บทที่ 5 หนีจากเสือแต่เจอจระเข้
หยวนเจินเจินพยักหน้ารับ จากนั้นจึงนั่งลงอย่างสงบ แสร้งทำสีหน้าให้ดูอ่อนแรงกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย
นางตักข้าวเข้าปากสองสามคำแล้วจู่ๆก็ชะงักไป มือหนึ่งยื่นมากุมหน้าท้องเอาไว้ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันแน่น
“อึก!” สีหน้าของหญิงสาวซีดเผือด บ่งบอกถึงความทรมานอย่างปิดไม่มิด
“พระชายาทรงเป็นอะไรไปเพคะ!” เหอเจียร้องเสียงหลง รีบปรี่เข้ามาหานางทันใด
“ขะ ข้าปวดท้อง ปวดมากเหมือนจะไม่ไหวแล้ว” หญิงสาวโน้มตัวลง มือกดท้องแน่น น้ำเสียงสั่นไหวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“เช่นนั้นบ่าวจะรีบไปตามหมอมาดูอาการพระชายานะเพคะ” เหอเจียหน้าถอดสี นางรีบก้าวขาเดินไปยังทางออกกระโจม ทว่าร่างบางของหยวนเจินเจินกลับผุดลุกขึ้นเสียก่อน
“ไม่ทันแล้ว! มันจะมาแล้ว ข้าต้องออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้”
คราแรกเหอเจียรู้สึกลังเล แต่เมื่อเห็นท่าทางเจ็บปวดของเจ้านายคนใหม่ นางจึงไม่กล้าขัด หารู้ไม่ว่าตนกำลังเสียรู้ให้กับหยวนเจินเจินเข้าแล้ว
“ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบพาไป” นางรีบวิ่งไปเปิดม่านกระโจมพาเจ้านายออกไปทางด้านหลัง ซึ่งมีฉากกั้นไว้อย่างเป็นสัดส่วนสำหรับให้เจ้านายถ่ายหนัก
“เจ้าอย่าเข้ามาใกล้นะ ข้าอาย” หยวนเจินเจินหันกลับมาสบตากับนางพลางโบกมือไล่
“เพคะ” เหอเจียหน้าแดงเล็กน้อย รับคำสั่งอย่างว่าง่าย รู้ว่าเจ้านายต้องการทำธุระส่วนตัว สาวใช้ไม่ควรไปยุ่ง พร้อมถอยออกไปสองสามก้าวตามมารยาท เพียงชั่วอึดใจเดียว เงาร่างของหยวนเจินเจินก็หายเข้าไปหลังฉากกั้น อาศัยจังหวะแทรกตัวผ่านช่องว่างระหว่างกระโจม ดึงผ้าคลุมเก่าๆมาพาดไหล่ปิดบังอาภรณ์ผ้าไหมเอาไว้ เพราะเกรงว่าจะไปสะดุดตาของผู้ใดเข้า และรีบก้มหน้าเดินปะปนไปกับทหารที่กำลังขนเสบียง
ครั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ นางจึงเร่งฝีเท้าเปลี่ยนทิศฉับพลัน ลัดเลาะเข้าทางลาดชันข้างค่ายทหารและหายลับเข้าไปในเงาต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว
ขณะที่ภายในกระโจม เวลาผ่านไปจากหนึ่งถ้วยชาจนถึงหนึ่งเค่อ หยวนเจินเจินก็ยังไม่กลับออกมาเสียที เหอเจียเริ่มรู้สึกเอะใจจึงส่งเสียงเรียกนางเบาๆ
“พระชายาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ”
“…” เงียบ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงตอบรับ ความเงียบงันทำให้หัวใจของเหอเจียกระตุกวูบ รีบวิ่งอ้อมไปดูทางด้านหลังจึงพบแค่เพียงความว่างเปล่า ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาคน
“พระชายา!” เสียงของเหอเจียแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก
‘พระชายาหนีไปอีกแล้ว!’
ความจริงผุดขึ้นมาในหัวของนาง ไม่รอช้ารีบสาวเท้าวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว นางวิ่งผ่านกระโจมหลายหลัง เหล่าทหารต่างหันมามองร่างเล็กด้วยความแปลกใจ แต่เหอเจียไม่มีเวลามาสนใจสายตาของผู้ใดทั้งสิ้น ไม่นานนักนางก็วิ่งมาถึงกระโจมบัญชาการ
“ข้ามีเรื่องด่วนสำคัญต้องรายงานให้จวิ้นอ๋องทรงทราบ” นางกล่าวกับทหารสองนายที่ยืนอารักขาความปลอดภัยอยู่หน้ากระโจม ไม่นานก็ได้ยินเสียงอนุญาตม่านผ้าใบถูกเปิดออก เหอเจียรีบคุกเข่าลงไปบนพื้น หน้าแดงก่ำ ทรวงอกสะท้านขึ้นลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากที่วิ่งมาไกล
“มีเรื่องอะไรเหอเจีย” หลิวอวี้เฉินมองร่างบางของสาวใช้ แม้ว่านางจะยังไม่ทันพูดอะไร แต่เขาก็สามารถตระหนักได้ว่าต้องเป็นเรื่องของสตรีผู้นั้นไม่ผิดแน่ เพราะยามนี้เหอเจียควรจะต้องอยู่ปรนนิบัตินางที่กระโจม แต่กลับมาพบเขาด้วยท่าทางร้อนรน
สตรีผู้นั้น… นางต้องสร้างเรื่องอีกเป็นแน่!
“จวิ้นอ๋อง พระชายาหนีไปอีกแล้วเพคะ” เหอเจียยังไม่ทราบความจริงว่าคนที่นางดูแลรับใช้ปรนนิบัติเมื่อครู่นี้หาใช่องค์หญิงเฉาลี่ฟาง นางทำหน้าราวจะร้องไห้ รายงานด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว
ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของเหอเจียทำให้ความสงบในกระโจมบัญชาการปั่นป่วนขึ้นทันที บรรยากาศที่แสนหนักขึ้นทำให้เหอเจียรับรู้ได้ทันทีว่าพายุลูกใหม่จากแรงโทสะของหลิวอ๋องกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว!
ร่างบางของหยวนเจินเจินวิ่งฝ่าพงไม้เข้าไปในป่าด้วยหัวใจที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุอก แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มออกมาอย่างเริงร่า
‘รอดแล้ว… คราวนี้นางรอดจริงๆแล้วเป็นแน่’
เมื่อเห็นว่าวิ่งจากมาไกลจากค่ายทหารมากแล้ว หญิงสาวจึงชะลอฝีเท้าลง เอนหลังพิงลำต้นไม้ใหญ่ สูดลมหายใจยาวเหยียด มือที่สั่นในตอนแรกจากความเหนื่อยค่อยๆคลายลง รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นที่มุมปากเต็มไปด้วยความดีใจ
“อ๋องโง่ คิดหรือว่าคนอย่างผิงผิงจะยอมตกอยู่ใต้อาณัติของผู้ใดโดยง่าย” นางพึมพำเสียงเบา แต่ความดีใจนั้นก็อยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแหบต่ำดังมาจากเบื้องหน้า
เสียงนั้นทำให้หญิงสาวชะงักไปทันที ก่อนที่ไม่นานจะปรากฏเงาร่างหลายร่างค่อยๆแยกตัวออกมาจากเงาไม้ ปรากฏเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ สวมใส่เสื้อผ้าสกปรกขาดรุ่ย สายตาของพวกมันจดจ้องมองมายังนางอย่างหยาบโลนไม่ปิดบัง
“โจรป่า!” รอยยิ้มของหยวนเจินเจินหายวับไปทันที เลือดในกายเย็นเฉียบลงอย่างฉับพลันด้วยความหวาดกลัว
“แม่นาง หลงป่าหรือ?” ชายคนหนึ่งเลียริมฝีปาก สายตาของมันกวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างน่าขนลุก
วินาทีนั้นหยวนเจินเจินรู้ได้ทันทีว่านางซวยแล้ว!
หญิงสาวหมุนตัวทำท่าจะหนี แต่กลับมีโจรป่าผู้หนึ่งรีบพุ่งมาคว้าแขนของนางเอาไว้เสียก่อน ร่างบางเซถลาเข้าไปปะทะอกของมัน กลิ่นกายเหม็นเน่าราวกับคนไม่ได้อาบน้ำมานานแรมปีทำให้นางรู้สึกคลื่นเหียนจนแทบจะอาเจียน
“จะรีบไปไหนล่ะแม่นางคนงาม อยู่เล่นสนุกกับพวกข้าก่อนสิ” เมื่อเอ่ยจบ เสียงหัวเราะรอบด้านก็ดังขึ้น แต่คนอย่างนางไม่ยอมให้ผู้ใดรังแกโดยง่าย หญิงสาวอ้าปากแล้วพุ่งเข้าไปหามันอย่างรวดเร็ว
“อ๊ากกกก!!!” เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทันที ชายผู้นั้นผลักนางออกอย่างแรง มือกุมไปที่ใบหูของตนด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงสดไหลอาบลงมายังซอกนิ้ว และพบว่าส่วนหนึ่งของใบหูนั้นหายไป
“แหวะ! เค็มชะมัด” หยวนเจินเจินทำหน้าเหยเก แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างให้ความสนใจกับชายที่โดนนางกัดหูจนขาด จึงรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว ไม่รอให้พวกมันได้ตั้งตัว แล้วหมุนตัววิ่งหนีอย่างสุดชีวิต
ร่างบางวิ่งฝ่าพงหญ้ารกทึบ แม้จะโดนกิ่งไม้ฟาดแขน หนามข่วนจนรู้สึกแสบผิว หากแต่กลับไม่ยอมหยุดแม้แต่วินาทีเดียว
“อย่าให้นางหนีไปได้! ข้าจะตัดหูของนางคืน!” เสียงตะโกนดังไล่ตามหลังมา ขณะที่ลมหายใจของหยวนเจินเจินเริ่มขาดออกเป็นช่วงๆ แข้งขาเริ่มสั่น หากแต่ความกลัวเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้นางหนีต่อ
“หยุดไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าหยุดเด็ดขาด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงเบา หากแต่ในตอนนั้นเอง เท้าของนางกลับสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาจนเสียหลัก ล้มกลิ้งลงไปบนพื้นดินอย่างแรง
ร่างบางพยายามยันตัวให้ลุกขึ้น แม้ว่ามือจะสั่นจนแทบจะหมดแรง ทว่าในวินาทีนั้นเองเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นพร้อมร่างของชายฉกรรจ์ที่กำลังเคลื่อนไหวเข้ามาหานาง
หากแต่ก่อนที่พวกโจรป่าจะเข้ามาถึงตัวของนาง เสียงฝีเท้าอาชาตัวใหญ่หลายตัวก็พุ่งทะยานเข้ามา ปรากฏเงาร่างในชุดเกราะนั่งอยู่บนหลังม้า ในมือถือดาบที่กำลังส่องแสงสะท้อนแสงแดด
“ล้อมพวกมันเอาไว้!” หลิวอวี้เฉินอยู่บนหลังอาชาสีน้ำตาลตัวใหญ่ ร่างสูงสง่า ดวงตาคมกริบไม่ต่างจากเหล็กกล้า และเพียงแค่เขาปรากฏตัว บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที
โจรป่าที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาหาหยวนเจินเจินหยุดฝีเท้าลงทันใด สีหน้าของมันที่เต็มไปด้วยความเหิมเกริมในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกขึ้นมาแทน
“จวิ้นอ๋อง!” เสียงหนึ่งดังขึ้น เขาจำได้ว่าหลิวอ๋องคือคนที่ตัดศีรษะหัวหน้าของพวกเขาเมื่อวานนี้
