บทที่ 3 รสจุมพิตที่ไร้เสน่หา
ร่างสูงของหลิวอวี้เฉินย่างสามขุมเข้ามาหาคนที่พยายามลุกขึ้นหลังจากที่เห็นศีรษะของโจรป่าจนขาอ่อน แววตาคู่งามสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ทุกย่างก้าวของเขาหนักแน่น ขณะที่ระยะห่างของคนทั้งสองแคบลงไปทุกขณะ กลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่ทันจางจากชุดเกราะของเขายังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ จนทำให้หยวนเจินเจินรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดและคลื่นไส้
“รู้ตัวหรือไม่ว่าทำอะไรลงไป” เสียงของเขาทุ้มต่ำ ทว่าอัดแน่นไปด้วยโทสะที่พยายามกดเอาไว้ ดวงตาคมกริบจ้องมองนางราวกับจะฉีกออกเป็นชิ้นๆ
“เจ้าหนีออกจากกระโจมในคืนแต่งงาน ทำให้ทั้งค่ายทหารวุ่นวายต้องออกตามหา”
ร่างบางก้าวถอยหลัง จนแผ่นหลังชนกับเสาไม้กลางกระโจม ลมหายใจของนางติดขัดเมื่อเห็นว่าคนตัวโตได้ก้าวเข้ามาเรื่อยๆแล้ว
“ข้าไม่ได้หนี!” นางเอ่ยขึ้นเสียงดัง แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่านางหนีงานแต่งจริงๆ แต่ไม่ใช่งานแต่งกับเขาเสียหน่อย
“ข้ายอมรับว่าข้าหนีงานแต่ง แต่เจ้าบ่าวของข้าไม่ใช่ท่านเสียหน่อย” หญิงสาวพึมพำ แต่เมื่อเห็นสายตาคมที่มองจ้องมาทำให้นางรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดองค์หญิงเฉาลี่ฟางจึงคิดหนี ก็เพราะพระรองหลิวอวี้เฉินน่าหวาดกลัวเช่นนี้อย่างไรเล่า หากเป็นนางก็คงตัดสินใจหนีเช่นกัน
หยวนเจินเจินเหลือบตามองบุรุษร่างสูงตรงหน้าอย่างพิจารณา ยามนี้พระรองหลิวอวี้เฉินยังไม่เคยพบเจอกับนางเอกหยวนเยว่เสียน หากเขาพบเจอนาง เขาจะตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบ หลงรักอย่างหัวปักหัวปำ และทำทุกอย่างเพื่อนาง ถึงแม้ว่าเขาจะมีองค์หญิงเฉาลี่ฟางเป็นชายาอยู่แล้วก็ตาม แต่นางเอกก็ต้องคู่กับพระเอก ไม่ว่าอย่างไรนางเอกหยวนเยว่เสียนก็ไม่เปลี่ยนใจจากพระเอกไต้จื้อเผิง ทั้งสองคนช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคและได้ครองรักกันในที่สุดในตอนจบของเรื่อง
“อ๊ะ!” หยวนเจินเจินอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ หลุดจากภวังค์ความคิดของตนทันที เมื่อคนตัวโตโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาหา สายตาของเขาเย็นเฉียบยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้เสียอีก
“อย่าคิดว่าข้าอยากแต่งงานกับเจ้า ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าที่ ไม่ใช่เพราะความจำเป็นของสองแคว้น ข้าไม่มีวันรับเจ้าขึ้นเป็นชายา”
คนฟังกำมือแน่น ปลายนิ้วสั่นทั้งเกิดจากความกลัวและความโกรธ อีกทั้งยังรู้สึกหมั่นไส้ในท่าทางหยิ่งยโสของหลิวอวี้เฉินเป็นอย่างมาก
“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดจวิ้นอ๋องถึงไม่ทรงปฏิเสธการแต่งงานตั้งแต่แรกเล่า!” หญิงสาวเถียงกลับเสียงสั่น แต่ไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาอย่างง่ายๆ วาจาของนางทำให้หลิวอวี้เฉินเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอ ขยับมาใกล้นางจนชิด ทำให้หยวนเจินเจินมองเห็นคราบเลือดแห้งเกรอะที่เปื้อนติดอยู่บนชุดเกราะเต็มสองตา
“ข้าไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ต่างจากเจ้าที่หนีไปโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา” ชายหนุ่มเว้นเสียงไปชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วดวงหน้างาม
“รู้หรือไม่ว่าการกระทำของเจ้าจะทำให้แคว้นเป่ยเดือดร้อนเพียงใด”
คำว่า แคว้นเป่ย ทำให้หยวนเจินเจินขมวดคิ้วมากกว่าเดิม ยามนี้ทุกคนกำลังเข้าใจผิดว่านางคือองค์หญิงเฉาลี่ฟาง
“ข้าไม่ใช่องค์หญิงเฉาลี่ฟาง!” นางกล่าวเสียงดัง
“พวกท่านเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น ข้าเพียงแค่…”
“เลิกโกหกได้แล้ว!” เสียงตวาดของชายหนุ่มดังลั่นขึ้น ความอดทนที่พยายามกดเอาไว้ขาดผึงออกจากกันทันใด และในวินาทีนั้นเอง เขายื่นมือออกมาดึงคนตัวเล็กเข้าไปหาอย่างแรง
