ตอนที่ 5 ลักลอบพบบุรุษปริศนา
ตอนที่ 5
ลักลอบพบบุรุษปริศนา
“เหตุใดนางจึงได้แต่งเป็นชายยาซื่อจื่อได้เล่า” ฮูหยินหวังพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิดใจ
“เหตุใดท่านแม่จึงต้องกังวลด้วยเล่าเจ้าคะ นางไม่ได้แต่งเข้าตำหนักบูรพาเสียหน่อย” ผู้เป็นบุตรีกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มโดยไม่รู้สึกร้อนรุ่มใจแต่อย่างใด
“หากนางได้แต่งเข้าตำหนักบูรพาเจ้ากับข้าจะมีที่ยืนได้อย่างไร” ผู้เป็นมารดานั้นกังวลไม่น้อย เพราะตั้งแต่เล็กนั้นนางได้กลั่นแกล้งบุตรีของอดีตฮูหยินหวังผู้ล่วงลับไปหลายครั้งหลายครา จนในที่สุดเมื่อผู้เป็นสามีกลับมาจากชายแดนจึงได้พาบุตรีของตนนั้นออกไปที่สนามรบไม่ได้ทิ้งให้นางเลี้ยงไว้เหมือนแต่ก่อน เมื่อเติบโตขึ้นเหมยอิงคงจะจำสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กได้ขึ้นใจว่านางทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างไร ตอนนี้เหมยอิงเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจถึงเพียงนี้ ยิ่งทำให้ฮูหยินหวังกลัวว่านางจะมาเอาคืน
“ไม่มีวันหรอกเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น” ผู้เป็นมารดากลับไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของบุตรี นางได้แต่เดินเข้าไปในเรือนของตนด้วยท่าทางหัวเสียแต่ซวนหลิงนั้นยังคงยืนยิ้มอยู่ที่ลานกว้างของจวนตระกูลหวังด้วยความหวังที่ยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม.
ยามซวี
เหมยอิงกำลังดื่มเหล้าอยู่บนหลังคาจวน มองท้องฟ้าที่บัดนี้ดวงดาวกำลังพร่างพรายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าแต่แล้วนางก็ได้ยินความเคลื่อนไหวจึงลุกขึ้นมองลงไปยังเบื้องล่างที่เป็นระเบียงทางเดิน นางเห็นน้องสาวของนางแต่งกายด้วยอาภรณ์ชุดใหม่ดูงดงามยิ่งนัก กลิ่นน้ำหอมฟุ้งไปตามทางเดินพร้อมทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ รีบร้อนเดินออกไปยังจวน นางจึงชะเง้อคอเล็กน้อยก็เห็นนางขึ้นรถม้าและกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด.
“เหตุใดนางจึงดูร้อนรนเช่นนี้” เหมยอิงก็กระโดดลงจากหลังคาด้วยท่าทางคล่องแคล่วแล้วเดินเข้าไปในเรือนของนางด้วยไม่อยากจะสนใจสักด้วยไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด
ทางด้านคุณหนูรองหวังนั้นลงจากรถม้าและเดินลัดเลาะเข้าไปในตลาด ผ่านผู้คนมากมายแต่แล้วนางก็ไปถึงยังท้ายท่าน้ำที่ไม่มีผู้ใดอยู่แถวนั้น ด้วยว่านางนั้นนัดแนะกับบุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมสีดำมิดชิดในยามราตรี ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำอันมิดชิดที่ไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเขามาพบกับนาง
“ท่านรอนานหรือไม่” น้ำเสียงของนางนั้นใสปานระฆัง ใบหน้าสวยต้องแสงจันทร์ อีกทั้งรอยยิ้มของนางช่างแสนหวาน ดวงตาของนางจ้องมองบุรุษผู้สวมชุดดำที่ปิดบังตัวด้วยนางนั้นรักใคร่บุรุษผู้นี้เป็นอย่างมาก ทั้งสองยืนคุยกันอยู่ไม่นาน ก่อนที่บุรุษปริศนานั้นจะยื่นกล่องบางอย่างให้แก่นางซวนหลิงรับกล่องนั้นมาและรีบเก็บซ่อนไว้ในแขนเสื้อ คนทั้งสองสวมกอดอยู่เพียงครู นางก็รีบเดินกลับย้อนเข้ามาในตลาดและขึ้นรถม้ากลับไปที่จวนตระกูลหวัง
