ตอนที่8 l ไว้ใจคนผิด
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
ในวันเกิดของอิษฏ์
ฉันมีความสุขดีวัน ๆ ทำแต่งานอยู่ในห้องขนาดห้าสิบตารางวาแห่งนี้ อาศัยที่นี่หลับนอนและทำงานในตัว ค่าเช่าเดือนละห้าพันห้าร้อยบาท ถือว่าคุ้มมากเพราะติดกับรถไฟฟ้า ใกล้ห้างฯ ดัง อะไรก็ราบรื่นไปเสียหมด จนกระทั่งผู้จัดการสาวอย่างกัลยาเสนอความคิดว่าควรเซอร์ไพรส์แฟนหนุ่ม ซึ่งใจจริงฉันไม่อยากทิ้งไลฟ์สดเลย แต่ก็เอาวะ! หนึ่งปีมีหนึ่งครั้ง
“น้องน้ำแข็งไปรับน้องอิษฏ์มาที่นี่นะ เดี๋ยวพี่เนรมิตห้องให้กลายเป็นงานจัดเลี้ยงให้” กัลยาอายุมากกว่าสามปี เป็นรุ่นพี่ในมหา’ ลัย หล่อนทำงานให้ฉันมาปีกว่าค่อนข้างสนิทกัน เพราะหล่อนทำงานดี ไว้ใจได้ เอาใจสารพัดไม่ว่าจะเรื่องกิน เรื่องแบ่งเวลา หรือแม้จะพวกซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำตัวอย่างกับเบ๊ ซึ่งความจริงหน้าที่ของผู้จัดการแค่ทำหน้าที่ดิวงานกับลูกค้า และมาจัดเรียงคิวตอนไลฟ์สดเท่านั้น เพราะแบบนี้ไง ฉันถึงได้ไว้วางใจหล่อนมาก
“ได้ค่ะ” ฉันอุตส่าห์ทิ้งรายได้ครึ่งวัน เพื่อขับรถไปหาอิษฏ์ถึงคอนโดฯ แม้จะมาไม่บ่อย แต่บอกเลยว่าฉันนี่แหละคือคนจ่ายค่าเช่าห้องให้แฟน เพราะเขาบอกจะจ่ายเงินคืนให้ฉันหลังจากที่ได้งานประจำแล้ว จะว่าไปก็สี่ห้าเดือนแล้วนะที่เขาบรรจุเป็นพนักงานบริษัท แต่ไม่ยักจะเอาเงินมาคืนสักที
ห้าโมงเย็นพอดีที่ฉันขับรถมาถึงหน้าคอนโดฯ ของเขา แต่ทว่ายามกลับไม่ยอมให้เข้าไปด้านใน หาว่าฉันเป็นคนนอก เรื่องนั้นไม่โทษหรอกเพราะฉันมาที่นี่แค่ครั้งหรือสองครั้งนี่แหละ ไม่แปลกที่พวกพนักงานจะไม่คุ้นหน้า
“มาหาใครครับ”
“แฟนค่ะ ชื่ออิษฏ์ห้องA5883ค่ะ”
“อิษฏ์?” ยามขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิด ฉันจึงเอ่ยเสริมเพื่อให้นึกออก
“คนที่สูง ๆ ผมดำ ทำงานบริษัทใกล้ ๆ นี่ค่ะ เข้าออกทุกวันน่าจะจำได้”
คำอธิบายของฉันเป็นผล...ลุงยามเปลี่ยนสีหน้าเป็นคิดออก ทำให้ฉันโล่งใจ “ฉันเข้าไปได้แล้วใช่ไหมคะ” เอ่ยจบก็ก้าวต่อ แต่กลับโดนคนตรงหน้าสืบเท้ามาขวาง
“ไม่ได้ครับ”
“ทำไมอีกคะ”
“คนที่คุณบอก เขาย้ายออกไปเมื่อสองเดือนก่อนแล้วนะครับ”
“ไม่จริงหรอกค่ะ คุณจำผิดคนแล้ว ก็ฉันยังคุยกับแฟนเรื่องค่าเช่าคอนโดฯ อยู่เลย เขาจ่ายค่าเช่าเดือนนี้แล้วใช่ไหม”
“คุณเข้าใจผิดแล้วครับ คนนั้นย้ายออกไปแล้วจริง ๆ ถ้าคุณติดต่อได้ ก็ลองโทรไปหาเขา”
“ฉันจะโทรค่ะ” ฉันเริ่มหงุดหงิด เพราะการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเกินไป ลุงยามจำไม่ได้เหรอว่าฉันเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง แม้ช่องจะไม่ใหญ่ แต่อย่างน้อยต้องคุ้นหน้าบ้างแหละ
ไอ้เราจะทำอะไรได้ นอกจากรับคำท้าทายล้วงสมาร์ตโฟนในกระเป๋าสะพายออกมา กดโทรหาแฟนหนุ่มโดยเปิดลำโพงไปด้วย เพื่อให้คนตรงหน้าได้ยินกับหูตัวเอง