หยวนเจินเจินยังไม่ทันตั้งตัว ร่างบางก็ชนเข้ากับอกแกร่ง ทั้งลมหายใจของเขา กลิ่นคาวเลือด และความร้อนจากร่างกายของชายหนุ่มถาโถมเข้ามาหานางอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว และก่อนที่จะทันได้เอ่ยคำใดออกมา ริมฝีปากของเขาก็แนบลงมาบดขยี้เรียวปากอิ่มของนางอย่างรุนแรง
“อื้อ!” หญิงสาวพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแกร่ง แต่ยิ่งออกแรงดิ้นมากเท่าใด อ้อมแขนของของหลิวอวี้เฉินก็ยิ่งรัดนางแน่นขึ้นจนหายใจแทบไม่ออก
รสจูบของเขาไม่ได้เกิดจากความเสน่หา ไร้ซึ่งความอ่อนโยน แต่เป็นเพียงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นจากความโกรธและความอัดอั้นที่ต้องการหาที่ระบายเท่านั้น
หยวนเจินเจินเบิกตากว้าง ภายในสมองขาวโพลนคิดสิ่งใดไม่ออก คราบโลหิตจากชุดเกราะเปื้อนลงบนอาภรณ์สีชาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนทำให้นางรู้สึกเวียนหัว
หญิงสาวรู้สึกว่ายามนี้โลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง แรงต่อต้านทั้งหมดที่มีมลายหายไปพร้อมกับอาการเวียนหัว รับรู้ได้ถึงอาการอ่อนแรงบริเวณท่อนขา ภาพตรงหน้าพร่าเลือนลงไปทุกขณะ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง
หลิวอวี้เฉินชะงักไปทันที เขารีบถอนริมฝีปากออกจากนางทันใด มองร่างบางไร้สติของคนในอ้อมแขน ท่ามกลางความเงียบงัน และแสงตะเกียงที่กำลังสั่นไหวไปตามแรงลมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
ขณะที่ค่ายทหารถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ แต่ในยามนี้จวนสกุลจ้าวกลับเต็มไปด้วยความอลหม่านอย่างไม่รู้จบ
ตั้งแต่รุ่งเช้าจนค่ำ เสียงฝีเท้าบ่าวไพร่ดังสลับไปมา ประตูจวนถูกเปิดปิดครั้งแล้วครั้งเล่า ทหารในจวนถูกส่งตัวออกไปค้นหาหยวนเจินเจินกันให้วุ่น แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ยังไร้ร่องรอยของนาง
ภายในห้องโถงใหญ่ หม่าโจวอวี้นั่งตัวแข็งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าของนางซีดเซียว ดวงตาแดงช้ำบ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
“เจ็ดวัน… ทางสกุลเถียนให้เวลาเพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น” นางพึมพำเสียงแผ่ว วาจานั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงไปทันที หยวนเยว่เสียนเองก็เช่นกัน ทางสกุลเถียนยื่นคำขาด หากไม่สามารถนำตัวเจ้าสาวกลับมาได้ภายในเจ็ดวัน สินสอดทองหมั้นทั้งหมดจะต้องถูกทวงคืน และไม่เพียงแค่นั้น พวกเขายังขู่ว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายจากความอับอายที่ได้รับ และจำนวนเงินนั้นมากเกินกว่าที่ทางสกุลหยวนจะรับไหว
ตั้งแต่ที่หยวนชุนหลิงผู้เป็นสามีจากไปพร้อมกับสตรีที่เขารัก… จิ่งเหยียนมารดาของหยวนเจินเจินผู้มีศักดิ์เป็นฮูหยินรองจากอุบัติเหตุรถม้าพลัดตกเขาตั้งแต่ตอนที่หยวนเจินเจินอายุได้เพียงเจ็ดหนาว ภาระทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่นาง หม่าโจวอวี้ต้องกลายเป็นเสาหลัก ประคองปากท้องของผู้คนในจวนสกุลหยวนให้อยู่รอด รวมถึงรักษาหน้าตาของตระกูลเอาไว้ท่ามกลางกระแสสังคม
หยวนชุนหลิงเป็นอดีตหมอหลวง ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากมาย หลังจากที่เขาจากไปก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เหลือเพียงแค่พอประคองชีวิตในแต่ละวัน และถ้าหากทางสกุลเถียนทวงคืนสินสอดจริง จวนสกุลหยวนอาจหมดตัวได้ในพริบตาเดียว
ความหวาดกลัวที่มีในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธในที่สุด นางฟาดมือลงกับที่วางแขนจนได้ยินเสียงดังปึง! แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่สะสมมานาน
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนาง เป็นเพราะหยวนเจินเจินคนเดียว!” หม่าโจวอวี้ตะคอกเสียงดังด้วยความคับแค้นใจ
“ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยปล่อยให้อดอยาก แต่สุดท้ายนางกลับตอบแทนข้าด้วยการหนีงานแต่งทำให้ทั้งตระกูลต้องเดือดร้อน!”
