บทย่อ
ดอกเหมยกลางสมรภูมิรบ บทนำ “หมิงหย่วน นี่เจ้าแต่งแม่ทัพหวังเข้ามาเป็นพระชายาแล้วนะ อีทั้งนางถูกวางยาพิษในคืนเข้าหอ เจ้ายังเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่น ๆ อีกหรือ” เมื่อผู้เป็นบิดานั้นดุบุตรชายด้วยใบหน้าจริงจัง บัดนี้บุตรชายของเขาช่างไม่รู้จักเห็นใจผู้อื่นเอาเสียบ้าง โดยเฉพาะคนใกล้ชิดที่เป็นถึงชายาของตน กลับไม่ได้แยแสอีกทั้งยังแยกห้องนอน ไม่ได้สนใจที่จะดูแลนางเลย “เหตุใดท่านพ่อจึงได้เอาแต่ตำหนิข้าอยู่ร่ำไป ไม่เห็นท่านจะว่ากล่าวชายาของข้าสักคำ” “เหตุใดข้าต้องว่ากล่าวซ้ำเติมให้นางเจ็บช้ำน้ำใจด้วยเล่า ในเมื่อนางสูญเสียการมองเห็น เสียทั้งตราคำสั่งประจำกองทัพอีกทั้งกองทัพนั้นก็ยังเป็นกองทัพของบิดานางที่ก่อตั้งขึ้นมา เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าพระชายาของเจ้าเสียสิ่งใดไปบ้างที่ต้องแต่งงานเข้าจวนกับเจ้า” “ท่านพ่อพูดเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุที่นางต้องแต่งงานกับข้า ท่านเอาแต่ยืนเฉยอยู่ในท้องพระโรงกลับไม่ได้ทัดทานฝ่าบาทในการพระราชทานสมรสครั้งนี้ เพราะท่านเห็นดีเห็นงามกับฝ่าบาทเพียงแค่ต้องการรั้งให้ข้าอยู่ที่เมืองหลวงด้วยเพราะเหตุที่ท่านอยากอุ้มหลาน” ผู้เป็นบุตรชายนั้นพูดตำหนิบิดาออกมาโดยไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ที่บัดนี้เขารู้ว่าผู้เป็นบิดานั้นยินดีที่จะให้สตรีนางใดก็ได้แต่งเข้าเรือน เพื่อที่จะเหนี่ยวรั้งเขาให้อยู่ที่เมืองหลวงไม่กลับไปที่ชายแดนฝั่งเหนืออีก เพราะกลัวว่าบุตรชายจะไม่ยอมกลับมาและแล้วก็เป็นดั่งใจของผู้เป็นบิดาปรารถนา เมื่อผู้เป็นบิดานั้นได้สะใภ้ที่มีความองอาจห้าวหาญและสามารถจัดการกับเขาได้ แต่เสียทีที่นางโดนยาพิษไปเสียแล้วจึงทำให้นางไม่สามารถมองเห็นได้ ถึงแม้นางจะมองไม่เห็นแต่ก็ยังเป็นคู่ปรับของเขาที่รับมือได้ยากยิ่งนัก “ในเมื่อเจ้าแต่งงานกับนางแล้วก็ถือว่าเป็นคน ๆ เดียวกัน เหตุใดเจ้าจึงไม่เห็นอกเห็นใจนางบ้างเล่า นางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง” เมื่อผู้เป็นบิดาพูดถึงแม่ทัพใหญ่หวังว่านางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง ผู้เป็นบุตรชายก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน “ท่านพ่อก็เห็นท่าทางของนางแล้ว แม้ว่านางจะสูญเสียการมองเห็น แต่นางก็ไม่เคยก้มหัวให้กับลูกเลย” “แล้วเจ้าเป็นสวามีที่นางควรที่จะก้มหัวให้หรือไม่เล่า เจ้าเคยก้มหัวให้นางแล้วหรือยัง” เมื่อพูดถึงเรื่องนั้นเขาก็ต้องโกรธจนควันออกหู เมื่อนึกถึงตอนที่กราบไหว้ฟ้าดินด้วยกัน ในตอนที่คู่บ่าวสาวต้องเคารพซึ่งกันและกัน นางกลับไม่ยอมก้มหัวให้เขาทั้ง ๆ ที่เขาก้มศีรษะลงคารวะนางก่อนด้วยซ้ำทำให้บุตรชายนั้นใบหน้าแดงก่ำขึ้นมา
ตอนที่ 1 แม่ทัพหญิง
