บทที่ 2
เมื่อเสียงฝีเท้านั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จังหวะการเต้นของหัวใจของไป๋ซืออวี่ก็ยิ่งถี่และรัวแรงขึ้น เธอรู้สึกว่าปากและลำคอแห้งผากโดยไม่รู้ตัว เธอกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งอึก
แม้มองไม่เห็นคนที่กำลังเข้ามา และไม่เคยพบหน้าเขามาก่อนเลยสักครั้ง แต่กลับมีแรงกดดันอันทรงพลังบางอย่างแผ่กระจายออกมา ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจและหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ไม่นานนัก ไป๋ซืออวี่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเม่ยเซียงที่เดินถอยออกไปจากข้างกาย เสียงนั้นยิ่งทำให้ความตื่นตระหนกและความไม่มั่นคงในใจของเธอทวีขึ้นอีกหลายเท่า
เธอรีบยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนเสื้อของเม่ยเซียงไว้ ไม่ให้สาวใช้ผู้นั้นเดินออกไป ทว่า... ปลายนิ้วกลับสัมผัสเข้ากับผืนผ้าที่แข็งแน่นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ไป๋ซืออวี่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้ตัวขึ้นมาในทันที เวลานี้คนที่สามารถอยู่ตรงนี้ได้...มีเพียงคนเดียวเท่านั้น!
มือของเธอค้างอยู่อย่างนั้น จะปล่อยก็ไม่กล้า จะกำไว้ก็ไม่อาจตัดสินใจได้...ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ความกลัว ความกระอักกระอ่วน และความตึงเครียดทั้งหมดหลอมรวมกันกับกลิ่นสุราจางๆ และกลิ่นไม้หอมจากร่างของเซียวหานเจวี๋ยที่โอบล้อมอยู่รอบตัว ทำให้ไป๋ซืออวี่รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกบีบรัดอย่างหนัก
เขา...คงไม่ถึงขั้นฆ่าภรรยาในคืนแต่งงานหรอกใช่ไหม? ถ้าทำแบบนั้น มันก็เสียชื่อเกินไป...
ไป๋ซืออวี่รู้สึกใจระส่ำ พอลองนึกถึงชื่อเสียงของเซียวหานเจวี๋ยในเมืองเฟิงจิงดังที่เขียนไว้ในเรื่องเดิม หัวใจก็เย็นวาบ ไม่สิ! จากที่จำได้ เขาน่าจะทำได้จริงๆ ด้วยซ้ำ!
จะทำยังไงดี จะทำยังไงดีล่ะ! ไป๋ซืออวี่กำผ้าผืนนั้นไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ใจหนึ่งก็พยายามหาข้อแก้ตัวที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่อีกใจก็กลัวว่าจะเผลอพูดอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจ จนลืมไปเสียสนิทว่า...สิ่งที่เธอกำอยู่นั้นคือเสื้อผ้าของเขา
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้นข้างหู ไป๋ซืออวี่ยังไม่ทันได้คิดว่าเสียงหัวเราะนั้นหมายความว่าอะไร เป็นเสียงเย้ยหรือเพียงหยอกล้อกันแน่ เธอพยายามจะหาทางตอบสนองให้เหมาะสม แต่จู่ๆ เสียงอึกทึกจากด้านนอกก็ขัดจังหวะความคิดของเธอเสียก่อน
“ซื่อจื่อรีบเดินนำพวกเรามาเสียขนาดนี้ เห็นทีคงอยากเจอเจ้าสาวจนรอไม่ไหวแล้วกระมัง~”
เสียงหญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงล้อเลียนรื่นเริง เพื่อสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง
ถัดจากนั้นเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาแต่สับสนก็เริ่มดังเข้ามาในห้องอย่างต่อเนื่อง ไป๋ซืออวี่ฟังเพียงครู่เดียวก็พอจะคาดเดาได้ว่า คนที่เข้ามาคงไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสองคนแน่
ร่างกายที่เคยตึงเครียดและหัวใจที่แขวนอยู่กลางอากาศของเธอค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ถึงอย่างไรเสีย ต่อให้เซียวหานเจวี๋ยจะโหดเหี้ยมเพียงใด เขาก็คงไม่กล้าฆ่าภรรยาในคืนแต่งงานต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนี้แน่
ยิ่งไปกว่านั้น จากที่เธอจำได้ ร่างเดิมกับเซียวหานเจวี๋ยแม้จะไม่ถูกกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกฆ่าทันทีในคืนแต่งงาน นางยังมีชีวิตอยู่ต่ออีกพักใหญ่ ดังนั้น...เธอน่าจะยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง
ไป๋ซืออวี่แอบถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก แต่ในวินาทีต่อมา เธอก็ต้องชะงักราวถูกสายฟ้าฟาด ร่างทั้งร่างแข็งทื่อไม่กล้าขยับ แม้แต่การหายใจก็ยังพยายามให้เบาที่สุด เพราะเซียวหานเจวี๋ยกลับนั่งลงข้างเธออย่างแนบชิด!
กลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ที่ปะปนกลิ่นสุราจากร่างของเขากระจายเข้ามาใกล้จนแทบหายใจรดต้นคอ ไป๋ซืออวี่ยิ่งสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไรดี ปลายนิ้วที่เมื่อครู่ยังเผลอจับชายเสื้อของเขา ตอนนี้รีบดึงกลับมา แล้วกำแน่นไว้ที่ชายกระโปรงชุดเจ้าสาวสีแดงแทน
“ซื่อจื่อ... บัดนี้ถึงเวลาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวด้วยไม้หยู่อี่มงคลแล้วเจ้าค่ะ ขอให้บุพเพสันนิวาสนี้ยั่งยืนนิรันดร์ สมหวังดั่งใจทุกประการ อยู่ร่วมกันตราบสิ้นลมหายใจ
เสียงของสตรีวัยกลางคนคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงรอยยิ้มไว้ในน้ำเสียง
ทันทีที่เสียงพูดนั้นจบลง ผ้าคลุมหน้าบางๆ ตรงหน้าก็ถูกปลายไม้หยกค่อยๆ ยกขึ้นด้วยมือชายหนุ่มที่เรียวยาวและทรงพลัง
ในที่สุดไป๋ซืออวี่ก็ได้เห็นแสงสว่างจากภายนอกอีกครั้ง ทว่าเพราะเป็นยามค่ำคืน แสงจากเทียนไขในห้องไม่สว่างมากนัก สิ่งที่เธอมองเห็นได้จึงมีเพียงเงาลางๆ ภายในห้องหอเก่าแก่ที่ประดับประดาอย่างงดงามตามธรรมเนียมโบราณ
สีแดงเข้มปกคลุมไปทั่วทุกมุม ผ้าม่านสีชาด อักษรมงคลที่ติดเต็มผนัง และเทียนแดงที่ลุกไหม้อยู่บนเชิงเทียนทั้งสองข้าง ทุกสิ่งล้วนสื่อถึงความเป็นสิริมงคล แต่แทนที่บรรยากาศจะอบอุ่นยินดี กลับมีความเย็นเยียบและอึมครึมปกคลุมทั่วห้องราวกับความตาย
ทั้งที่ตอนอยู่ข้างนอกเมื่อครู่ เธอยังรู้สึกถึงความอบอ้าวของอากาศ แม้แต่ลมที่พัดมาก็ยังอุ่นและชื้น แต่ภายในห้องกลับเย็นจัดอย่างประหลาด ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบความร้อนออกไปจนหมดสิ้น
ไป๋ซืออวี่คาดจากอุณหภูมิและฤดูกาล ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงฤดูร้อน หรืออย่างมากก็เพิ่งเข้าฤดูใบไม้ร่วงไม่นาน
แต่เหตุใดกัน...ภายในห้องหอที่ควรเต็มไปด้วยความร้อนแรงและความสุขสมหวัง กลับเย็นยะเยือกจนขนลุก?
