3
ฉันแยกกับพี่ปราชญ์หลังจากนั้น และรีบตรงไปยังห้องเรียนทันที เพราะทิวาส่งข้อความมาบอกว่าไปรออยู่ที่ห้องเรียนในวิชาต่อไปแล้ว พอเจอหน้าฉันที่โผล่พ้นเข้าไปภายในห้องเรียน ทิวาก็ส่งยิ้มล้อเลียนมาให้ ฉันหลบตาเพื่อนอย่างขัดเขินนิด ๆ ดูจากสีหน้าและแววตาแล้ว ทิวาคงพอจะเดาออกว่าปราชญ์คุยอะไรกับฉัน
“ไงจ๊ะแม่สาวอวบ” น้ำเสียงล้อเลียนกับแววตาเหมือนมีเลศนัยทำให้ฉันหน้าซับสีเลือดเล็กน้อย ก่อนที่จะแกล้งทำเป็นถามกลับแก้เขิน
“อะไรเล่า?”
“ก็พี่ปราชญ์เขามาคุยอะไรกับแกอะ? อย่าบอกนะว่าเขามาสารภาพรักแก?” ฉันเบิกตากว้างมองเพื่อนรัก ยัยทิวานี่เป็นลูกศิษย์หมอดูสำนักไหน ถึงได้ทายแม่นขนาดนี้กันนะ?
“แกรู้ได้ไงอะ?”
“ก็ฉันแอบเห็นพี่เขามองแกไม่วางตาตอนที่มาสอนแทนอาจารย์ แถมพอบังเอิญเจอกันก็ยังมองตามซะหวานเยิ้มขนาดนั้น มีแค่แกเท่านั้นแหละที่ดูไม่ออกว่าพี่เขาชอบแก!” ทิวาบ่นเป็นป้าแก่กับความไม่ทันคนของฉัน
“แกว่าคนอย่างฉันเนี่ยจะเป็นแฟนพี่เขาได้จริง ๆ เหรอ?” ฉันถามออกไป หัวใจถูกรุมเร้าด้วยอาการขาดความมั่นใจอย่างรุนแรง และฉันต้องการใครสักคนที่รู้จักฉันดีให้กำลังใจฉันในเรื่องนี้
ทิวาถอนหายใจ ก่อนที่จะยื่นมือแตะที่ไหล่ของฉันอย่างต้องการปลอบประโลม “ถึงครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ร้อยล้านนับตั้งแต่ที่เราเป็นเพื่อนกัน ฉันก็จะบอกแกคำเดิมนะยัยเพลง แกไม่ใช่คนไม่สวย ผู้หญิงทุกคนมีความสวยอยู่ในตัว แค่แกต้องมั่นใจตัวเอง ยิ้มเข้าไว้ พี่ปราชญ์เป็นผู้ชายที่ดีคนนึง เขามองเห็นเสน่ห์ในตัวแก และเขาชอบแกในแบบที่แกเป็น เพราะงั้น อย่าคิดมาก และมีความสุขกับช่วงเวลานี้ดีกว่านะ”
“แกว่าเป็นอย่างนี้มันดีจริง ๆ แล้วใช่ไหม? ฉันควรให้โอกาสเขาจริง ๆ เหรอ?” กระนั้นอาการขาดความมั่นใจที่มีติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่อนุญาตให้ฉันเชื่อคำพูดของเพื่อนเลย
“ฉันรู้จักแกมาตั้งแต่เด็ก ฉันรู้ว่าแกมีดี เพียงแต่แกไม่เคยคิดว่ามันคือข้อดีของแกเพราะขาดความมั่นใจในตัวเองก็เท่านั้น” ทิวายิ้ม เป็นยิ้มที่เหมือนจะเหนื่อยอ่อนกับการที่ต้องพูดซ้ำเรื่องเดิม ๆ กับฉัน “หน้าตาหรือก็ออกจะลูกครึ่ง ผิวก็ขาวอมชมพู ตาก็สวย ยิ้มก็น่ารัก ฉันมองไม่เห็นเลยว่าแกจะขี้เหร่ตรงไหน”
“แต่ฉันอ้วนอะแก” ฉันยังคงบ่นเรื่องเดิม ๆ ให้ทิวาฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันพูดตอกย้ำตัวเองมาตั้งแต่เด็ก
“แกไม่ได้อ้วนขนาดนั้นซักหน่อย แค่อวบ ๆ กำลังกอดอุ่นต่างหาก แล้วอีกอย่าง กรรมพันธุ์แกให้มาอย่างนี้ มีทั้งหน้าอก มีทั้งสะโพก”
“แต่มันก็ยังไม่ใช่หุ่นที่คนทั่วไปชอบมันอยู่ดี” ฉันบ่นด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง ที่ผ่านมาฉันถูกตัดสินด้วยรูปลักษณ์ภายนอกมาตลอดชีวิต การที่จะเรียกความมั่นใจตัวเองกลับมาได้เพียงเพราะคำพูดของเพื่อนรักมันย่อมไม่พอสำหรับฉัน
“งั้นบางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่แกจะได้มั่นใจในตัวเองมากขึ้นก็ได้นะ” ฉันหันกลับไปมองเพื่อนรักด้วยความไม่เข้าใจนัก “ก็พี่ปราชญ์อาจจะเป็นคนที่ทำให้แกมั่นใจในเสน่ห์ที่ตัวเองมีมากขึ้นก็ได้ เขาอาจจะใช้ความรักของเขา ทำให้แกรู้สึกว่าตัวเองสวย อย่างที่ฉันคิดว่าแกเป็นสักทีไง”
“สรุปคือ... ฉันควรจะออกเดตกับพี่ปราชญ์อย่างนั้นใช่ไหม?”