ตอนที่ 1
แม่ทัพหญิง
ในท้องพระโรงอันโอ่โถงแห่งเมืองเหยียนโจว ฮ่องเต้โจวปิงเทียนทรงประทับบนบัลลังก์ด้วยท่าทางสง่างาม เหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายและขวาต่างยืนเรียงรายตามลำดับยศ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังแม่ทัพเหมยอิงที่ก้าวเข้ามาในชุดเกราะแม่ทัพอันสง่างาม เกราะที่นางสวมใส่ไม่ได้ถูกถอดออกตามธรรมเนียมอันเคร่งครัด สร้างความไม่พอใจแก่เสนาบดีฝ่ายซ้าย ที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงเขาหันแม่มองนางด้วยสายตาที่ไม่พอใจนักด้วยนางนั้นไม่รู้กฎของราชสำนัก แต่นางกลับไม่รู้สึกเกรงกลัวอำนาจของเหล่าขุนนางที่เอาแต่ยืนโต้วาทีกันอยู่ในท้องพระโรง ซึ่งไม่เคยย่างกายไปที่สมรภูมิรบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองไปยังแม่ทัพหญิงผู้ห้าวหาญที่เพิ่งได้รับชัยชนะกลับมาถึงวังหลวงและถูกเรียกเข้าเฝ้าในเช้าวันนี้ทันที
“คารวะฝ่าบาท หม่อมฉันหวังเหมยอิงเพิ่งรบชนะศึกยึดเมืองตงอวี่คืนมาได้เพค่ะ” ฮ่องเต้ปิงเทียนได้ยินดังนั้นก็ทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย ทรงหันมามองแม่ทัพหวังที่บัดนี้นางเติบโตเป็นสตรีที่งดงามยิ่งนัก อีกทั้งชุดเกราะที่นางสวมใส่เข้ามานั้นช่างดูสง่างาม ไม่แพ้สตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นองค์รัชทายาทหันมองแม่ทัพหวังก็ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย มีหรือพระองค์จะไม่เข้าใจว่าองค์รัชทายาทนั้นคิดสิ่งใดอยู่
“แม่ทัพหวังเจ้าจงยืนขึ้นได้แล้ว” สุรเสียงของผู้เป็นฮ่องเต้นั้นเต็มไปด้วยความยินดีที่แคว้นโจวยังมีแม่ทัพหญิงผู้องอาจห้าวหาญ แม้จะเป็นสตรีแต่กลับมีความสามารถถึงขั้นตียึดเมืองตงอวี่คืนมาได้ภายในสามวัน หลังจากที่ถูกกองทัพอู่พ่านทางฝั่งตอนใต้ของแคว้นหวินซานบุกเข้าโจมตีทำให้เมืองตงอวี่ตกอยู่ใต้อาณัติของหวินซานเป็นเวลาสามเดือนแต่พอมีพระราชโองการให้ กองทัพซูหมัวที่มีแม่ทัพหญิงคือเหมยอิง (กองทัพตระกูลหวัง) เข้าเป็นทัพหน้า หลังจากประจำการอยู่ทางทิศใต้เป็นเวลาหลายปีเพื่อช่วยตีเอาเมืองตงอวี่กลับคืนมา และนางสามารถรบชนะและเข้ายึดเมืองตงอวี่กลับมาเป็นของแคว้นเหยียนโจวได้ดังเดิม
ฮ่องเต้ปิงเทียนจึงมีพระราชโองการให้แม่ทัพเหมยอิงเดินทางกลับเมืองหลวงและเข้าเฝ้าในท้องพระโรงในทันที
“เพคะฝ่าบาท” นางกล่าวพลางลุกขึ้นด้วยท่าทางองอาจทำให้ฮ่องเต้พอพระทัยเป็นอย่างมาก
“ข้าจำได้ว่าเมื่อวันวานเจ้าเพิ่งจะวิ่งตามบิดาของเจ้าออกไปยังสนามรบ ไม่นึกว่าวันนี้เจ้าจะมีความสามารถถึงขั้นนำทหารตียึดเมืองตงอวี่กลับคืนมาให้ข้าได้ เจ้าช่างมีความสามารถยิ่งนักเหมยอิง” สุรเสียงของฮ่องเต้นั้นดังก้องไปทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพยักหน้าเห็นด้วยว่านางช่างมีความสามารถเสียจริง ไม่น้อยหน้าบุรุษอกสามศอกเลยสักนิด
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”
“หากไม่ได้พบหน้ากันข้าก็คงไม่รู้ว่าเจ้านั้นงดงามยิ่งนัก ความงามจากคำเล่าลือไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ว่าเจ้านั้นเป็น “นางดอกเหมยกลางสมรภูมิรบ” เป็นเช่นนั้นจริง ๆ” เมื่อได้ยินฝ่าบาทชื่นชมในความงามและความสามารถของนางก็ทำให้เสนาบดีฝ่ายซ้ายกังวลยิ่งนัก เขากลัวว่าฝ่าบาทจะยกนางขึ้นมาเป็นสนมอีกคน หากเป็นเช่นนั้นคงจะเป็นการยากลำบากแก่องค์รัชทายาทเป็นแน่แท้เพราะนางถือได้ว่าเป็นผู้ที่ถือธงนำทัพแทนบิดาของนางอย่างหวังฟูหวินที่เสียชีวิตในสนามรบเมื่อหกปีที่แล้ว
“ว่าแต่เจ้าทำคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ เจ้าอยากได้สิ่งใดเป็นของรางวัลหรือไม่”
“หม่อมฉันไม่ปรารถนาสิ่งใดเป็นของรางวัลเพคะ” นางตอบด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงพระสรวลก้องกังวานในท้องพระโรงอีกครั้ง
“ดี! ดี! ช่างดีเสียจริง แม่ทัพของข้าไม่ได้เป็นคนโลภมากอยากได้ของรางวัลสิ่งใด แต่อย่างไรเจ้าก็ทำคุณงามความดีให้แก่แผ่นดิน ข้าจะต้องตบรางวัลให้เจ้าเป็นแน่แท้ เหมยอิงเอ๋ย เหมยอิง” เสนาบดีฝ่ายซ้ายที่เห็นสายตาของฝ่าบาทจ้องมองใบหน้างดงามของนางก็ยิ่งทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ด้วยความกังวลว่าฝ่าบาทจะต้องตาและแต่งตั้งนางเป็นสนมอีกคน วังหลังคงจะวุ่นวายไม่น้อย
เสนาบดีฝ่ายขวานิ่งคิดอยู่ ฝ่าบาทนั้นก็มีฮองกุ้ยเฟยซึ่งเป็นพระมารดาขององค์รัชทายาทครองตำแหน่งดูแลวังหลังอยู่ หากฝ่าบาทยกนางขึ้นเป็นสนมอีกคน ความลำบากคงจะตกมาที่นางเพราะนางเคยอยู่แต่ในสนามรบ ไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมคนในวังหลวงคงไม่แคล้วตกอยู่ในวังวนของอำนาจ หากพลั้งพลาดก้าวผิดนางอาจจะทิ้งชีวิตไว้ใจในวังหลังอันโหดร้าย
“เสนาบดีฝ่ายขวาท่านคิดว่าอย่างไร” ฝ่าบาทหันมาถามเสนาบดีเว่ย ซึ่งเป็นพี่ชายของอดีตฮองเฮาผู้ล่วงลับและเป็นลุงขององค์ชายสอง
“กระหม่อมเห็นว่าแม่ทัพหวังนั้นมีความสามารถอีกทั้งยังทำคุณงามความดีให้แก่บ้านเมือง กระหม่อมเห็นควรยกที่ดินศักดินาและจวนหลังใหม่ให้นางพะยะค่ะ” คำตอบของเสนาบดีฝ่ายขวาทำให้ฝ่าบาทยิ้มกว้างออกมาทันที
“เรื่องนั้นอย่างไรข้าก็ต้องประทานให้นางอยู่แล้ว อีกอย่างปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว” เมื่อฝ่าบาทถามถึงอายุของนางในท้องพระโรงต่างก็เริ่มมีเสียงฮือฮาขึ้น เพราะขุนนางทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าฝ่าบาทคงจะต้องใจแม่ทัพสาวรุ่นราวคราวลูกเป็นแน่แท้
“ขุนนางทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ” หลี่กงกงรีบทำหน้าที่ในทันที เมื่อเห็นว่าในท้องพระโรงนั้นเริ่มเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น แต่ฝ่าบาทกลับไม่ได้ทรงยี่หระอีกทั้งยังยิ้มกว้างส่งมาให้แม่ทัพหวังที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“ปีนี้หม่อมฉันก็เข้ายี่สิบหนาวแล้วเพคะ” เมื่อฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็ฉงนขึ้นมาทันที
“ยี่สิบหนาวอย่างนั้นหรือ เหตุใดตระกูลหวังจึงไม่ได้จัดงานมงคลให้กับเจ้าเล่า” เมื่อได้ยินคำถามนั้นดูเหมือนจะเป็นคำตำหนิว่าผู้ใหญ่ในตระกูลหวังเมินเฉยต่อบุตรสาวของตน ไม่ได้สนใจการแต่งงานของแม่ทัพหวังเลยแม้แต่น้อย
“หม่อมฉันยังไม่ได้อยากแต่งออกเรือนเพคะ อีกทั้งยังมีหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง” เมื่อได้ยินดังนั้นฝ่าบาทก็ทรงหัวเราะร่วนออกมาอีกครั้ง
“อย่างไรเจ้าก็ถือได้ว่าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ข้าจะให้เจ้าอยู่โดดเดี่ยวได้อย่างไร ตอนนี้เจ้าก็ยี่สิบหนาวแล้วอายุไม่น้อยแล้วจะดีหรือไม่หากว่าข้าจะจัดงานมงคลให้เจ้า” คิ้วเรียวของนางกระตุกขึ้นในทันทีแต่นางกลับไม่ได้ทัดทานอันใด นางยังคงยืนนิ่งรอฟังสิ่งที่ฝ่าบาทกำลังจะตรัส
“หากพูดถึงอายุของเจ้าก็ไล่เลี่ยกับองค์รัชทายาทพอดี” เมื่อได้ยินดังนั้นเสนาบดีฝ่ายขวาก็บีบมือเข้าหากันแน่นด้วยความกังวล หากให้องค์รัชทายาทได้แต่งนางเข้าเป็นเหลียงตี๋ อำนาจการปกครองทั้งหมดก็จะตกเป็นของฝ่ายเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นแน่ อีกทั้งพระชายาเอกขององค์รัชทายาทก็เป็นบุตรีของเสนาบดีฝ่ายซ้าย อำนาจทางทหารทั้งหมดก็จะตกไปอยู่ในการปกครองของเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นแน่
ผู้เป็นฮ่องเต้มองหน้าของเสนาบดีฝ่ายขวาและเสนาบดีฝ่ายซ้ายสลับกันไปมาแล้วก็ทรงยิ้มกว้างอีกครั้งอย่างหยั่งเชิงคนทั้งสอง
“หากให้แม่ทัพหวังแต่งเข้าเป็นชายารองขององค์รัชทายาทหม่อมฉันคิดว่าก็เหมาะสมดีพะยะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายพูดขึ้นด้วยหมายว่าตนจะได้จัดการทางทหารอย่างง่ายดาย หากองค์รัชทายาทได้นางแต่งเข้าเป็นชายารองก็จะไม่มีใครกล้าจะล้มล้างตำแหน่งองค์รัชทายาทเป็นแน่ ต่อไปเมื่อองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ต่อจากฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน บุตรเขยของเขาก็จะกลายเป็นฮ่องเต้และบุตรีของเขาที่ดำรงตำแหน่งชายาเอกขององค์รัชทายาทก็จะได้ครองตำแหน่งฮองเฮาเป็นแน่
ส่วนแม่ทัพหวังที่เพิ่งแต่งเข้าเป็นชายารอง เขาค่อยหาทางกำจัดนางอีกทีก็ยังไม่สาย เมื่อฝ่าบาทได้ยินดังนั้นก็ทรงหัวเราะร่วนออกมาอีกครั้ง สลับมองเสนาฝ่ายซ้ายขวาไปมา
“เหตุใดท่านจึงใจร้ายกับบุตรีของตนนักเล่าชายาเอกเพิ่งจะแต่งเข้าตำหนักบูรพาไม่นาน เจ้าจะให้องค์รัชทายาทรับชายารองอีกหรือ”