ความอึมครึมในห้อง ประกอบกับแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นที่แผ่ออกมาจากชายที่นั่งอยู่ข้างกาย ทำให้ไป๋ซืออวี่อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น ความหนาวเยือกแล่นขึ้นจากสันหลังจนถึงท้ายทอยโดยไม่รู้ตัว สายตาของชายผู้เพิ่งใช้ไม้หยกเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเมื่อครู่ หันกลับมาจ้องมองมายังร่างของเธออีกครั้ง
ภายใต้แสงเทียนที่ไหวระริกสลับเงา และแสงจันทร์อันริบหรี่ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ไป๋ซืออวี่จึงได้เห็นชัดๆ เป็นครั้งแรก ใบหน้าของบุรุษตรงหน้า และภาพนั้น...แตกต่างจากสิ่งที่เธอจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
เดิมทีไป๋ซืออวี่เคยคิดว่า ตัวร้ายผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่อย่างเขา ต่อให้ในเรื่องบรรยายว่าหล่อเหลาเพียงใด ก็ควรจะมีเค้าความโหดเหี้ยมปรากฏอยู่บ้าง
ยิ่งเมื่อเขาเป็นแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชน มือเคยเปื้อนเลือดศัตรูนับครั้งไม่ถ้วน อย่างน้อยก็สมควรมีรังสีดุดันแผ่รอบกายบ้างสิ แต่คนที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย
ไป๋ซืออวี่แทบไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของความเป็นนักรบเลยแม้แต่น้อย ชายผู้นี้ไม่มีแม้เงาแห่งความโหดร้าย หรือความชั่วร้ายอันชัดแจ้งเหมือนภาพจำของตัวร้ายในละครหรือนิยาย แม้แต่กลิ่นไอสังหารก็ยังไม่มี
หากไม่ใช่เพราะเมื่อครู่สตรีวัยกลางคนเรียกเขาว่าท่านซื่อจื่อ และไม่ใช่เพราะแรงกดดันที่เธอรับรู้ได้จากการมีอยู่ของเขา ไป๋ซืออวี่คงคิดไปเองว่าชายตรงหน้านี้...ไม่ใช่ตัวร้ายในเรื่องด้วยซ้ำ
คิ้วเข้มเรียวยาวของเขาให้ความรู้สึกสงบเย็น ปลายหางตาเฉียงขึ้นน้อยๆ เพิ่มความเฉียบคมโดยไม่ทำให้ดูน่ากลัว สันจมูกโด่งได้รูป กรามเรียวคมสง่า แต่เส้นสายบนใบหน้ากลับเรียบลื่นและกลมกลืน ไม่ได้มีความกระด้างอย่างนักรบผู้ช่ำชองศึก
ภายใต้ชุดเจ้าบ่าวสีแดงเข้มที่หลวมโคร่ง ร่างกายของเขาดูไม่ใหญ่โตบึกบึนเหมือนแม่ทัพ หากแต่กลับดูเพรียวระหงราวกับบัณฑิตหนุ่มผู้ไม่เคยจับดาบ
ผิวของเขาขาวเนียนจนน่าอิจฉา แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาไป๋ซืออวี่มากที่สุด...กลับไม่ใช่ใบหน้าหล่อเหลาหรือผิวที่ละเอียดอ่อนกว่าสตรี หากคือรอยสีชมพูอ่อนจางๆ ที่อยู่ใต้คิ้วซ้าย ตรงโหนกแก้ม
รอยนั้นมีรูปคล้ายดอกเหมยเล็กๆ สีชมพูจางๆ ยิ่งขับให้เค้าโครงบนใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนลง และแฝงความเย้ายวนชวนหลงใหล
มันคือปานแต่กำเนิด...หรือรอยแผลเป็นหลังบาดเจ็บกันแน่?