“หน้าอย่างเธอเนี่ยนะจะออกเดตกับหนุ่ม?” ยังไม่ทันที่ทิวาจะพยักหน้าเป็นการตอบคำถามฉัน เสียงเยาะหยันของใครบางคนก็ดังก้องทั่วห้องเรียนขึ้นเสียก่อน และนั่นทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่ฉัน ซึ่งฉันไม่ค่อยชอบการตกเป็นเป้าสายตาอย่างนี้เลย
“ใช่! พี่ปราชญ์เขามาสารภาพรักกับยัยเพลง และขอยัยเพลงออกเดต รู้ไว้ซะด้วย!” เป็นทิวาที่ถลันลุกขึ้นยืนขึ้นเพื่อปกป้องฉัน ในขณะที่ฉันยังคงนั่งนิ่งไม่มีปากมีเสียงเช่นเคย
“ฮ่า ๆ!” แล้วขุนพลก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นดังออกมา ฉันหน้าม้านไปหมดกับท่าทีเย้ยหยันนั่น ไหนจะยังคำพูดที่เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดเข้ามาซ้ำแผลเดิมของฉันอีก “ไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าจะมีผู้ชายคนไหนมาหลงชอบยัยอ้วนอย่างเธอด้วย ฉันว่าผู้ชายคนนั้นคงตาฝ่าฟางไปแล้วแน่ ๆ ถึงได้เห็นว่าเธอสวย”
“นายนี่มัน...” เป็นอีกครั้งที่ฉันรีบคว้าแขนเพื่อนรักเอาไว้เป็นการเตือนสติไม่ให้เธอก่อสงครามน้ำลายกับขุนพล เพราะนอกจากมันจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแล้ว คนที่จะพลอยลำบากด้วยก็คงเป็นแม่ของฉันที่ยังทำงานกินเงินเดือนครอบครัวเขาอยู่
“คะ...คุณไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่าค่ะ” ฉันลองทำตัวเข้มแข็ง และปกป้องตัวเองดูบ้าง
ทันทีที่ได้ยินคำค้านของฉัน ขุนพลก็กราดสายตาดุ ๆ มาหา “นี่เธอกล้าเถียงฉันแล้วอย่างนั้นเหรอ?”
“ฉะ...ฉันไม่ได้เถียงนะคะ” ฉันพูดตะกุกตะกักจนน่าเจ็บใจ แต่ก็ยังอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงกล้า ๆ กลัว ๆ “ฉันแค่ไม่อยากให้คุณมาพูดดูถูกคนอื่นอย่างนี้ ฉันน่ะ... ถึงจะไม่ได้สวยอย่างผู้หญิงของคุณ แต่ฉันก็มีดีพอที่จะมีใครสักคนชอบฉันในแบบที่เป็นฉัน...”