สิ้นวาจานั้น ความกลัวแผ่กระจายไปทั่ว เหล่าโจรป่าพากันก้าวถอยหนี หลิวอวี้เฉินไม่ได้ขยับ แต่กลับปรายตาคมมองไปยังพวกมันแทน
“หากคิดจะหนีตอนนี้ พวกเจ้าคิดช้าไปแล้ว” เสียงของเขาราบเรียบและเย็นเฉียบ มือหนายกขึ้นเล็กน้อยส่งสัญญาณให้หลูข่าย
“ตัดหัวพวกมันทิ้งเสีย” เขาเอ่ยวาจานั้นออกมาอย่างง่ายดาย ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ชินชาอยู่ทุกวัน
หลูข่ายกับทหารพุ่งเข้าจัดการตามคำสั่งทันที เสียงร้องโหยหวนผสานกับเสียงคมอาวุธดังขึ้นระงมอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆเงียบลงกลับมาสงบเฉกเช่นเดิม
หยวนเจินเจินมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาสั่นระริก เมื่อเห็นทหารยื่นปลายดาบจ่อไปยังลำคอของพวกโจรป่า นางก็รู้สึกแข้งขาอ่อนยวบลงทันที โลกทั้งใบหมุนคว้าง เสียงในหูเริ่มพร่าเลือนได้ยินไม่เป็นคำ แต่ก่อนที่ร่างจะทรุดลงกับพื้น พลันมีท่อนแขนแข็งแรงโอบรั้งนางเอาไว้เสียก่อน
หลิวอวี้เฉินดึงร่างเล็กเข้ามาในอ้อมแขนอย่างไม่ลังเล อกกว้างหนั่นแน่นเป็นดั่งกำแพงเหล็กที่ประคองร่างสั่นสะท้านของนางเอาไว้
“หากกลัวก็หลับตา” เขาเอ่ยเสียงต่ำดังชิดข้างหู จากคนดื้อรั้นกลายเป็นคนว่าง่ายขึ้นมาทันใด หยวนเจินเจินซุกหน้าเข้ากับอกของเขา นิ้วเรียวกำชายอาภรณ์ของคนตัวโตแน่นโดยไม่รู้ตัว
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากทางด้านหลัง แล้วค่อยๆเงียบลงทีละเสียง กลิ่นเลือด กลิ่นเหงื่อและกลิ่นคมอาวุธยังคงชัดเจน หากแต่ยามนี้หยวนเจินเจินกลับรู้สึกว่าในอ้อมแขนของหลิวอ๋องกลับทำให้นางรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยอย่างประหลาด
เมื่อความเงียบกลับคืน หลิวอวี้เฉินจึงคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อย และก่อนที่หยวนเจินเจินจะทันได้ตั้งตัว ร่างของนางก็ถูกเหวี่ยงขึ้นหลังม้าอย่างง่ายดาย
“อ๊ะ!” หญิงสาวอุทานขึ้นมาเบาๆด้วยความตกใจ แต่แล้วร่างสูงของเขาก็กระโดดตามมานั่งอยู่ทางด้านหลัง มือหนากำบังเหียนมั่นคง ส่วนอีกข้างกอดเอวบางของนางเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“กลับค่าย” เขาสั่งเสียงเรียบ อาชาตัวใหญ่ทะยานออกไปทันที
หยวนเจินเจินนั่งนิ่ง แผ่นหลังเสียดสีกับอกแกร่งในยามที่ม้าขยับ หัวใจของนางเต้นแรงไม่หยุด ทั้งหวาดกลัวกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น และความรู้สึกกังวลที่โดนหลิวอวี้เฉินจับตัวได้อีกครั้ง เพราะนางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนที่ผู้ใดก็ไม่อาจคาดเดาอารมณ์และความรู้สึกจากเขาได้เลย
หยวนเจินเจินคิดด้วยความหดหู่ใจ เมื่อชีวิตของนางตกอยู่ในเงื้อมมือของหลิวอ๋องอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!
