนั้น...เขาก็เดินจากไป ราวกับเธอไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนั้นเลย ไป๋ซืออวี่ถึงได้รู้ ที่แท้ชุดเจ้าบ่าวสีแดงที่เขาสวมอยู่นั้น เป็นเพียงชุดคลุมทับเสื้อผ้าของเขาเองอีกชั้นหนึ่ง ไม่ใช่ชุดเต็มยศที่ต้องใส่ตามพิธี และเมื่อพิธีจบ เขาก็ถอดทิ้งเสียเฉยๆ แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเยือกเย็น

ดูท่าความหมายของเขาต่อพิธีแต่งงานนี้...คงมีแค่คำเดียว ทำตามหน้าที่เท่านั้น

ไป๋ซืออวี่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงอย่างคนไร้เรี่ยวแรง จนกระทั่งได้ยินเสียง “ปัง” ของประตูจากด้านนอก เธอถึงได้รู้สึกเหมือนหัวใจกลับเข้าที่เดิมอีกครั้ง ความตึงเครียดที่กดทับอยู่ทั้งร่างค่อยๆ คลายลง

เธอลุกขึ้นอย่างช้าๆ ถือถ้วยเหล้าที่กำแน่นในมือเดินไปสองสามก้าว เพื่อจะวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง แต่เมื่อมองลงไป...ก็พบว่าจอกของเซียวหานเจวี๋ยยังคงเต็มเหมือนเดิม

นั่นหมายความว่า มีเพียงเธอเท่านั้น...ที่เป็นคนโง่ๆ ดื่มมันจนหมดในคืนเข้าหอ ส่วนเขา...ไม่แม้แต่จะจิบสักหยดเดียว

แต่หลังจากเงียบงันไปเพียงครู่เดียว ไป๋ซืออวี่ก็เริ่มตั้งสติกลับมาได้ แบบนี้แหละ…ถึงจะสมกับนิสัยของเซียวหานเจวี๋ย ถ้าเขายอมดื่มเหล้าร่วมถ้วยกับเธออย่างเชื่อฟังตามพิธี นั่นต่างหากที่คงจะดูไม่ใช่เขา

ไม่นานนัก สาวใช้เม่ยเซียงก็เดินเข้ามา เริ่มช่วยถอดเครื่องประดับและปลดปอยผมของเธอออก ไป๋ซืออวี่รู้สึกหมดแรงจนแทบไม่อยากขยับ ร่างกายเหมือนถูกสูบพลังไปจนเกลี้ยง จึงเพียงนั่งอยู่ตรงขอบเตียง ปล่อยให้เม่ยเซียงจัดการทุกอย่างตามหน้าที่

เม่ยเซียงมองนายสาวตรงหน้า ดวงตาเหม่อลอย มืออ่อนแรง ท่าทางอ่อนล้าเสียจนดูน่าเวทนา หลายครั้งที่นางอยากเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นกลับไป ไม่กล้าพูดแม้แต่ประโยคเดียว

*****

รุ่งเช้าวันถัดมา ไป๋ซืออวี่ยังไม่ทันตื่นดี เสียงประตูห้องด้านนอกที่ถูกผลักเปิดก็ดังขึ้น พอเม่ยเซียงเปิดประตูห้องในเข้ามา เสียงฝีเท้าเบาๆ นั้นก็ทำให้ไป๋ซืออวี่ขมวดคิ้วแล้วลืมตาตื่น

วันแรกหลังจากทะลุมิติมา...เธอกลับไม่รู้สึกไม่สบายเลยสักนิด บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อวานเหนื่อยล้าจนหมดแรงจริงๆ

หลังจากเม่ยเซียงเก็บของเสร็จและออกไป เธอก็เผลอหลับสนิทไปโดยไม่รู้ตัว หลับลึกจนไม่มีแม้แต่ฝันเดียว จนกระทั่งถึงเช้า

ไป๋ซืออวี่อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ ว่าการได้มีร่างกายที่แข็งแรงนั้นช่างวิเศษเหลือเกิน ชาติที่แล้วเธอต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดแทบทุกคืน หลับได้เพียงครู่เดียวก็ลืมตาตื่น มีคืนมากมายนับไม่ถ้วนที่เธอได้แต่นอนลืมตา รอให้ฟ้าสางด้วยความทรมาน

เพราะอย่างนั้น...เธอจึงยิ่งตั้งใจจะถนอมร่างใหม่นี้ให้ดีที่สุด และจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองถูกเซียวหานเจวี๋ยฆ่าทิ้งได้ง่ายๆ เด็ดขาด!

เมื่อเธอนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดง ปล่อยให้เม่ยเซียงช่วยแต่งหน้าเกล้าผมให้ตามธรรมเนียม ไป๋ซืออวี่ก็ได้เห็นใบหน้าของร่างเดิมชัดๆ เป็นครั้งแรก และถึงกับตกตะลึง

เธอไม่คิดเลยว่า...จะได้เห็นใบหน้าที่คล้ายกับตัวเธอเองราวกับกระจกสะท้อน หากจะให้เทียบกันแล้ว ความเหมือนคงมากถึงเก้าส่วน

แต่ร่างเดิมดูสุขภาพดีกว่ามาก ใบหน้าไม่ซีดเซียวอย่างเธอ หากกลับขาวนวลชุ่มน้ำ เหมือนหยกขาวที่เปล่งประกาย

ทว่าบุคลิกของทั้งคู่กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง ไป๋ซืออวี่ในชาติก่อนมีลักษณะบอบบาง ดูอ่อนแรงอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้ให้อารมณ์อ่อนแอหรือชวนให้สงสาร เป็นความอ่อนแรงที่มีศักดิ์ศรีและความเยือกเย็นซ่อนอยู่ในตัวเองอย่างแปลกประหลาด

ส่วนร่างเดิมนั้นกลับมีเสน่ห์อ่อนโยนปนเปราะบางในแบบที่ชวนให้หัวใจสั่นไหว เพียงแค่สายตาเหลือบไปมาไม่กี่ครั้ง พอหลุบตาลงนิดเดียวก็เหมือนมีความน่าสงสารแผ่วเบาแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว ชวนให้ใครต่อใครอยากยื่นมือเข้าไปปกป้องและเอ็นดู

ใบหน้าแบบนั้น ความงามที่แฝงทั้งความเยือกเย็นและความอ่อนหวานปนกันอย่างลงตัว ช่างงดงามจับใจถึงเพียงนี้ แต่เซียวหานเจวี๋ยกลับยังสามารถลงมือวางยาพิษได้โดยไม่สะทกสะท้าน ไม่แม้แต่จะแสดงความเวทนาเลยสักนิด

ว่าแล้ว...คำว่าตัวร้ายสำหรับเขาก็สมชื่อจริงๆ

ไป๋ซืออวี่เดิมคิดไว้ว่า การที่เม่ยเซียงมาช่วยแต่งตัวแต่เช้า คงเป็นเพราะต้องไปคารวะบิดามารดาของเซียวหานเจวี๋ยตามธรรมเนียม

แต่กลับถูกเม่ยเซียงบอกว่า “ท่านอ๋องแห่งหนานอี้หวางและพระชายากำลังออกเดินทางอยู่นอกเมือง และยังติดต่อไม่ได้เจ้าค่ะ”

แต่งงานไปแล้ว แต่พ่อแม่เจ้าบ่าวยังไม่รู้...มันดูแปลกเกินไปหน่อยไหมนะ?

อย่างไรก็ตาม การได้หลุดพ้นจากพิธีการอันยุ่งยากเหล่านั้นก็นับว่าโชคดี ไป๋ซืออวี่แอบคิดอย่างโล่งใจ ถ้าต้องทำพิธีเช้าค่ำทุกวัน คงเหนื่อยจนหมดแรงแน่ๆ

เมื่อในจวนมีเพียงเธอกับเซียวหานเจวี๋ยเท่านั้น สิ่งที่เธอควรโฟกัสจึงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว จะทำยังไงให้เขาไม่ฆ่าเธอ

ตลอดทั้งเช้า ไป๋ซืออวี่ใช้เวลาไปกับการคิดหาวิธีทำให้เขาอ่อนลงบ้าง เพื่อรักษาชีวิตตัวเองให้รอด

ต้องทำยังไง...ถึงจะเข้าใกล้เขาได้โดยไม่ถูกวางยาอีกครั้ง?