แต่ว่า...เป็นครั้งแรกเลยที่อิษฏ์ปิดเครื่อง ทั้งที่คบกันหลายปีเขาไม่เคยทำเช่นนี้ น่าแปลกที่ใจของฉันเต้นตุบ ๆ ลางสังหรณ์มันบอกว่าเกิดเหตุการณ์ไม่น่าไว้วางใจ สิ่งที่คิดในหัวอิษฏ์อาจประสบอุบัติเหตุก็ได้
“ติดต่อไม่ได้ ผมไม่อนุญาตให้คุณเข้าไปนะครับ”
จังหวะที่ลุงยามย้ำอีกครั้ง การแจ้งเตือนข้อความจากเพื่อนก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอสี่เหลี่ยม ฉันเหลือบมองเล็กน้อย ไม่ได้อยากเปิดดูนัก เพราะข้อความนั้นมาจากเพื่อนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อนสนิทที่คุ้นเคย ทว่า...ประโยคที่อีกฝ่ายพิมพ์ส่งมาว่า ‘ไหนว่าจะจัดงานวันเกิดอิษฏ์’ ทำเอาฉันสะดุดใจจนต้องรีบกดเข้าไปทันทีด้วยความสงสัย ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นปราดขึ้นมาในอก คล้ายลางบางอย่างที่พาให้ใจเต้นระส่ำ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะเห็นจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกดดูข้อความนั้น
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอ เห็นภาพในแชตที่เพื่อนส่งมาเป็นแฟนหนุ่มเดินเคียงข้างหญิงสาว ใบหน้าของเขายังเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ต่างจากภาพจำที่เคยเห็นเสมอ หัวใจของฉันถูกบีบแน่น ทุกอย่างรอบตัวเงียบงันลงทันตา ความเชื่อใจที่มีไหววูบขึ้นทันที
นี่เป็นสิ่งแรกที่ทำให้ฉันเอะใจ...
และฉันจะไม่เจ็บใจเลยหากผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่กัลยา ผู้จัดการส่วนตัวที่ไว้ใจที่สุด หนำซ้ำเสื้อที่หล่อนสวมใส่อยู่เป็นตัวเดียวกับที่ฉันเห็นเมื่อตอนกลางวัน
เป็นเอ๊ะที่สอง...ที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บใจ
“นี่เหรอวะที่บอกจะจัดห้องรอ”
มือบางกำโทรศัพท์แน่น ดวงตาสั่นไหวด้วยความเจ็บปวดจนหยาดน้ำตาเริ่มคลอเบ้า ความรู้สึกถูกทรยศกัดกินจิตใจจนแทบจะทรุดลงตรงนั้น แต่อีกความคิด...กลับบอกว่า ‘อย่าเพิ่งด่วนสรุป’ เพราะบางทีพวกเขาแค่บังเอิญเจอกันแล้วกำลังตรงไปที่คอนโดฯ ของฉันก็ได้
“ใช่! ต้องไม่มีอะไร”
ฉันเลือกเดินหนีจากตรงนั้น กลับไปที่รถตัวเองเพื่อขับกลับคอนโดฯ ระหว่างนั้นก็โทรติดต่อหากัลยาไปด้วย
ความวิตกกังวลกัดกินหัวใจฉันทุกขณะ สองมือที่จับพวงมาลัยเริ่มเหงื่อซึมด้วยความกดดัน ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและน้ำตาที่พร้อมจะไหลตลอดเวลา เสียงสัญญาณโทรศัพท์ที่ดังซ้ำ ๆ กลายเป็นเหมือนเสียงสะท้อนความอ้างว้างในใจ ฉันพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ แต่ความรู้สึกสั่นไหวก็ไม่อาจคลายลง สองขาแทบไม่มีแรงเหยียบคันเร่ง ความกลัวที่ได้รับจากการถูกเมินเฉยถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
หล่อนไม่รับสาย...
