ตอนที่15 l ค้างคาใจ
วันที่ต้องไปแคสติง
ฉันตื่นแต่เช้า ไม่สิ! ต้องพูดว่ายังไม่ได้นอนต่างหาก เพราะตื่นเต้นกับงานแคสติงครั้งนี้จนใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ตลอดคืน ใบหน้าสะสวยจึงต้องเติมรองพื้นหนาเป็นพิเศษเพื่อกลบรอยคล้ำใต้ตา จากนั้นเลือกชุดเดรสสีทองอร่ามตัวโปรดสวมใส่ เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จ ก็ก้าวเท้าซ้ายออกจากห้องตามเคล็ดสายมูเพื่อเรียกโชคเสริมดวง แน่นอนว่าก่อนออกจากบ้านฉันเช็กฤกษ์ดี เช็กดวงประจำวัน และท่องคาถาเรียกทรัพย์ไว้ในใจครบถ้วน ข้าวของเสริมมงคลอย่างกำไลหินสีและเครื่องรางก็ไม่ลืมติดตัวไปด้วย
เอาวะ! งานนี้ฉันต้องเป็นคนถูกเลือก ฉันมั่นใจ
แต่เมื่อเปิดประตูห้องปุ๊บทำเอาต้องชะงัก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง พบว่าบนพื้นหน้าห้องมีกล่องสีน้ำตาลขนาดประมาณกระดาษเอสี่วางอยู่ ตัวกล่องดูใหม่เอี่ยมไม่มีรอยบุบสลาย ด้านบนจ่าหน้าด้วยข้อความปริ้นระบุชื่อของฉันและเลขห้องอย่างชัดเจน กล่องปิดสนิทด้วยเทปใสตึงเป๊ะเหมือนพัสดุทั่วไป
ฉันหยิบมันขึ้นมาแนบหู เขย่าเบา ๆ รับรู้ถึงเสียงกุกกักคล้ายมีของบางอย่างกลิ้งไปมาอยู่ภายใน เสียงนั้นไม่หนักแน่นเหมือนของมีน้ำหนัก แต่กลับแฝงความลึกลับชวนให้ขนลุกวาบ
‘น่าจะเป็นสินค้าที่ส่งมาให้รีวิว’ ฉันทุ่มความคิดว่าต้องเป็นแบบนั้น
ปกติแล้ว การรับพัสดุในคอนโดฯ จะต้องลงไปรับกับนิติบุคคลทุกครั้งเพื่อความเป็นระเบียบ จึงไม่เคยมีพัสดุไหนถูกวางหน้าห้องแบบนี้มาก่อน ฉันยืนงงอยู่พักใหญ่ ความรู้สึกแปลกใจผสมความระแวงเริ่มแทรกเข้ามาในใจ เพราะกล่องนี้ดูเหมือนตั้งใจมาให้ฉันเป็นพิเศษ อดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่นอน
ในวินาทีนั้นเอง
“อ้าวน้ำแข็งก็ได้พัสดุเหมือนกันเหรอ” คนห้องตรงข้ามทัก ดึงสติให้ฉันกลับไปมอง หญิงวัยกลางคนเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เจอหน้ากันก็ทักกันตลอด
“เหมือนกัน? ทำไมหรือคะ”
“พวกนิติฯ บอกวันนี้ยุ่ง ๆ น่ะเลยเอาพัสดุมาแจกจ่ายให้ตามห้อง”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง ขอบคุณมากนะพี่”
“ไม่เป็นไร ว่าแต่จะไปทำงานเหรอ แต่งตัวสวยเชียว”
คำถามของหล่อนทำให้ฉันนึกออก ว่าตอนนี้เสียเวลาไปมากแล้ว จึงหันกลับเข้ามาในห้อง รีบวางกล่องพัสดุนั้นลวก ๆ ก่อนจะหันกลับไปหาคนถาม
“สายมากแล้ว น้ำแข็งไปก่อนนะคะ” ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างไม่หวงสวยตรงมายังลิฟต์ เวลาบีบคั้นเข้ามาทุกทีทำเอาหัวใจฉันเต้นแรง แต่ทว่า! เมื่อลงมาถึงชั้นหนึ่งกลับได้พบกับใครบางคนเข้า
“พี่เมย์มาได้ไงคะ” เธอมาหาฉันโดยไม่บอกล่วงหน้า
“พี่มารับเราไง ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อน”
“ไม่ทำงานเหรอ”
“ทำ แต่เจ้าของบริษัทอย่างพี่จะทำอะไรก็ได้”
“อิจฉาจัง”
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวรถติด”
“ได้ค่ะ”
ฉันนั่งรถมาพร้อมพี่เมย์ โดยมีเธอเป็นคนขับ ระหว่างในรถนั้นก็อดคิดถึงเรื่องกล่องพัสดุปริศนาไม่ได้ แม้จะรู้ว่ามาจากนิติบุคคล แต่ข้างในเป็นอะไร? ใครส่งมา? คำถามผุดขึ้นมากมายเพราะถึงตอนนี้ยังไม่มีเจ้าของผลิตภัณฑ์คนไหนทักมารายงานตัวสักคนว่าเป็นเจ้าของมัน
เพราะฉันเหม่อลอยมากไปหน่อย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คนขับเรียกเป็นครั้งที่สอง
“น้ำแข็ง!!”