เมื่อซื่อจื่อแห่งจวนผิงชินอ๋องได้ยินข่าวจากบิดาว่าตนจะต้องแต่งงานกับแม่ทัพหวังด้วยฮ่องเต้นั้นประทานสมรสให้ เขาก็รีบร้อนเข้าไปในวังหลวงเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าบาททันที แต่ฮ่องเต้กลับไม่ได้ทรงอนุญาตให้เข้าพบเพราะทรงทราบดีว่าหลานชายคนโปรดผู้นี้เป็นคนหัวดื้อ และไม่ยอมแต่งงานง่าย ๆ เป็นแน่ ทำให้หมิงหย่วนต้องนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เพื่อคัดค้านการพระราชทานสมรสในครั้งนี้ แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่ยอมให้ซื่อจื่อเข้าพบ
“ซื่อจื่อเหตุใดท่านต้องทรมานร่างกายของตัวเองเช่นนี้” หลี่กงกงซึ่งเห็นความดื้อรั้นของซื่อจื่อที่ไม่ยอมกลับไปที่จวนของตน อีกทั้งยังนั่งตากแดดตั้งแต่ช่วงสายจนถึงช่วงดึกที่ฝนตกก็ยังไม่ยอมลุกขึ้นจากที่
“หลี่กงกงท่านช่วยกราบทูลฝ่าบาทให้ข้าได้หรือไม่” หลี่กงกงส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจที่ซื่อจื่อนั้นดื้อรั้นยิ่งนัก
“พระราชโองการก็ประกาศออกไปแล้ว ฝ่าบาทคงจะถอนรับสั่งไม่ได้ ซื่อจื่อได้โปรดจงกลับไปเถิด เดี๋ยวจะไม่สบายอีกไม่กี่วันก็จะเข้าพิธีมงคลสมรสแล้ว” เมื่อได้ยินดังนั้นหมิงหย่วนก็กำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ
“เหตุใดนางต้องเลือกที่จะแต่งงานกับข้าด้วย” ท่าทางของซื่อจื่อช่างดุดันและน่ากลัวยิ่งนัก หลี่กงกงยกมือขึ้นกุมอกด้วยความตกใจ
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้ได้ แต่ว่าฝ่าบาทให้นางเลือกว่าจะแต่งงานเป็นชายารองขององค์รัชทายาท หรือจะแต่งงานเป็นพระชายาเอกขององค์ชายสอง แต่แล้วพระองค์ก็ให้ทางเลือกอีกทางก็คือแต่งงานเป็นพระชายาของซื่อจื่อ นางจึงเลือกที่จะแต่งงานเป็นชายาของซื่อจื่อ” เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของหลี่กงกง ดวงตาคู่คมก็หรี่ลงเล็กน้อย จู่ ๆ เขาก็พลันลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง คนที่กางร่มอยู่ก็ผงะด้วยความตกใจที่บุรุษร่างสูงโปร่งนั้นผลุนผันลุกขึ้น จนหลี่กงกงแทบจะล้มหงายท้องด้วยความที่ตัวเองเคลื่อนไหวลำบากและเป็นคนรูปร่างอ้วนอยู่แล้ว ซื่อจื่อรีบดึงรั้งแขนของหลี่กงกงให้ยืนได้อย่างมั่นคง แล้วจึงยอมปล่อยมือจากหลี่กงกง
“หัวใจของหม่อมฉันแทบวายแน่ะซื่อจื่อ เหตุใดท่านจึงพลันลุกขึ้นเยี่ยงนี้ หม่อมฉันนึกว่าซื่อจื่อจะนั่งอยู่ที่นี่จนรุ่งสางเสียอีก” หลี่กงกงที่ไม่เข้าใจในท่าทีของซื่อจื่อในตอนนี้ แต่พอเห็นซื่อจื่อหันหลังกำลังจะเดินออกจากลานหน้าท้องพระโรง หลี่กงกงก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
“ซื่อจื่อจะไปที่ใด”
“ข้าก็จะกลับจวนของข้าตามที่ท่านต้องการเยี่ยงไรเล่า” สิ้นคำพูด ซื่อจื่อก็เดินออกจากลานกว้าง หลี่กงกงก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องทรงงานของฝ่าบาทในทันที
“ซื่อจื่อกลับไปแล้วพะยะค่ะ” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดหลานชายคนโปรดจึงได้ยอมกลับไปโดยง่าย ฮ่องเต้เงยหน้ามองชุดของหลี่กงกงนั้นเปียกโชกไปด้วยหยาดน้ำฝน
“เหตุใดเขาจึงยอมกลับไปโดยง่าย”
“กระหม่อมก็ไม่เข้าใจพะยะค่ะ เพราะเมื่อหม่อมฉันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงให้ฟัง ซื่อจื่อก็พลันลุกขึ้นแล้วเดินออกไปเลยพะยะค่ะ” ผู้เป็นฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย และก้มลงทรงงานตามเดิมไม่ได้กล่าวอันใดต่อ
