บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 พระชายาที่ไม่มีอยู่ในบท

หยวนเจินเจินวิ่งจนเหยียบชายกระโปรงตั้งท่าจะสะดุดล้มลงอยู่หลายครั้ง ลมหายใจสะดุดขาดเป็นห้วงๆด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่ไม่ยอมหยุด เสียงโกลาหลที่ดังมาจากขบวนแต่งงานยังแว่วมาให้ได้ยินจากทางด้านหลังอยู่เป็นระยะๆ นางพยายามประคองสติเลี้ยวเข้าตรอกแคบ สลับกับซอยเล็ก จนกระทั่งเห็นลานกว้างที่ทะลุออกมายังด้านหลังของตลาด

รถม้าขนของจอดเรียงรายอยู่ตรงนั้น บางคันบรรทุกข้าวสาร บางคันมีลังไม้ผู้เชือกแน่นและยังมีผ้าผืนใหญ่ปกคลุมด้านท้ายเอาไว้อีกด้วย

ผิงผิงที่อยู่ในร่างของหยวนเจินเจินมองรถม้าเหล่านั้นอย่างไม่ลังเล รีบพุ่งตัวไปยังรถม้าคันหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณแถวฝั่งซ้ายสุด นางยกผ้าผืนใหญ่ขึ้นแล้วปีนเข้าไปซุกตัวหลังกองกระสอบ และดึงผ้าคลุมให้ปิดลงเหมือนเดิมอย่างแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้

ข้างในนี้ทั้งมืดและอับ กลิ่นธัญพืชแห้งลอยอบอวล หญิงสาวนั่งกอดเข่ากลั้นหายใจ ฟังเสียงหัวใจของตนเต้นแรงอย่างเงียบๆ ไม่นานนัก นางก็รับรู้ได้ว่ารถม้ากำลังเคลื่อนตัว ในใจของนางรู้สึกลิงโลดดีใจเป็นอย่างมาก ขอเพียงแค่ให้นางสามารถหลุดออกไปจากที่นี่ได้ก็เพียงพอแล้ว

กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามรถม้าก็ได้หยุดลงเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาพร้อมกับผ้าคลุมผืนใหญ่ที่ถูกกระชากให้เปิดออก แสงแดดสาดส่องกระทบใบหน้าของหยวนเจินเจินจนนางรู้ยังแสบตา และยังไม่ทันที่จะได้ตั้งตัว ข้อมือบางก็ถูกคว้าเอาไว้แน่น และถูกกระชากดึงลงจากรถม้าอย่างแรงจนแทบเสียหลัก

“เจ้ามาทำอะไรบนรถขนของ!”

นางอ้าปากทำท่าจะอธิบาย แต่บุรุษผู้นั้นกลับยกมือขึ้นโบกแรงๆด้วยความหงุดหงิด ไม่คิดที่จะฟังเลยแม้แต่น้อย

“ออกไป! อย่ามาสร้างปัญหาให้ข้า รีบไปเดี๋ยวนี้เลย หาไม่ข้าจะส่งเจ้าให้ทางการข้อหาขโมยของ!” ประโยคคำสั่งสั้นๆจบลงพร้อมกับแรงผลัก ร่างบางเซถลาถอยไปข้างหลัง พร้อมกับผ้าคลุมผืนใหญ่ที่ถูกดึงให้ปิดลงตามเดิม แล้วรถม้าคันใหญ่ก็เคลื่อนตัวออกไปทันที ทิ้งนางไว้กลางทาง อีกทั้งสองข้างทางยังเต็มไปด้วยป่าไผ่รกทึบเสียด้วย

หยวนเจินเจินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเปล่งเสียงหัวเราะแผ่วๆออกมา ดูเหมือนว่าวันนี้โชคชะตาจะดูไม่ปราณีนางเลยสักนิด หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ พบว่าอีกไม่นานท้องฟ้าก็ใกล้จะมืดลงแล้ว จึงตัดสินใจเดินตรงไปตามทางเดียวกับที่รถม้าขนของเพิ่งวิ่งจากไป หวังเพียงว่าจะออกไปจากป่าที่นี่ได้ก่อนที่ฟ้าจะมืดลง

แต่ไม่ว่าจะเดินไปนานเท่าไหร่ ก็ยังไม่เห็นจุดหมายปลายทางเสียที จนหญิงสาวเริ่มเหนื่อย จึงตัดสินใจหย่อนกายนั่งลงอยู่บนขอนไม้ใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ๆเพื่อพักเหนื่อยเพียงชั่วครู่

แต่แล้ว…

“แยกกันค้นหาให้ทั่ว!” เสียงตะโกนดังแว่วมาจากทางด้านหน้า ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ที่กำลังเคลื่อนที่พร้อมกัน หยวนเจินเจินชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที

ร่างบางผุดลุกขึ้นยืน หมายจะวิ่งตรงไปยังต้นเสียงเพื่อความช่วยเหลือ แต่แล้วประโยคต่อมาที่นางได้ยินกลับทำให้หญิงสาวต้องชะงักฝีเท้าลงทันใด

“พระชายาน่าจะอยู่ไม่ไกล!”