คำกล่าวโทษพรั่งพรูออกมาไม่หยุด รวมไปถึงความไม่พอใจเดิมต่อตัวของลูกเลี้ยงที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาจากความโกรธและความชิงชัง
หยวนเยว่เสียนที่ยืนเงียบอยู่ข้างมารดาอยู่นานรีบก้าวเข้าไปใกล้ วางมือลงบนต้นแขนของผู้เป็นแม่อย่างแผ่วเบา
“ท่านแม่โปรดใจเย็นก่อนเถิดเจ้าค่ะ เจินเอ๋อร์อาจไม่ได้ตั้งใจทำให้เรื่องบานปลายเช่นนี้” เสียงของนางอ่อนลง หากแต่แฝงไปด้วยความอ่อนล้า ตั้งแต่ที่ได้ทราบข่าวว่าน้องสาวหนีไปจากขบวนเกี้ยวก็ทำให้นางเป็นห่วงแทบจะล้มทั้งยืน อีกทั้งยังรู้สึกตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่เคยคิดว่าหยวนเจินเจินจะหาญกล้าเช่นนี้
“เจ้ายังจะเข้าข้างนางอีกหรือ!” หม่าโจวอวี้สะบัดแขนออก ส่งสายตามองบุตรสาวด้วยความไม่พอใจ
หยวนเยว่เสียนเห็นเช่นนั้นจึงเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาฉายความกังวลอย่างไม่ปิดบัง
“ข้าไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาตัวเจินเอ๋อร์ให้พบก่อน”
แม้จะเอ่ยเช่นนั้น หากแต่ภายในใจของหญิงสาวไม่ได้สงบเลยแม้แต่น้อย นางรู้จักหยวนเจินเจินดีว่านางไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจโดยไร้เหตุผล แม้ว่านางจะไม่ได้อยากแต่งงานกับเถียนจู่เหยาตั้งแต่แรก แต่เมื่อหม่าโจวอวี้ผู้เป็นแม่บอกว่าการแต่งงานในครั้งนี้จะช่วยประคับประคองตระกูลหยวนให้อยู่รอดต่อไปได้ หยวนเจินเจินจึงยอมตกปากรับคำอย่างไม่หลีกเลี่ยง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ แววตาคู่งามของหยวนเยว่เสียนพลันสั่นระริกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ อันที่จริงเถียนจู่เหยาต้องการแต่งงานกับนาง หากแต่นางมีไต้จื้อเผิงเป็นคู่หมายอยู่แล้วจึงปฏิเสธเขา แต่ไม่นึกว่าทางสกุลเถียนจะเปลี่ยนเป้าหมายจากนางมาเป็นหยวนเจินเจินแทน
หยวนเยว่เสียนรู้ดีว่าการที่คนสกุลเถียนยื่นคำขาดมาเช่นนี้ หมายจะกดดันให้ทางสกุลหยวนเปลี่ยนตัวเจ้าสาว และถ้าหากหาตัวของหยวนเจินเจินไม่พบ นางอาจจะต้องรับผิดชอบโดยการแต่งงานกับเถียนจู่เหยาแทน
‘เจินเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ไหน จะเป็นอย่างไรบ้าง ปลอดภัยดีหรือไม่’ มือบางกำแน่นเข้าหากัน นางไม่ได้กลัวที่จะต้องแต่งงานกับเถียนจู่เหยาแทนน้องสาว หากจำเป็นนางก็จะยินยอมทำตามความต้องการของสกุลเถียนเพื่อให้ตระกูลหยวนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ตอนนี้นางเป็นห่วงหยวนเจินเจินผู้เป็นน้องสาวจนสุดหัวใจ ได้แต่ภาวนาขอให้นางปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
