บทที่ 4 หนีสิคะจะรออะไร
แสงอรุณในยามเช้าสาดลอดผ่านรอยต่อของผ้าใบกระโจมเข้ามาภายใน ทำให้คนที่นอนหลับใหลอยู่ในตอนแรกรู้สึกตัวตื่น กลิ่นคาวเลือดยังคงหลงเหลือ แม้จะจางลงไปจากเมื่อคืน แต่ก็ชัดพอที่จะทำให้ลมหายใจติดขัดด้วยความสะอิดสะเอียน
เปลือกตาบางเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือผืนผ้าใบสีหม่น ภาพต่อมาเป็นอาภรณ์เจ้าสาวตัวเดิมที่ยับย่น ทุกอย่างย้ำเตือนให้หยวนเจินเจินตระหนักในความจริงว่านางยังอยู่ในค่ายทหารของหลิวอวี้เฉินอ๋อง
หญิงสาวหันไปมองทางด้านข้างเห็นร่างสูงของเขานอนอยู่ไม่ไกล ไม่ใช่บุรุษที่สวมใส่ชุดเกราะเปื้อนเลือด ผู้เปี่ยมไปด้วยโทสะเฉกเช่นเมื่อคืน หากแต่ในยามนี้เขาได้อาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มอยู่ในชุดอาภรณ์สีเข้ม เรือนผมรวบอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าคมคายสงบนิ่งในยามหลับใหล ทว่าสำหรับคนมองแล้ว นางคิดว่าแม้ในยามที่เขาสงบก็ยังน่ากลัวไม่ต่างจากเมื่อคืน
ความทรงจำในเมื่อคืนย้อนกลับมาทำให้หญิงสาวกำมือแน่น ภาพที่เขาดึงนางเข้าไปจูบอย่างหยาบโลนทำให้ความโกรธแล่นขึ้นมาจนรู้สึกเจ็บตึงในอก และทันใดนั้นเองสายตางามก็เหลือบไปเห็นดาบยาวที่วางพาดอยู่ไม่ไกล คมดาบสะท้อนแสงแดดอ่อนในยามเช้าเป็นประกายเงาวับ
‘สังหารทิ้งเลยดีหรือไม่’ หยวนเจินเจินคิดในใจ หากแต่ยังไม่ทันที่จะได้ขยับตัว เสียงทุ้มต่ำเย็นเยือกก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
“หากเจ้าคิดจะหยิบดาบนั่น ข้าขอให้เจ้าคิดใหม่”
ร่างบางสะดุ้ง หัวใจแทบกระเด็นหลุดจากอก มองคนที่ยังคงนอนหลับตา รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก ราวกับรู้ความคิดของนางตั้งแต่ต้น
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ใช่องค์หญิงเฉาลี่ฟาง!” หญิงสาวกัดฟัน เอ่ยเสียงกร้าว
หลิวอวี้เฉินลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ส่งสายตาคมกริบจ้องมองนางโดยตรง ไร้ซึ่งความอ่อนโยนและเต็มไปด้วยแรงกดดันอันเยือกเย็น
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะพูดอะไร หากแต่ข้าได้จูบเจ้า ได้นอนเคียงข้างเจ้ามาตลอดทั้งคืน ในตอนนี้ข้าได้ถือว่าเจ้าเป็นชายาของข้า นั่นคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว”
หลิวอวี้เฉินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทาบลงมาบนร่างของนาง
“ข้ายังยืนยันคำเดิมว่าข้าไม่ได้อยากแต่งงานกับเจ้า แต่ข้าทำเพราะหน้าที่ ต่างจากเจ้าที่หนีไปเพราะความเห็นแก่ตัว”
วาจาของเขาไม่ต่างอะไรจากแรงตบที่ฟาดลงมาบนหน้า หยวนเจินเจินคิดว่าหากองค์หญิงเฉาลี่ฟางตัวจริงได้มายินคงมีกระอักบ้างแหละ หากแต่นางไม่ใช่องค์หญิงเฉาลี่ฟางจึงไม่ได้รู้สึกอะไร
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาอีกก้าว โน้มใบหน้าลงต่ำเข้ามาหา ใกล้จนหยวนเจินเจินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของเขาที่ปะทะผะแผ่วอยู่บนใบหน้า
“รู้หรือไม่ว่าการหนีของเจ้าไม่ต่างอะไรจากการตบหน้าทูตแคว้นเป่ย และยังอาจทำให้หลายชีวิตต้องตายเพราะความเอาแต่ใจของเจ้า!”