คำพูดนั้นทำให้คนที่ได้ยินขมวดคิ้ว ‘พระชายา’ อย่างนั้นหรือ แต่ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ กลุ่มทหารในชุดเกราะสีดำเต็มยศก็ปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้า ไม่ไกลจากจุดที่หญิงสาวยืนอยู่เท่าใดนัก

ทันทีที่พวกเขาเห็นนาง สตรีที่อยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดง ถึงแม้จะดูมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าเปื้อนฝุ่น ก็สามารถทำให้กลุ่มทหารหยุดชะงักพร้อมปรี่เข้ามาหานางพร้อมกัน

“พบตัวพระชายาแล้ว!”

หยวนเจินเจินยังไม่ทันตอบ ข้อมือทั้งสองข้างก็ถูกจับเอาไว้แน่น

“เดี๋ยวก่อน! พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ใช่พระชายาอะไรนั่นเสียหน่อย!” นางเอ่ยเสียงสั่นด้วยความตกใจปนตื่นเต้น หากแต่พวกเขาหาได้ฟังนางเลยแม้แต่น้อย

“รีบพาพระชายากลับตำหนัก ก่อนที่จวิ้นอ๋องจะทรงกริ้วมากไปกว่านี้”

คำพูดของทหารกระแทกเข้ากลางอกของหยวนเจินเจิน หญิงสาวเบิกตากว้าง ก้มมองตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ ชุดแต่งงานสีแดงมงคล ผ้าคลุมหน้าที่ยังปกคลุมศีรษะที่นางตวัดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ไม่แปลกใจแม้แต่น้อยว่าเหตุใดทหารเหล่านี้ถึงเข้าใจผิดได้โดยง่าย

อย่าบอกนะว่าพวกเขาเข้าใจว่านางคือเจ้าสาวของจวิ้นอ๋องอะไรนั่น!

หยวนเจินเจินคิดยังไม่ทันจบ กลุ่มทหารก็พานางเคลื่อนออกไปจากป่าไผ่ เส้นทางที่มุ่งหน้าตรงไปนั้นไม่ใช่ทางกลับเข้าเมืองหลวง หากแต่เป็นถนนโล่งกว้างที่ทอดยาวออกนอกกำแพง

ในวินาทีนั้นเอง หยวนเจินเจินเริ่มตระหนักว่า นางไม่ได้เพียงหนีออกมาจากพิธีแต่งงาน แต่กำลังถูกดึงเข้าสู่บทบาทใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในเรื่องที่เคยอ่านเลยแม้แต่น้อย

กระโจมค่ายทหารตั้งเรียงรายอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างนอกกำแพงเมือง แสงเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างเป็นแนวยาว แลเห็นเงาของทหารยามยืนเฝ้าอารักขาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด สายลมในยามค่ำคืนพักเอากลิ่นดิน กลิ่นหญ้าและกลิ่นเหล็กจากคมอาวุธลอยปะปนกันในอากาศ จนบรรยากาศชวนให้รู้สึกกดดัน

หยวนเจินเจินถูกพามาหยุดอยู่ที่หน้ากระโจมหลังใหญ่สุด นางไม่ได้ถูกมัดหรือถูกผลักราวกับพวกเชลยหรือนักโทษ แต่การถูกเชิญด้วยท่าทางที่สุภาพเกินไปกลับทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เมื่อผ้าใบของกระโจมเปิดออก หยวนเจินเจินก็ถูกกดดันทางสายตา นางจึงจำต้องก้าวเข้าไปข้างในอย่างไม่มีทางเลือก

“เชิญพระชายาเฉาลี่ฟางประทับรอจวิ้นอ๋องอยู่ภายในกระโจมแห่งนี้ก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ

‘พระชายาเฉาลี่ฟางอย่างนั้นหรือ!’

ในตอนนี้จ้าวหยวนเจินก็เริ่มเข้าใจ องค์หญิงเฉาลี่ฟาง ตัวประกอบบทน้อยที่แทบจะไม่มีผู้ใดพูดถึงในนิยายเรื่องนี้ นางคือองค์หญิงจากแคว้นเป่ยที่ถูกส่งตัวมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นหมิง หญิงสาวคิดว่าที่พวกทหารเข้าใจผิดคิดว่านางคือองค์หญิงเฉาลี่ฟางก็เป็นเพราะตลอดการเข้าพิธี เจ้าสาวต้องสวมผ้าคลุมหน้าสีแดงเอาไว้ จึงยังไม่มีผู้ใดเห็นว่าองค์หญิงเฉาลี่ฟางมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“ข้าไม่ใช่พระชายาเฉาลี่ฟาง” นางปฏิเสธอย่างไม่ต้องหยุดคิด น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ เป็นการบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมา

ทว่าเหล่าทหารที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง อีกทั้งยังเป็นกลุ่มเดียวกับที่พานางมายังค่ายทหาร กลับมองนางด้วยสายตาลังเล ก่อนจะค้อมศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียง

“พระชายาอย่าทรงล้อเล่นเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

หยวนเจินเจินเม้มริมฝีปากแน่น พวกเขาทำราวกับว่าวาจาของนางเป็นดั่งสายลมพัดผ่าน ไม่มีน้ำหนักและไม่น่าเชื่อถือแต่อย่างใด หญิงสาวเปิดปากขึ้นหมายจะเอ่ยวาจาบางอย่าง ทว่ากลับมีเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางด้านนอกเสียก่อน

ทุกย่างก้าวของฝีเท้านั้นหนักแน่น ไร้ซึ่งความลังเล ไม่เร่ง แต่ก้าวเดินอย่างมั่นคง และเต็มไปด้วยแรงกดดันจนบรรยากาศภายในกระโจมเงียบลงไปในทันที

พรึ่บ!