ไป๋ซืออวี่ครุ่นคิดอยู่ในใจ เธอจำไม่ได้เลยว่านิยายต้นฉบับมีพูดถึงปานหรือรอยแผลนี้มาก่อน ตอนอ่านนิยาย เธอใส่ใจแต่พัฒนาการความสัมพันธ์ของคู่พระ–นาง จึงมีเพียงภาพจำของตัวร้ายว่าโหดเหี้ยม เดาทางไม่ได้ และรังเกียจผู้หญิงเท่านั้น
แสงเทียนในห้องสั่นไหวระริก เงาของเปลวไฟสะท้อนบนผนังโยกไหวไปมา แสงครึ่งสว่างครึ่งมืดอาบลงบนใบหน้าชายหนุ่ม ครึ่งหนึ่งถูกกลืนไปกับเงา อีกครึ่งหนึ่งต้องแสงสีทองอบอุ่น ทำให้เขาดูราวกับปีศาจในร่างคนที่มีทั้งเสน่ห์และอันตราย...งดงามจนชวนให้หัวใจของไป๋ซืออวี่สั่นไหวโดยไม่รู้ตัว
ไป๋ซืออวี่มองชายหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวสีแดงตรงหน้า ใบหน้าดูอ่อนโยน สุภาพราวบัณฑิตหนุ่มผู้ไม่เคยแตะต้องดาบ ยังไงเธอก็ไม่อาจเชื่อได้เลยว่า คนคนนี้คือตัวร้ายชื่อกระฉ่อนที่บรรดาตัวเอกฝ่ายธรรมะในนิยายต่างพากันหวาดกลัวและหลีกหนี
ถ้าไม่ได้อ่านนิยายมาก่อน เห็นคำบรรยายถึงวีรกรรมโหดร้ายและแผนสกปรกที่เขาเคยก่อไว้ เธอคงถูกใบหน้าเรียบนิ่งงดงามนี้หลอกเอาง่ายๆ แน่
จนถึงตอนนี้ไป๋ซืออวี่ถึงได้เข้าใจว่า ความหวาดกลัวที่มีต่อเซียวหานเจวี๋ย ไม่ได้มาจากรูปลักษณ์ของเขาเลย แต่มันมาจากอำนาจที่แผ่ซ่านจากตัวเขา แรงกดดันอันเป็นธรรมชาติของผู้ที่อยู่เหนือผู้อื่น
เขาคือผู้มีอำนาจโดยกำเนิด ไม่จำเป็นต้องแสดงความดุร้าย ก็สามารถทำให้คนรอบข้างรู้สึกขยาดได้ในพริบตา
หลังเซียวหานเจวี๋ยเปิดผ้าคลุมหน้าออก เสียงของแม่สื่อก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมโปรยถั่วแดง พุทรา ถั่วลิสง เกาลัดอบแห้ง และเงินเหรียญ ท่ามกลางเสียงอวยพรที่เอื้อนเอ่ยอย่างรื่นเริง
“ขอให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวครองรักยืนยาว มั่งมีศรีสุข มีบุตรมากหน้าหลานมากตา สมบูรณ์พูนสุขทั่วทั้งจวน”
ไป๋ซืออวี่เหลือบตามองแม่สื่อคนนั้นโดยไม่ตั้งใจ แม้นางจะยังยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนก่อน แต่เหงื่อเม็ดเล็กละเอียดกลับผุดเต็มหน้าผาก และแววตาก็ดูเลิ่กลั่กผิดปกติ
เธอเดาได้ไม่ยาก หญิงคนนั้นคงกลัวเซียวหานเจวี๋ยจนตัวสั่น แต่เพราะหน้าที่บังคับจึงต้องแสร้งทำเป็นร่าเริง เพื่อไม่ให้บรรยากาศดูอึดอัดเกินไป
ไม่นานแม่สื่อก็โปรยของเสร็จและกล่าวคำอวยพรจบสิ้น ถึงเวลาพิธีดื่มสุราร่วมถ้วยแล้ว
สาวใช้คนหนึ่งถือถาดเข้ามา ไม่ใช่เม่ยเซียง แต่เป็นสาวใช้คนอื่น นางเทเหล้าใส่จอก แล้วส่งให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวคนละถ้วย
ไป๋ซืออวี่รู้สึกใจเต้นแรง มือที่ถือจอกเหล้าสั่นเล็กน้อย เธอยังไม่กล้ายกขึ้นดื่ม เพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี จะให้เธอดื่มเหล้าคู่กับตัวร้ายจริงๆ น่ะหรือ?
แต่ยังไม่ทันหาทางออก เซียวหานเจวี๋ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับยกจอกขึ้นดื่มเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เพียงมองมาที่เธอนิ่งๆ
ไป๋ซืออวี่ยิ่งรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนเข็ม เขาหมายความว่ายังไงกันแน่? หรือว่าเขาต้องการให้ดื่มร่วมพิธีจริงๆ?