ถึงเวลาอาหารเช้าและอาหารเที่ยง เธอก็สั่งให้เม่ยเซียงใช้เข็มเงินจิ้มอาหารและเครื่องดื่มทุกจานก่อนถึงจะกล้ากิน เพราะเธอรู้ดีว่า ถ้ามีพิษปนอยู่แม้แต่นิดเดียว เธอคงไม่รอดถึงพรุ่งนี้แน่

หลังจากทานอาหารกลางวันจบลง ไป๋ซืออวี่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นยังไงดี แต่เมื่อคิดถึงความจริงที่ว่า ชีวิตของเธอแขวนอยู่บนเส้นด้าย ยิ่งรีบเริ่ม ยิ่งมีโอกาสรอด

เธอครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แล้วก็เกิดไอเดียขึ้นมาอย่างหนึ่ง “คนเราจะร้ายจะโหดแค่ไหน...ก็ต้องกินข้าวเหมือนกันทั้งนั้น”

ดังนั้นไป๋ซืออวี่จึงสั่งเม่ยเซียงให้ไปถามโรงครัวว่า ตอนนี้เซียวหานเจวี๋ยรับประทานอาหารแล้วหรือยัง แม้ในใจจะคาดว่า ฝ่ายโรงครัวคงส่งอาหารให้เขาไปแล้วพร้อมกับของเธอ

แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงจะกินข้าวแล้ว เธอก็ยังมีข้ออ้างดีๆ อีกข้อหนึ่งในใจอยู่แล้ว เธอจะทำขนมไปให้เอง

แต่เมื่อเม่ยเซียงกลับมา นางกลับรายงานด้วยสีหน้าลังเลว่า เซียวหานเจวี๋ยยังไม่ได้รับประทานอาหารกลางวัน และตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่เรือนชิงฮุ่ยที่พักของเขา

ไป๋ซืออวี่ได้ยินดังนั้นก็รีบสั่งให้เม่ยเซียงช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทันที เธอเลือกชุดฉีซงหรูฉวี่ สีเหลืองอ่อนดุจขนห่าน ซึ่งดูเรียบหรูแต่สดใส แล้วรีบให้เม่ยเซียงพาไปยังโรงครัว

เธอสั่งให้คนครัวจัดสำรับอาหารกลางวันของเซียวหานเจวี๋ยใส่กล่องอาหารอย่างดี จากนั้นก็อุ้มกล่องอาหารด้วยตนเอง มุ่งหน้าไปยังเรือนชิงฮุ่ยที่เขาพักอาศัยอยู่

เมื่อไปถึง ปรากฏว่าเซียวหานเจวี๋ยยังไม่กลับมา ไป๋ซืออวี่จึงตั้งใจจะรอ เพราะคิดว่าครั้งนี้อย่างน้อยก็อยากพบหน้าเขา ให้เขาได้รู้ว่า เธอเป็นคนส่งอาหารมาด้วยตัวเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปราวสองเค่อ เขาก็ยังไม่กลับมา สุดท้ายเธอจึงละความคิดนั้นไป คิดว่าถึงไม่ได้เจอวันนี้ เย็นนี้ก็คงได้เจออยู่ดี

เธอมอบกล่องอาหารไว้ให้กับบ่าวรับใช้ในเรือน แล้วจึงกลับไปยังเรือนฉีอวิ๋นหย่วนของตน

ไป๋ซืออวี่ไม่รู้เลยว่า เพียงไม่กี่ก้าวหลังจากที่เธอเดินพ้นเรือนไป เซียวหานเจวี๋ยก็ก้าวเข้ามาในลานพร้อมกับบ่าวคนสนิทของเขา ทั้งสองสวนกันเพียงเสี้ยวเวลาเท่านั้น

ทันทีที่เซียวหานเจวี๋ยก้าวเข้าสู่โถงหน้า บ่าวรับใช้ก็รีบเข้ามารายงานว่า

“เมื่อครู่...ซื่อจื่อเฟยเพิ่งนำอาหารกลางวันมาส่งให้ขอรับ”

เซียวหานเจวี๋ยเพียงปรายตามองกล่องอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเอ่ยเสียงเย็นเฉียบว่า

“เททิ้ง”

“แต่...ท่านยังไม่ได้ทานอาหารกลางวันเลยนะขอรับ ซื่อจื่อเฟย...”

คนพูดยังไม่ทันจบ เสียงของเขาก็ขาดหายไปในทันที เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบของผู้เป็นนาย ความเย็นชาในแววตานั้นทำให้ลมหายใจติดขัดในลำคอ

“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ในจวนนี้มีสิ่งที่เรียกว่าซื่อจื่อเฟย”

“บะ...บ่าวปากพล่อยเองขอรับ!”

บ่าวที่ชื่อเฟิงชิงหน้าซีดเผือด รู้ทันทีว่าพูดผิดจนเหงื่อไหลซึมทั่วแผ่นหลัง

“อย่าให้มีครั้งต่อไป”

น้ำเสียงของเซียวหานเจวี๋ยเยียบเย็นราวน้ำแข็ง เขาพูดจบก็เดินเข้าไปยังห้องในเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

ชายหนุ่มไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้มากนัก ในจวนนี้นอกจากเฟิงชิงที่เป็นบ่าวคนสนิท เขาก็แทบไม่มีบ่าวรับใช้ใกล้ตัวอีกเลย แม้แต่เรื่องแต่งตัวหรือชำระกาย เขาก็ทำด้วยตนเองทั้งหมด

ที่เรือนชิงฮุ่ยจึงมีเพียงบ่าวชายคอยดูแลงานหยาบๆ ไม่มีสาวใช้ใกล้ชิดคอยปรนนิบัติเหมือนจวนอื่นๆ เพราะเจ้าของเรือน...ไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้เขาเกินระยะสายตาเลยแม้แต่คนเดียว

*****

ตลอดทั้งวัน ไป๋ซืออวี่ไม่ได้เห็นหน้าเซียวหานเจวี๋ยเลย จนถึงยามเย็น เธอจึงตัดสินใจไปที่โรงครัวอีกครั้ง คราวนี้เธอเตรียมขนมอบไปให้เขาด้วยตัวเอง

ในยุคโบราณ ขนมมีอยู่สองแบบหลักๆ คือแบบเค็มและแบบหวาน ไป๋ซืออวี่ลองวิเคราะห์ตามบุคลิกของเซียวหานเจวี๋ยที่รู้จากในเรื่อง แล้วเลือกทำขนมเค็มที่ดูไม่หวานเลี่ยนเกินไป

จากการสืบถามมาก่อนหน้า เธอรู้ว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในห้องหนังสือ จึงตรงดิ่งไปยังเรือนชิงฮุ่ยโดยไม่ลังเล

เพราะตอนเช้าเธอเคยมาที่นี่แล้ว จึงรู้เส้นทางดี ไม่ต้องให้เม่ยเซียงติดตามมา ครั้งนี้...เธอตัดสินใจมาด้วยตัวเอง

เมื่อไปถึงเรือน แสงตะเกียงภายในก็ส่องลอดออกมาจากบานหน้าต่าง บ่งบอกว่าเจ้าของเรือนอยู่ข้างในจริงๆ

ไป๋ซืออวี่ยืนลังเลอยู่หน้าประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นจัดชายแขนเสื้อและปอยผมให้เรียบร้อย สูดหายใจลึก แล้วจึงเคาะประตูเบาๆ สองสามครั้ง

เสียงเคาะแผ่วเบาดังขึ้นในความเงียบ แต่ภายในกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

หลังจากยืนรออยู่อีกครู่หนึ่ง ไป๋ซืออวี่คิดอยู่ในใจว่า หรือเขาอาจแค่ไม่ได้ยิน...เธอจึงค่อยๆ ดันบานประตูเข้าไปเบาๆ

แต่ยังไม่ทันจะได้เห็นว่าภายในห้องมีสิ่งใดบ้าง แรงอาฆาตอันรุนแรงและเย็นเฉียบก็พุ่งทะลุออกมาราวกับคมมีดที่เฉือนอากาศ

ไป๋ซืออวี่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ลำคอของเธอก็ถูกมือข้างหนึ่ง มือเรียวยาวแต่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบ บีบเข้าที่ลำคอแน่นหนา! แรงบีบนั้นไม่เพียงทำให้หายใจไม่ออก แต่ยังลากเธอถอยหลังไปกระแทกกับผนังอย่างจัง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่สมองจะตามทัน เธอได้แต่เบิกตากว้าง มองคนตรงหน้าด้วยความตกใจสุดขีด และรับรู้ได้เพียงอย่างเดียวว่า นี่คือกลิ่นอายของคนที่ฆ่าคนมาแล้วนับไม่ถ้วน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel