ตอนที่13 l เหตุจำเป็น
ฉันเดินเข้าไปในตึก ตรงไปที่เคาน์เตอร์ของนิติบุคคลด้วยความสงสัย พลางเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ตรงนั้น "ขอโทษค่ะ ป้ายรับสมัครแม่บ้านนี่เพิ่งติดหรือเปล่าคะ?" เจ้าหน้าที่นิติก็เงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "ใช่ค่ะคุณน้ำแข็ง พอดีมีคนลาออกไปค่ะ" หล่อนรู้จักฉันดี เพราะฉันเป็นผู้เช่ามานาน
“ไม่ลองหาทางเว็บไซต์ฝากงานดูละคะ เผื่อจะมีคนสนใจ”
“อ๋อ มีคนมาสมัครหลายคนแล้วค่ะ ทางเรากำลังพิจารณาอยู่”
“งั้นขอให้ได้คนใหม่เร็ว ๆ นะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
บทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้น ฉันขึ้นลิฟต์เดินกลับเข้ามาในห้องตัวเอง สิ่งแรกที่ทำคือทิ้งน้ำหนักลงบนโซฟาตัวยาว พลางถอนหายใจกับความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ในจังหวะนั้นไดเรกไอจีเด้งแจ้งเตือน ฉันหยิบมันขึ้นมาอ่าน และต้องตกใจมากเพราะแอ็กเคานต์ T-rex ทักมาหาเป็นครั้งแรก
[สวัสดีครับ]
“สวัสดีค่ะ” ฉันพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก มือไม้สั่นไปหมด
[ผมติดตามผลงานของคุณน้ำแข็งอยู่ สู้ ๆ นะครับ] เขาพิมพ์ข้อความพร้อมกับส่งอิโมชันชูสองนิ้ว เพียงแค่นั้นก็ทำให้ฉันหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
“ขอบคุณค่ะ” พิมพ์ตอบกลับพร้อมกับส่งอิโมชันยิ้มตอบ ปกติเจ้าของแอ็กจะคอมเมนต์ใต้โพสต์หรือในช่วงไลฟ์สดเท่านั้น
เดี๋ยวนะ! ฉันเพิ่งฉุกคิดได้ว่าเห็นเขาทุกวันและทุกครั้งที่ฉันขึ้นไลฟ์ มันกลายเป็นเรื่องเคยชินไปเสียแล้ว และนั่นทำให้ฉันเชื่อใจได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นแฟนคลับเหมือนคนอื่น ไม่ใช่แอ็กหลุมที่เข้ามาทำร้ายหรือแค่ส่อง
[วันนี้เป็นไงบ้างครับ]
เมื่อเขาถามฉันก็ตอบ พิมพ์คุยกันไปมาทำให้ลดอาการเคอะเขินไปโดยปริยาย น่าแปลกที่ฉันรู้สึกดีกับข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด นั่นทำให้อยากรู้เรื่องของเขามากขึ้น
“คุณชื่ออะไรคะ ฉันจะได้เรียกถูก”
[อเล็กซ์]
ทว่าชื่อนั่นทำให้นิ่งงัน ฉันตั้งใจอ่านชื่อเขาอีกครั้งเพราะคิดว่าคงตาฝาด ขยี้ตาก็แล้ว หลับตาปี๋ก็แล้ว บนหน้าจอก็ยังเป็นคำเดิมไม่หายไปไหน ยืนยันได้อย่างดีว่าสิ่งที่เห็นไม่ผิดชัวร์
นั่นเป็นชื่อเดียวกับโฮสต์คนนั้น ฉันถึงกับต้องเลื่อนหน้าจอกลับไปอ่านทบทวนบทสนทนาระหว่างเราอีกครั้ง ใช่! ข้อความที่ส่งมาพิมพ์ถูกทุกคำ ไม่มีคำไหนเลยที่ดูแปร่ง ๆ มั่นใจว่าเขาคงไม่ใช่เอไอหรือใช้ทรานสเลทแปล เขาเป็นคนไทยจริง ๆ จึงปักใจเชื่อว่าไม่ใช่คนเดียวกัน เป็นแค่ชื่อโหล ซึ่งดารา นักแสดง ชื่อนี้มีออกถมเถ
ทว่า...ขณะที่กำลังจะพิมพ์ข้อความอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีสายโทรเข้ามา หน้าจอปรากฏชื่อ ‘นาวา’ เป็นน้องชายแท้ ๆ ของฉันเอง น้อยครั้งนักที่มันจะโทรมาหาพี่คนนี้ เพราะกลัวจะรบกวนเวลาไลฟ์สด ดังนั้นฉันจึงกดรับโดยไม่ลังเล
“มีอะไรไอ้แสบ”
[พี่ไลฟ์อยู่หรือเปล่า]
“เปล่า มีอะไรพูดมา”
[ที่ฟาร์มกำลังมีเรื่อง]
“ฮะ! พ่อกับแม่เป็นอะไร”
[ไม่ใช่พ่อกับแม่หรอก พี่สบายใจได้] แม้ปลายสายจะบอกแบบนั้น แต่ไม่ได้ทำให้ฉันโล่งใจเลย เพราะน้ำเสียงของเจ้านาวาฟังดูห่อเหี่ยวยังไงก็ไม่รู้
“แล้วเรื่องอะไร”
[คือ..คือ]
“อย่าอ้ำอึ้ง”
[พี่มีเงินใช่ไหม จะขอยืมก่อน]
“จะเอาไปทำอะไร”
[อย่าทำเสียงดุสิ ขอยืมนะไม่ได้ขอฟรี]
“บอกมาก่อน ไม่งั้นไม่ให้”
[ไก่ในฟาร์มติดเชื้อตายเป็นเบือ ไหนจะค่าเรียกพนักงานมาฆ่าเชื้อโรคและต้องซื้อแม่พันธุ์ยกเล้าอีก] แม้จะเป็นกิจการของครอบครัว แต่ตอนนี้น้องชายเป็นผู้ดูแลทั้งหมดเพื่อผ่อนแรงบิดามารดาจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก ทั้งไก่พันธุ์เอย พืชผักในสวนเอย สัตว์บางอย่างที่เลี้ยงไว้ขายเอย ทุกอย่างจึงเป็นหน้าที่ของนาวาที่ต้องดูแลทั้งหมด
“จะยืมเท่าไหร่”
[ห้าแสน]
“ฮะ!” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง เงินในบัญชีตอนนี้มีสองแสนที่ได้จากงานวันนี้ แต่หักลบกลบหนี้แล้วเหลือห้าหมื่นกว่าบาทเห็นจะได้
[พี่มีใช่ไหม พี่เคยบอกถ้าเดือดร้อนก็มายืมก่อน]
“ใช่ แต่ว่าตอนนี้ถอนเงินออกมาไม่ได้อะสิ” ฉันโกหกออกไป เพราะไม่อยากให้น้องชายสงสัยเรื่องเงินหาย
[ยืมสักแสนสองแสนไม่ได้เหรอ]
“ห้าหมื่นก่อนได้ไหม วันนี้พี่ถอนได้แค่นั้นน่ะ”
[ก็ได้พี่ แล้วที่เหลือผมจะไปยืมใครดี ธนาคารการเกษตรคงไม่ให้ยืมใหม่แล้ว เพราะดอกเบี้ยยังจ่ายไม่ครบ]
“รอไม่เกินอาทิตย์นี้นะ แกลองไปขอผ่อนกับโรงงานปล่อยไก่ก่อน เดี๋ยวพี่โอนไปให้”
[ก็ได้ ๆ ถ้าพี่พูดแบบนั้นผมค่อยสบายใจ]
“บอกพ่อกับแม่ไม่ต้องคิดมากล่ะ พี่จะรับผิดชอบเอง”
[ได้ครับ]
เมื่อน้องชายวางสายไป ฉันก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะโอนเงินในบัญชีก้อนสุดท้ายไปให้ แล้วกลับมานั่งเครียดว่าจะหาเงินที่เหลือจากไหน
ตอนแรกกะว่าจะจ่ายห้าหมื่นนั้นอย่างประหยัดจนกว่าจะได้สินค้าตัวใหม่มาปักตะกร้า แต่ตอนนี้กลับไม่เหลือสักบาท พรุ่งนี้จะหาเงินกินข้าวก็ยังไม่มีหนทางเลย
“เฮ้อออ ชีวิตอีน้ำแข็ง”
ติ๊ง! ติ๊ง!
จังหวะนั้นเสียงข้อความดังจากสมาร์ตโฟนในมือ ฉันรีบยกมาดูว่ามาจากใคร ใบหน้าที่กำลังเศร้ากลับเผยรอยยิ้มได้ เมื่อเห็นว่าส่งมาจากพี่เมย์ เธอพิมพ์มาว่า ‘อย่าลืมคิดเรื่องบริษัทถุงยางอีกรอบนะ’
พี่เมย์เหมือนนางฟ้ามาโปรด จากที่กำลังเครียดไร้ทางออกก็หยิบยื่นทางสว่างให้ แต่ว่า...นั่นบริษัทขายถุงยางเลยนะ ฉันก็ยังไม่กล้าอยู่ดี
ความชั่งใจทำให้ต้องเสี่ยงดวง และวิธีที่ง่ายที่สุดคือการโยนเหรียญ ทั้งแม่นยำและเบสิกที่สุด ว่าแล้วก็หยิบเหรียญจากในกระเป๋าสตางค์ออกมา ยกพนมมือหลับตาอย่างตั้งใจ
“ฉันจะเสี่ยงไปแคสติงดีไหม ถ้าออกหัวฉันจะไป แต่ถ้าเป็นก้อยฉันจะรีบปฏิเสธ เพี้ยง” ทันทีที่ลืมตาฉันก็โยนเหรียญในมือสูงกลางอากาศ แล้วตะปบรับมันไว้ ก่อนจะค่อย ๆ ลุ้นว่าออกเป็นอะไร
แทนแด้น...มันออกหัวขาคุณผู้ชม สรุปงานนี้ฉันต้องไปสินะ เลยพิมพ์ตอบกลับพี่เมย์ไปว่า “ฉันจะลองไปก็ได้ค่ะ”
ฝ่ายนั้นก็ดีใจยกใหญ่ พิมพ์โต้ตอบกันไปมา แถมยังนัดวันออดิชันให้ พร้อมขอคอมการ์ดของฉันส่งไปให้บริษัทนั่นด้วย จัดการให้เสร็จสรรพราวกับรู้การทำงานที่นั่นเป็นอย่างดี
แม้จะเป็นบริษัทที่พี่เมย์แนะนำด้วยตัวเอง แต่ฉันก็ไม่วางใจ จึงขอชื่อบริษัทมาหาข้อมูล ทว่าสิ่งที่ได้กลับมีเพียงผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในเครือ ซึ่งโครงสร้างการทำงานภายในไม่ได้แจ้งว่าใครเป็นเจ้าของบริษัท แถมยังเพิ่งจัดตั้งในประเทศไทยเมื่อปีก่อน ทุกอย่างดูเป็นความลับไปเสียหมด แต่อย่างนั้นกลับไม่มีรีวิวในทางลบเลย นั่นทำให้ฉันเบาใจไปเปราะหนึ่งว่าไม่ใช่บริษัทสีเทา
ยามดึก
ฉันปิดไลฟ์ไปสักพักแล้ว อารมณ์มันเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ยังไงก็ไม่รู้ เลยทำให้นอนไม่หลับ ลุกจากเตียงเดินมานอกระเบียงเพื่อสูดอากาศ แม้ในกรุงเทพฯ จะเต็มไปด้วยฝุ่นPMก็เถอะนะ อย่างน้อยมันก็พอจะทำให้เห็นแสงสีในยามค่ำคืนได้บ้าง โชคดีที่คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงเสียด้วย ฉันจึงรีบถ่ายรูปลงสตอรี่
ทันใดนั้น!!
เสียงแจ้งเตือนไดเรกดัง ทำฉันตกใจเกือบปล่อยสมาร์ตโฟนหลุดมือ นั่นมาจาก t-rex อีกแล้ว ตอนแรกก็หงุดหงิดบ้าง แต่พอได้อ่านข้อความจากเขา ใจฉันกลับรู้สึกสงบ
[ยังไม่นอนเหรอครับ]
“นอนไม่หลับค่ะ” ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะมีโมเมนต์เพื่อนคุยในยามที่กำลังเหงา
[ลองกินนมอุ่น ๆ ดูไหม]
“ฉันไม่ชอบกินนม”
[งั้นผมจะเล่าเรื่องตลกให้]
ฉันเลือกเดินกลับเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียง ไม่วายสายตาก็ยังจับจ้องหน้าจอไม่ห่าง อ่านข้อความที่เขาส่งมาทุกบรรทัดอย่างตั้งใจ ไม่คิดเลยว่าเรื่องที่เขาเล่าจะตลก ทำให้ฉันหัวเราะไปกับหน้าจอราวคนบ้า และเมื่อสบายใจขึ้นเปลือกตาคู่สวยก็ค่อย ๆ หนักอึ้ง จนในที่สุดก็ยอมวางสมาร์ตโฟน แล้วก็หลับไป
สปอยล์
“คุณ...” มือบางขยี้ตาตัวเองโดยไม่หวงมาสคาร่าและขนตาปลอม ฉันกระพริบตาปริบ ๆ ไล่ความพร่ามัว แถมยังตบแก้มเบา ๆ เสริมเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝัน
“อื้ม” ชายหนุ่มขานรับด้วยเสียงในคอ เขาไม่ประหลาดใจกับการพบฉัน เอาแต่ยิ้มมุมปากราวกับกำลังรออยู่
“คนหน้าโหลใช่ไหม”
กรี๊ดดด ทุกคนช่วยกันเรียกอีพระเอกออกมาหน่อยนะ
ค่าตัวมันแพงมาก ตะเวณไปต่างประเทศไม่พัก555