“โอ้โห!” เสียงอุทานอย่างตื่นเต้นของเขาทำให้ฉันสะดุ้งและคำพูดของฉันหยุดชะงักไปในทันที “นี่นับเป็นประโยคที่ยาวที่สุดเท่าที่เธอเคยพูดกับฉันเลยนะเนี่ย”
“นายนี่มันน่ารังเกียจ!” นั่นคือคำพูดที่ทิวาพูดแทนใจฉัน
“ฉันไม่ได้พูดกับเธอ” นั่นคือคำกระซิบเหี้ยมเกรียมที่ขุนพลมอบให้ทิวา ฉันลุกขึ้นไปขวางระหว่างร่างสูงกับเพื่อนรักเอาไว้ แสดงออกถึงความพร้อมที่จะปกป้องเพื่อน หากว่าขุนพลคิดจะทำอะไรร้ายกาจกับทิวา
“ฉะ...ฉันว่าเราต่างคนต่างอยู่ดีกว่าค่ะ” ฉันทำใจกล้าบอกออกไป และเพราะคำพูดถือดีที่ฉันพูดเป็นครั้งแรกในชีวิตนี่เอง ที่ทำให้ฉันถูกปลายนิ้วแข็ง ๆ ราวกับคีบเหล็กของเขาบีบเข้าที่ปลายคางจนฉันต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ
“กล้าดียังไงมาพูดกับฉันอย่างนี้ ทั้งที่เธอมันก็แค่คนรับใช้และฉันคือเจ้านายของเธอ!” ดวงตาวาวโรจน์ของเขาจับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน และนั่นมันทำให้ตัวของฉันสั่นเทาเพราะความหวาดหวั่น น้ำใส ๆ รื้นคลอดวงตาเพราะความเจ็บและหวั่นใจ
“ฉันเจ็บ...” ฉันพยายามวอนขอความเมตตาจากเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ไม่รู้ว่าเพราะขุนพลสงสารหรือสมเพชฉันกันแน่ เขาถึงได้ยอมปล่อยปลายคางของฉันให้เป็นอิสระจากมือแข็ง ๆ ของเขา
“ฉันจะคอยดูว่าน้ำหน้ายัยอ้วนอย่างเธอจะไปได้สักกี่น้ำ พนันเลยว่าหมอนั่นแค่หลอกปั่นหัวเธอเล่น เพียงไม่นานก็คงเบื่อ”
ฉันเชิดปลายคางขึ้นให้กับคำปรามาสนั้น “ฉันจะลบคำสบประมาทของคุณให้ได้เลย และฉันจะลดหุ่นให้ได้ เพื่อให้คุณถอนคำพูดเลย คอยดู!”
“ได้!” ดวงตาของขุนพลวาววับเมื่อขานรับคำท้าทายของฉัน และนั่นทำให้ความมั่นใจที่มีอยู่น้อยนิดของฉัน ยิ่งลดลงจนเป็นติดลบ “เธอพูดเองนะเพลงดาว และทุกคนในห้องนี้จะเป็นพยาน ว่าเธอจะลดหุ่นให้ได้ก่อนรับปริญญา”
“อะไรนะคะ!?” ฉันทวนถาม เพราะไม่คิดว่าครั้งนี้จะมีเวลากำหนดด้วย อีกแค่ปีกว่า ๆ เท่านั้นเอง ฉันจะลดน้ำหนักยังไงทัน!?
“เธอเป็นคนพูดเองนี่ เพราะงั้นก็รับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วยล่ะ” รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของขุนพล ร่างสูงทำท่าจะเดินจากไป แต่กลับชะงักและหันกลับมาคุยกับฉันอีกครั้ง “และก็เรื่องของเธอกับผู้ชายคนนั้น ถ้าเธอกับเขาไปกันได้นานกว่าสามเดือนล่ะก็ ฉันจะถือว่าเธอชนะฉันก็ได้”
ฉันรับรู้ถึงประกายวาววับในดวงตาของตนเอง นี่จะเป็นครั้งแรกที่ฉันจะมีโอกาสได้เอาชนะขุนพลอย่างนั้นหรือ? ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันถูกคุณวิไลวรรณและขุนพลตอกย้ำถึงสถานะที่ไม่อาจชนะหรือแม้แต่เทียบเคียงเขาได้ แต่ครั้งนี้จะเป็นเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ฉันจะได้เอาชนะคนที่คอยปรามาสฉันตลอดชีวิตสักครั้ง และฉันคิดว่าฉันจะคว้าโอกาสนี้ไว้ แม้โอกาสจะติดลบก็ตาม
ชายหนุ่มส่งยิ้มแห่งผู้ชนะมาให้ ราวกับมั่นใจว่าเดิมพันครั้งนี้เขาจะเป็นผู้กำชัย ทันทีที่ขุนพลเดินกลับไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ของเขา ทิวาก็หันมาถามฉันอย่างเป็นห่วง “แกแน่ใจนะ?”
“ไม่ค่อยอะ” ฉันยอมรับไปตรง ๆ ดูเหมือนเดิมพันครั้งนี้จะเป็นเรื่องยากสำหรับฉันเสียแล้วล่ะ หนึ่ง... เพราะการลดน้ำหนักมันไม่ใช่เรื่องง่ายกับฉันเลย สองคือ... ฉันยังไม่แน่ใจความรู้สึกของตัวเองด้วยซ้ำว่ารู้สึกกับพี่ปราชญ์ถึงขั้นนั้นหรือเปล่า?
ทิวาถอนหายใจพลางส่งสายตาให้กำลังใจมาให้ มือของเธอวางลงบนไหล่ของฉันและบีบหนัก ๆ “ฉันจะช่วยแกเอง”
“ขอบใจนะ” ฉันส่งยิ้มไม่มั่นใจไปให้เพื่อนรัก ไม่ค่อยเชื่อใจตัวเองนักหรอกว่าจะเอาชนะเดิมพันที่มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวนี้ได้หรือไม่? แต่อย่างน้อยฉันจะลองพยายามดูก่อน เพราะไม่อยากให้ขุนพลมาปรามาสเอาได้ง่าย ๆ อีก