หยวนเจินเจินนึกอยากกรีดร้องใส่หน้าของคนตัวโตยิ่งนัก นางกำลังอ้าปากหมายจะเถียง แต่ประโยคต่อมาของเขาทำให้นางชะงักไปทันที
“และถ้าหากเจ้ายังไม่เลิกสร้างความวุ่นวาย ข้าจะสั่งแขวนเจ้าไว้ที่กำแพงเมืองให้ผู้คนดูเป็นตัวอย่าง” น้ำเสียงของเขานิ่งเย็น ท่าทีบ่งบอกว่าไม่ได้พูดเล่นแต่อย่างใด
แต่แล้ว… หยวนเจินเจินก็ต้องรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งไป ยามนี้ดวงตาคู่คมของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของนางเหมือนในคราแรก ทว่ามันกลับต่ำลงไปมากกว่านั้น
หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำมองตามสายตาของเขา แต่แล้วนางก็ต้องร้องอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ
“ว้าย! คนลามก!” มือบางรีบดึงสาบเสื้อที่เปิดออกจนเห็นเนินอกอวบอยู่ในคราแรกเข้าหากันทันที ขณะที่หลิวอวี้เฉินเปล่งเสียงหัวเราะดังหึๆออกมาในลำคอด้วยความชอบใจ
หยวนเจินเจินเม้มริมฝีปากแน่น แม้ว่าความโกรธจะยังคงอยู่ หากแต่ความกลัวนั้นมีมากกว่า จึงยอมหุบปากลงในที่สุด หลิวอวี้เฉินมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที เขาก็ขานเรียกใครบางคนออกมา
“เหอเจีย”
เพียงแค่สิ้นเสียงนั้น ผ้าใบกระโจมก็เปิดออก สาวใช้ผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม ใบหน้าของนางเรียบร้อย ดวงตาสงบนิ่ง
“เพคะจวิ้นอ๋อง”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องดูแลนางอย่างใกล้ชิด” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ เหอเจียจึงก้มศีรษะรับคำ
หลิวอวี้เฉินหันกลับมามองคนที่นั่งอยู่บนเตียงอีกครั้ง สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าพลางแค่นยิ้มหยัน
“ดูสภาพของนางสิ ไม่ต่างอะไรจากซากศพที่ถูกลากกลับมาจากสนามรบ”
หยวนเจินเจินอ้าปากค้าง ปากคอของบุรุษผู้นี้เราะร้ายยิ่งนัก มือบางกำแน่นแต่ไม่กล้าเถียงอะไรออกมา เพราะกลัวว่าเขาจะจับนางไปแขวนไว้ที่กำแพงเมืองเหมือนคำขู่เมื่อครู่นี้จริงๆ
ร่างสูงกระตุกมุมปากขึ้นเบาๆ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกไปจากกระโจมอย่างไม่ไยดี เสียงฝีเท้าของเขาไกลห่างออกไปเรื่อยๆ เหลือเพียงแค่ความเงียบ ก่อนที่เหอเจียจะเงยหน้าขึ้นก้าวเดินเข้ามาหาคนที่นั่งอยู่บนเตียง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“หม่อมฉันจะช่วยปรนนิบัติพระชายาอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์นะเพคะ”
หยวนเจินเจินนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นจึงพยักหน้ารับเบาๆ ยามนี้นางรู้สึกเหนียวตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังรู้สึกคลื่นเหียนกลิ่นคาวเลือดจากชุดเกราะของเขาที่เปรอะเปื้อนลงบนอาภรณ์สีชาดของนาง คิดว่าหากได้อาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์คงจะสบายตัวขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งยามนี้นางอยู่ตามลำพังกับเหอเจีย โดยไร้เงาของบุรุษใจร้าย หญิงสาวกระตุกมุมปากยิ้มเบาๆ ภายในหัวเริ่มคิดถึงแผนการหนีอันแยบยลอย่างเงียบๆ
หลังจากสั่งการเหอเจียแล้ว หลิวอวี้เฉินเดินออกมาจากกระโจมโดยไม่หันหลังกลับ อากาศยามเช้าในค่ายทหารเย็นจัด ชายหนุ่มก้าวขายาวๆมุ่งตรงไปยังกระโจมหลังใหญ่กลางค่าย ซึ่งเป็นกระโจมที่ใช้สำหรับประชุมบัญชาการ ทันทีที่ทหารหน้ากระโจมเห็นเขาก็รีบค้อมศีรษะลงทันที
ภายในกระโจมมีแผนที่ผืนใหญ่ถูกกางบนโต๊ะไม้ มีหมึกหินแทนกำลังพลวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ร่างสูงสงบนิ่งราวกับภูผา มือหนาวางบนขอบโต๊ะ อีกมือหนึ่งกำหมากหินสีดำแน่น หากแต่ยังไม่ทันได้ออกคำสั่งใด เสียงฝีเท้ารีบเร่งพลันดังขึ้นเสียก่อน
“จวิ้นอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!” หลูข่าย องครักษ์คนสนิทของเขาก้าวเข้ามา คุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“มีอะไร” หลิวอวี้เฉินกล่าวถามโดยไม่มองหน้า
“ทหารของเราพบองค์หญิงเฉาลี่ฟางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
มือที่กำหมากหินอยู่นั้นหยุดนิ่งลงทันที ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ สายตาคมกริบเย็นเยียบขึ้นแม้แต่หลูข่ายยังต้องก้มหน้าลงหลบสายตา
“องค์หญิงเฉาลี่ฟางอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงเรียบนิ่ง หากแต่เต็มไปด้วยความกดดันจนหลูข่ายรู้สึกเหมือนกำลังโดนคมดาบจ่อที่ลำคอเอาไว้ เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่
“พ่ะย่ะค่ะ ทหารของเราพบองค์หญิงเฉาลี่ฟางพร้อมกับนางกำนัลคนสนิทอยู่บนเส้นทางกลับชายแดนแคว้นเป่ย”
หลิวอวี้เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย
“แน่ใจแล้วใช่หรือไม่”
“แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ ทหารของเรายืนยันอย่างชัดเจน ทั้งรูปลักษณ์ เครื่องแต่งกาย และตราประจำพระองค์ ไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นวาจาของหลูข่าย ภายในกระโจมกลับเงียบกริบ ดวงตาคมของหลิวอวี้เฉินวาวโรจน์ขึ้น หากนั่นคือองค์หญิงเฉาลี่ฟางจริง เช่นนั้นสตรีที่อยู่ในกระโจมกับเขาเมื่อคืน นางคือผู้ใดกัน
มุมปากหยักกระตุกขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี หากเป็นความเย็นชาที่แฝงไปด้วยความสนใจบางอย่างเมื่อนึกถึงจุมพิตแสนหวานที่เขาได้รับเมื่อคืนนี้จากความเข้าใจผิด
“จวิ้นอ๋องจะให้จัดการอย่างไรกับองค์หญิงเฉาลี่ฟางพ่ะย่ะค่ะ” หลูข่ายเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ยกเลิกการอภิเษก ส่งตัวนางกลับแคว้นเป่ย” ประโยคสั้นๆเอ่ยออกมาอย่างไม่ลังเล สายตาคมตวัดมองไปยังแผนที่ผืนใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะ กล่าวอย่างเย็นชา
“แจ้งไปยังแคว้นเป่ย ให้เป็นฝ่ายอธิบายว่าจะรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร เพราะข้าไม่ต้องการอภิเษกกับเฉาลี่ฟางแล้ว”
“รับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ” หลูข่ายก้มศีรษะลง จากนั้นจึงก้าวถอยออกไปจากกระโจม
หลิวอวี้เฉินยืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง เสียงลมพัดผ้าใบกระโจมดังขึ้นเป็นระยะ สายตาของเขาเลื่อนไปยังหมากหินสีดำในมือ ก่อนจะนึกถึงดวงตาดื้อรั้นของสตรีผู้หนึ่ง นางไม่ใช่องค์หญิงเฉาลี่ฟาง ไม่ใช่คนที่ถูกส่งมาเพื่อแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น หากแต่นางสวมใส่ชุดเจ้าสาว นั่นอาจหมายความว่านางเองก็หนีงานแต่งมาเช่นกัน
ครานี้ชายหนุ่มเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆในลำคอ ไม่ว่านางจะเป็นใคร หากแต่กลับทำให้เขารู้สึกสนใจนางไม่น้อยเลยทีเดียว
ขณะที่ในกระโจม หลังจากที่หลิวอวี้เฉินเพิ่งเดินจากมา ยามนี้เหอเจียกำลังปรนนิบัติหยวนเจินเจินอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์จากจุดเจ้าสาวสีชาดชวนอึดอัดเป็นชุดผ้าไหมเนื้อนุ่มสีอ่อนเรียบๆ
สายน้ำอุ่นช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อ ทำให้หยวนเจินเจินรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาไม่น้อย หลังจากที่หนีขบวนเกี้ยวเจ้าสาวหัวซุกหัวซุน มิหนำซ้ำยังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นองค์หญิงเฉาลี่ฟางจนโดนลากมาที่ค่ายทหาร และเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายหลิวอวี้เฉินอ๋อง แต่อย่างไรก็ตาม แม้แต่เหอเจียก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้ภายในหัวของหยวนเจินเจินกำลังครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง
หากนางยังอยู่ที่นี่ต่อ ก็ไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากนางหนี ก็ยังพอมีโอกาสรอด อย่างน้อยขอเพียงแค่หนีออกจากเมืองหลวง นางจะไปตั้งรกรากใหม่ ไม่ต้องแต่งงานกับตัวร้ายเถียนจู่เหยา อีกทั้งยังไม่ต้องทนอยู่กับปีศาจร้ายอย่างพระรองหลิวอวี้เฉินให้ต้องคอยระแวงระวังตัวเหมือนอย่างตอนนี้
เมื่อเสร็จจากอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ สำรับอาหารเช้าก็ถูกยกเข้ามาวางบนโต๊ะไม้เตี้ย หยวนเจินเจินมอง ข้าวสวยร้อนๆ กับอาหารเพียงไม่กี่อย่าง กลิ่นหอมจางๆลอยขึ้นท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น
“เชิญเสวยเพคะพระชายา” เหอเจียกล่าวอย่างสุภาพ ก่อนจะถอยออกไปยืนรอรับใช้อยู่ทางด้านหลังอย่างเงียบๆ