นี่คือเอ๊ะที่สาม...ปกติหล่อนจะรับทุกสาย ไม่ว่าจะดึกดื่นหรือเหนื่อยขนาดไหนก็ตาม
จังหวะนั้นเอง สายรินดาเพื่อนรักก็โทรเข้ามาพอดี ฉันกดรับโดยเปิดลำโพงในรถ
[มึง กูเห็นเรื่องซุบซิบไอ้อิษฏ์ว่ะ] เป็นสิ่งแรกที่รินดาพูด
“กูรู้แล้ว มึงถามคนถ่ายรูปให้กูหน่อยว่าเจอที่ห้างฯ ไหน”
[อย่าบอกนะว่า...]
“เออ กูว่าไอ้สองคนนั้นแอบกินกันลับหลังกู”
[เชี่ย!! มึงอย่าไปยอม]
“เออ กูไม่ยอมหรอก มึงรีบไปถามดิ”
[ได้ ๆ เดี๋ยวกูโทรไปบอก]
หลังจากเพื่อนรักวางสายไป ฉันก็รีบขับรถกลับคอนโดฯ แต่ก็เร็วไม่ได้นักเพราะการจราจรไม่ได้เป็นใจเอาเสียเลย รถติดชนิดที่ว่าเดินเอาจะเร็วซะกว่า แหงล่ะ! ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนเลิกงานพอดี บนถนนเต็มไปด้วยรถที่เร่งกลับบ้าน ใครจะไปคิดว่าการกลับคอนโดฯ แค่ไม่กี่กิโลเมตรจะเหนื่อยได้ขนาดนี้ ฉันถอนหายใจพลางมองไฟท้ายรถคันหน้าอย่างเบื่อหน่าย ตัวยังอยู่ตรงนี้ แต่ใจกลับถึงห้องแล้ว...
ระหว่างที่รถติดไฟแดง ไม่วายหยิบสมาร์ตโฟนมาดูรูปนั้นอีกครั้ง ฉันซูมใกล้ ๆ เห็นแววตาทั้งคู่ดูลึกซึ้งมากกว่าแค่คนรู้จักธรรมดา อิษฏ์มักมาหาฉันที่ห้องบ่อย ๆ แน่นอนว่าทุกครั้งต้องเจอกับพี่กัลยาอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดเลยว่าสองคนนั้นจะถึงขั้นสนิทสนมกันขนาดนี้
สวมเขาให้ฉันสินะ...อยากจะเป็นคู่รักกันมากทำไมไม่บอกแต่แรก ฉันยอมยกไอ้แมงดานั่นให้เลย
เดี๋ยวนะ!
“นั่นกระเป๋าของกูไม่ใช่เหรอ” ฉันต้องอุทานเสียงหลงในรถ เพราะกระเป๋าสีดำที่ยัยกัลยาสะพายอยู่เป็นของฉันเอง ใช่! ฉันจำไม่ผิดหรอก เพราะนั่นเป็นใบแรกที่ซื้อรุ่นลิมิติดอิดิชันราคาหลักเฉียดล้านมา
“เหี้ย!! เอาแฟนกูไม่พอ ยังจะเอากระเป๋ากูไปอีก อีหน้าด้าน”
ไฟเขียวปุ๊บฉันก็ไม่รีรอ เหยียบคันเร่งอย่างไว ไม่สนเรื่องกฎจราจร ไว้ค่อยไปจ่ายค่าปรับทีหลัง ตอนนี้ต้องรีบกลับห้องตัวเองให้ไวที่สุด ลางสังหรณ์มันบอกว่าต้องมีอะไรหนักหนากว่านี้
และก็จริง...