ถ้าเป็นอย่างนั้น นั่นไม่ใช่เหล้าร่วมชีวิตหรอก... แต่เป็นเหล้าอำลาโลกชัดๆ!
พอนึกถึงฉากในนิยายที่เขาทั้งโหดร้าย ทั้งไม่ชายตามองสตรีคนใด ไป๋ซืออวี่แทบอยากปิดปากตัวเองไม่ให้ร้องออกมา แต่เมื่อเห็นสายตาเร่งเร้าของแม่สื่อ และแววตาคมดุของชายหนุ่มตรงหน้า สุดท้ายเธอก็จำต้องฝืนใจยกจอกขึ้นจิบเหล้าเพียงเล็กน้อย
และเมื่อถึงช่วงพิธีดื่มสุราผูกแขน ไป๋ซืออวี่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เซียวหานเจวี๋ยกลับยื่นมือมาคล้องแขนเธอไว้เสียก่อนอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับมิได้ใส่ใจสิ่งใด นอกจากให้พิธีดำเนินไปตามครรลองเท่านั้น
แม่สื่อดูเหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเริ่มกล่าวคำอวยพรต่อไป ไป๋ซืออวี่ในใจยังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น จึงเลือกที่จะหลับตาแน่น แล้วกระดกเหล้าในถ้วยลงคอรวดเดียวจนหมด
ต่อมาก็ถึงขั้นตอนสุดท้าย พิธีตัดปอยผมผูกสัมพันธ์ แม่สื่อสั่งให้ทั้งสองตัดปอยผมของกันและกันคนละเส้นเพื่อเก็บไว้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสามีภรรยา
มือที่ถือกรรไกรของไป๋ซืออวี่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ใจเธอเอาแต่คิดวนไปมา ทำไมกันนะ...ทำไมเธอถึงต้องทะลุมิติมาอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายแบบนี้ด้วย!
คืนเข้าหออะไรนั่นน่ะหรือ? สำหรับเธอแล้ว มันคือคืนส่งวิญญาณต่างหาก!
ไป๋ซืออวี่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองตัดปอยผมของเซียวหานเจวี๋ยมาได้อย่างไร เธอรู้เพียงว่า พอวางปอยผมของทั้งคู่ลงในกล่องไม้ตามที่แม่สื่อสั่ง แผ่นหลังใต้ชุดเจ้าสาวก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว
“ตัดปอยผมร่วมเป็นสามีภรรยา ความรักมั่นคงไม่แปรผัน...”
เสียงของแม่สื่อเอ่ยคำอวยพรยาวต่อเนื่อง แต่ไป๋ซืออวี่แทบไม่ได้ฟังอีกต่อไป แรงทั้งหมดในร่างเหมือนถูกสูบหาย ใบหน้าซีดขาว มือเท้าเย็นเฉียบ ในใจมีเพียงความคิดเดียว
หลังจากทุกคนออกไปจากห้องนี้แล้ว...เธอจะยังมีชีวิตรอดถึงรุ่งเช้าหรือไม่?
ไม่รู้ว่าแม่สื่อกล่าวคำอวยพรจบไปเมื่อใด ต่อจากนั้นก็พูดอะไรอีกสองสามประโยค ทั้งคำแสดงความยินดีและถ้อยคำหยอกล้อ ก่อนที่คนทั้งหมด รวมถึงพวกที่เข้ามาเมื่อครู่จะทยอยเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน
เมื่อไป๋ซืออวี่ได้สติกลับมาอีกครั้ง ห้องหอทั้งห้องก็เหลือเพียงเธอกับเซียวหานเจวี๋ยสองคนเท่านั้น
ในความเงียบงันนั้น เสียงเปลวเทียนที่แตกเปรี๊ยะเบาๆ ดังสม่ำเสมอในทุกจังหวะ ล้วนฟังชัดยิ่งกว่าที่เคย
ใบหน้าของเซียวหานเจวี๋ยแฝงอยู่ในเงาสลัวของเปลวเทียนที่กระพริบไหว มองเห็นเพียงเค้าโครงรางเลือน ดวงตาคู่นั้นทอดมองมาในเงามืด เย็นเฉียบราวคมมีดจนหัวใจของไป๋ซืออวี่หนาวสะท้านถึงไขกระดูก