“คะ?”
“คิดอะไรอยู่ ทำไมไม่มีสมาธิ งานวันนี้เราต้องพยายามให้เต็มความสามารถนะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ พอดีน้ำแข็งคิดเรื่องกล่องพัสดุค่ะ”
“ทำไมเหรอ บอกพี่ได้”
“เมื่อกี้ก่อนออกจากห้องมา มีกล่องพัสดุวางอยู่หน้าประตูค่ะ น้ำแข็งกำลังสงสัยอยู่ว่าใครเอามาวาง”
“จากไหน?”
“ไม่รู้ค่ะ ไม่ได้เขียนชื่อผู้ส่ง”
“ธรรมดานิติจะเอาไปส่งถึงห้องใช่ไหม”
“ไม่ค่ะ น้ำแข็งต้องลงมาเอาเอง แต่วันนี้พี่นิติฯ มาส่งถึงหน้าห้อง ก็เลยสงสัย”
“งั้นทิ้งเลย ข้างในเป็นอะไรก็ไม่รู้”
“อาจเป็นสินค้าของใครสักคน”
“แล้วทำไมไม่ระบุชื่อผู้ส่งให้ละเอียด พี่ว่าเอาไปทิ้งดีกว่า”
“ค่ะ ๆ น้ำแข็งจะกลับไปทิ้ง”
จู่ ๆ เรื่องผู้ชายปริศนาคนนั้นก็ผุดขึ้นมาให้ต้องกังวลอีก ระหว่างสองเหตุการณ์นี้อะไรน่ากลัวกว่ากัน...ก็คงเป็นผู้ชายคนนั้น แต่ฉันก็เลือกเก็บงำเรื่องนี้ไว้ เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางทีอาจคิดไปเองก็ได้ อย่าเพิ่งบอกพี่เมย์จะดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าฉันคิดมากเกินกว่าเหตุ แม้จะยังค้างคาใจก็เถอะนะ
โชคดีที่วันนี้รถไม่ติดมากนัก พวกเราจึงมาถึงบริษัทถุงยางได้ทันเวลาก่อนแคสติง
มีเรื่องน่าแปลกอยู่อย่าง...พี่เมย์ขับรถมาโดยไม่ถามเส้นทางจากฉันเลยสักคำ ทำอย่างกับว่ามาที่นี่บ่อย แถมพอย่างก้าวเข้ามาในบริษัท พนักงานแต่ละคนต่างยกมือไหว้ทักทายพี่เมย์ราวกับเป็นเจ้าของบริษัทก็ว่าได้ ฉันนี่ยืนงงเลยสิ...
แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกัน ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลา อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาว เดินตรงมาหาพวกเรา สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มของพี่เมย์พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงยามเห็นคนนั้น
“สวัสดีครับ คุณน้ำแข็งใช่ไหมครับ” เขาทักทายฉันเป็นคนแรกเล่นเอางงเลย
“ค่ะ ใช่ค่ะ” ฉันเอ่ยพร้อมกับยิ้มแย้ม แต่ทว่า...พี่เมย์กลับก้าวมายืนบังฉันไว้
“ไม่คิดจะทักทายฉันเหรอ...ไอ้กิตติ”
คำว่า ‘ไอ้’ ทำฉันตาโต ร่วมงานกับพี่เมย์ก็หลายครั้ง เพิ่งเคยได้ยินเธอเรียกใครว่าไอ้เป็นครั้งแรก ฉันถึงกับมองหน้าเธอที่กำลังโกรธ สลับกับอีกคน...แต่เขากลับไม่มีสีหน้าอย่างอื่นนอกจากอมยิ้ม ทำอย่างกับเคยชินกับการถูกเรียกแบบนั้น
“คนคุ้นเคยกัน จะทักทำไม”
‘คุ้นเคย’ คำนี้ทำให้ฉันตกใจหนักกว่าเก่า อย่าบอกนะว่าคนนี้เป็นเจ้าของบริษัทถุงยาง แสดงว่าฉันควรจะทักทายเขาตอบ ว่าแล้วก็ก้าวห่างจากพี่เมย์ออกมา ก่อนจะดึงความสนใจของเขาโดยการกระแอมเบา ๆ
“แอ่ม! สวัสดีค่ะคุณเจ้าของบริษัท ฉันชื่อน้ำแข็ง วันนี้จะมาแคสติง” ฉันยิ้มการค้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางส่งนัยน์ตาเป็นประกายเพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ ทว่า! สองคนนั้นกลับมีสีหน้าประหลาดใจ
“เจ้าของบริษัท!!” ทั้งคู่อุทานพร้อมกัน ก่อนต่างฝ่ายหันไปมองหน้ากันเอง แล้วหันมามองหน้าฉันอีกครั้ง พร้อมกับขบขัน จากเสียงเบา ๆ ก็เพิ่มระดับดังขึ้น จนพนักงานแถวนั้นหันมามอง
“ขำอะไรเหรอคะ”
“เข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ใช่เจ้าของบริษัท” ชายหนุ่มเป็นคนพูดก่อน วินาทีเดียวกันที่พี่เมย์ก้าวไปใกล้ แล้วเขย่งปลายเท้ากอดคอเขาด้วยท่าทางสนิทสนม ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ไอ้นี่เป็นแค่เลขาฯ น่ะ น้ำหน้าอย่างนี้ไม่มีปัญญาเปิดบริษัทเองหรอก”
ชายหนุ่มถึงกับหยุดหัวเราะทันที ทำหน้าค้อนนิด ๆ ก่อนจะปัดมือพี่เมย์ออก พร้อมทั้งก้าวถอยห่างออกไป
“ใช่ครับ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเคือง แต่นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นฉันกลับเห็นเขามองพี่เมย์ด้วยความหลงใหล ฮะ! อย่าบอกนะว่าเขาชอบพี่เมย์ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้เรื่อง
นี่ฉันจะมาแคสติงนะ ทำไมมาเจอเรื่องโรแมนติกล่ะ...
“ไอ้บ้านี่เพื่อนพี่เอง” ประโยคถัดไปจากปากพี่เมย์ ทำให้ฉันเข้าใจในทันที อ๋อ...เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อสินะ จิ๊ ๆ น่าสงสารผู้ชายคนนั้นจัง
“เดี๋ยวจะให้พนักงานพาคุณน้ำแข็งไปห้องแคสติงนะครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ พนักงานผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาผายมือเชื้อเชิญให้ฉันเดินตาม ฉันพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองทั้งสองคนที่ยังคงหยอกล้อกันอยู่ จึงตัดสินใจเดินตามพนักงานไป ปล่อยให้บรรยากาศความสนิทสนมของทั้งคู่ลอยค้างอยู่ข้างหลัง ขณะที่ฉันเองก็แอบอมยิ้มกับฉากวุ่นวายเมื่อครู่ ก้าวเดินอย่างตื่นเต้นไปสู่ห้องแคสติงชั้นบน
ไม่ว่าการแคสติงต่อจากนี้จะเป็นไง น้ำแข็งคนนี้จะต้องคว้าพรีเซนเตอร์ให้ได้
โอม...วิญญาณนังบาร์บี้จงมาอยู่ในตัวฉัน เรื่องบ้าผู้ชาย เรื่องมั่นใจตัวเอง เรื่องไม่เกรงใจใคร จงมาสถิตในตัวฉัน เพี้ยง ๆ
เพื่อนไม่สำลักให้มันรู้ไป!!