ผืนผ้าใบถูกกระชากให้เปิดออกจากกันอย่างแรง สายลมเย็นพัดกรูเข้ามาข้างในพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด ปรากฏร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในกระโจม ชุดเกราะสีเข้มของเขาอาบเปื้อนไปด้วยคราบสีแดง มือข้างหนึ่งยังจับดาบไว้แน่น ส่วนอีกข้างถือห่อผ้าสีคล้ำ ซึ่งมีของแข็งรูปทรงประหลาดอยู่ภายใน และเพียงแค่เขาก้าวขาเข้ามา ทหารทุกนายก็รีบคุกเข่าลงทันที

“คารวะจวิ้นอ๋อง!”

หยวนเจินเจินรู้สึกราวกับบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นไปในชั่วพริบตา เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมากดเอาไว้ และในตอนที่บุรุษผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาคมกริบฉายแววแห่งความโกรธเกรี้ยวอย่างไม่ปิดบัง

หยวนเจินเจินไม่ต้องเอ่ยปากถามก็รู้ดีว่าเขาคือผู้ใด ‘หลิวอวี้เฉิน’ โอรสของหลิวหย่งหงฮ่องเต้แห่งแคว้นหมิง แม่ทัพใหญ่ผู้คุมชายแดน และยังเป็นบุรุษที่ทำให้องค์หญิงเฉาลี่ฟางยอมลงทุนเสี่ยงตายหนีงานแต่ง

ร่างสูงก้าวเข้ามาหานางหนึ่งก้าว ดวงตาคมกริบเย็นเยียบราวกับคมดาบและมันก็หยุดลงอยู่ที่หยวนเจินเจินเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว แต่กลับทำให้หญิงสาวรู้สึกขนกายลุกชันไปทั่วทั้งร่าง สายตาของเขาดุดันไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องเล่นงานเหยื่อ และพร้อมที่จะฉีกกระชากนางให้แหลกสลายตลอดเวลา

หลิวอวี้เฉินไม่กล่าวคำใด เขาเพียงแค่โยนห่อผ้าในมือลงบนโต๊ะไม้กลางกระโจมหลังใหญ่ เสียงตุ้บ! ดังขึ้นจากแรงกระแทก ผ้าคลุมคลี่ออกจากกันเล็กน้อย เผยให้เห็นศีรษะของชายผู้หนึ่ง เส้นผมจับตัวเป็นก้อน ดวงตาเบิกโพลงอย่างคนไร้วิญญาณ

หยวนเจินเจินเบิกตากว้าง ภาพที่เห็นเบื้องหน้าพร้อมกับกลิ่นคาวโลหิตที่ลอยคลุ้งไปทั่วกระโจมทำให้นางแทบลมจับ แข้งขาอ่อนแรงจนต้องยอมทรุดกายลงนั่งไปที่ตั่งนอน ด้วยไม่เคยเห็นภาพสยดสยองด้วยตาเนื้อเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

“หลูข่าย” หลิวอวี้เฉินหันไปทางชายร่างสูงที่ยืนเยื้องถัดไปทางด้านข้าง

องครักษ์หนุ่มจึงก้าวออกมาทันที พลางคุกเข่ารอฟังคำสั่ง

“เอาไปเผาทิ้ง” หลิวอวี้เฉินเตะห่อผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างไม่แยแส

“พ่ะย่ะค่ะจวิ้นอ๋อง” หลูข่ายรับห่อผ้าไปอย่างมั่นคง ก่อนจะถอยออกไปจากกระโจม ก้าวเดินด้วยความมั่นใจ

ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ พลางเอ่ยสั่งเสียงเข้ม

“ออกไปให้หมด!” คำสั่งสั้นๆแต่เด็ดขาดทำให้ทหารทุกนายรีบรับคำ ถอยออกไปจากกระโจมอย่างรวดเร็ว ผ้าใบถูกปิดลงอีกครั้ง เหลือเพียงแค่ความเงียบ และคนสองคนที่กำลังเผชิญหน้ากัน

หยวนเจินเจินรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ติดขัดของตัวเอง ในหัวมีเพียงความคิดเดียวผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน หากองค์หญิงเฉาลี่ฟางตัวจริงไม่หนี นางคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าหวาดกลัวและกดดันเช่นนี้หรอก อีกทั้งยังดูเหมือนว่าบุรุษร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะไม่ยอมปล่อยนางออกไปง่ายๆเป็นแน่!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel