ตอนที่ 3 ไปหาซื่อจื่อถึงจวนอ๋อง
ตอนที่ 3
ไปหาซื่อจื่อถึงจวนอ๋อง
“ดี ๆ ๆ เจ้ามีใจตรงกับข้ายิ่งนักเหมยอิง ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรีบส่งราชโองการไปที่จวนของเจ้า”
“เพคะ”
องค์รัชทายาทที่ยืนอยู่หันมามองนางเพียงเล็กน้อย ใบหน้าของแม่ทัพหวังผู้นี้ช่างเป็นสตรีที่งดงามยิ่งนัก รูปโฉมของนางงามไม่แพ้สตรีใดในเมืองหลวง แต่สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่เพราะนางมีใบหน้างดงามแต่ด้วยนางถือป้ายคำสั่งกองทัพซูหมัวต่างหากที่เขาต้องการเพื่อความมั่นคงในการนั่งตำแหน่งองค์รัชทายาท
องค์รัชทายาทปลายตาไปมองพ่อตาเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจที่บัดนี้เสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่มีความสามารถเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว ไม่สามารถโน้มน้าวใจของฝ่าบาทให้ประทานสมรสแม่ทัพหวังให้แก่เขาได้
ทันทีที่นางก้าวออกมาจากท้องพระโรงใบหน้าของเหมยอิง ราบเรียบไม่แสดงอารมณ์อันใด นางยืนรออยู่เบื้องหน้าทางออกของท้องพระโรง เพื่อต้องการจะสนทนากับผิงชินอ๋องครั้นเห็นพระองค์ก้าวเดินออกมา นางจึงเดินเข้าไปหาทันที
“คารวะผิงชินอ๋องหม่อมฉันอยากจะคุยกับซื่อจื่อเพคะ” นางเอ่ยออกมาโดยไม่อ้อมค้อม
"หากเจ้าอยากจะคุยกับบุตรชายของข้า เจ้าก็คงจะต้องไปหาซื่อจื่อที่จวนของข้าแล้ว" ผิงชินอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางรีบหลีกทางให้ผิงชินอ๋องแต่พอนางกำลังจะก้าวเดินตามไปก็ได้ยินเสียงของบุรุษผู้หนึ่งอยู่ทางด้านหลัง
“ช้าก่อนแม่ทัพหวัง” นางหันกลับไปมองก็เห็นเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่เดินตรงมายังนางด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงดูท่าจะไม่พอใจนางเป็นอย่างยิ่ง เขาเดินเข้ามาใกล้นางและจ้องหน้านางเขม็งด้วยความไม่พอใจ
“แม่ทัพหวังข้าขอเตือนท่านไว้ ท่านควรจะวางตัวให้ดีหากท่านเลือกผิดฝั่งชีวิตก็จะหาไม่ ที่นี่ไม่เหมือนในสนามรบที่ท่านเคยพบเจอมาหรอกนะ” คำขู่อันแสนจะน่ากลัวนั้นไม่ได้ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย นางเพียงยิ้มเล็กน้อยและยกมือทำความเคารพเสนาบดีฝ่ายซ้าย หลังจากนั้นจึงปลีกตัวและเดินก้าวลงจากบันไดไปแต่แล้วก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเรียกนางจากด้านหลังอีกครั้ง
“ช้าก่อนแม่ทัพหวัง” นางถอนหายใจเล็กน้อย คิ้วเรียวกระตุกขึ้นอีกครั้ง นางหันกลับไปมองก็พบเสนาบดีฝ่ายขวา ที่บัดนี้ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้นาง
“ไม่ได้เจอเจ้ามาหลายปีไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นถึงแม่ทัพผู้องอาจห้าวหาญเหมือนกับบิดาของเจ้า” คำทักทายอันแสนจะเป็นมิตรนั้นทำให้นางคลี่ยิ้มส่งให้เล็กน้อย
นางจำได้ว่าบิดาเคยเล่าเรื่องในวัยเยาว์ที่เคยเป็นสหายสนิทกับเสนาบดีฝ่ายขวา ตั้งแต่ไปประจำการที่ชายแดนฝั่งใต้ก็ไม่ค่อยได้พบกันไม่รู้ว่าตอนนี้เสนาบดีฝ่ายขวาจะแตกต่างจากแต่ก่อนมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อเขามีมิตรไมตรีที่ดีนางก็ไม่ควรไร้น้ำใจ อีกทั้งตนยังอ่อนวัยและตำแหน่งก็ต่ำกว่าเสนาบดีฝ่ายขวาอยู่มากนัก
“คารวะท่านเสนาบดีฝ่ายขวา”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือสหายรักในวัยเยาว์ของบิดาเจ้า”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อเคยเล่าให้ข้าฟัง” นางพูดพลางพยักหน้าเล็กน้อยและยังคงยืนนิ่งเพื่อรอฟังเสนาบดีฝ่ายขวาจะเอ่ยสิ่งใดต่อ
“การก้าวเข้ามาในสมรภูมิช่วงชิงอำนาจในวังหลวงแห่งนี้อันตรายยิ่งกว่าในสมรภูมิรบเป็นร้อยเท่า” คำเตือนที่แสนจะบ่งบอกความห่วงใยนั้นทำให้นางยิ้มและทำความเคารพเสนาบดีฝ่ายขวาในทันที
“ขอบคุณท่านเสนาบดีฝ่ายขวามาก ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอตัว” นางไม่ได้อยากจะวุ่นวายกับเรื่องแย่งชิงอำนาจภายในวังหลวง ถ้าเป็นไปได้นางก็อยากจะกลับไปที่ชายแดนฝั่งใต้เช่นเดิม กลับไปอยู่กับสายลม แผ่นฟ้ากว้างใหญ่ พร้อมกับขี่ม้าไปยังทุ่งหญ้ากว้างก็เพียงแค่นั้น.
เมื่อเหมยอิงออกมาจากวังแล้ว นางก็ก้าวขึ้นหลังอาชาคู่ใ และควบม้าตรงไปยังจวนผิงชินอ๋องทันที เมื่อไปถึงหน้าจวนนางเงยหน้าขึ้นมองป้ายจวนผิงชินอ๋อง ที่มีอักษรสลักว่า "สงบสุข" นางก้าวเดินเข้าไปในจวนผิงชินอ๋องที่ดูโอ่โถงไม่น้อย เมื่อเข้าไปถึงก็เห็นพ่อบ้านหลิวรูปร่างอ้วนกลมวิ่งออกมาต้อนรับนาง
“แม่ทัพหวังใช่หรือไม่ขอรับ” เหมยอิงฉงนไปเล็กน้อย ไม่นึกว่าพ่อบ้านจวนผิงชินอ๋องจะรู้จักนาง นางจึงพยักหน้าให้พ่อบ้านหลิว
“ท่านอ๋องให้ข้ามาเชิญขอรับ” พ่อบ้านหลิวผายมือไปยังทางเดินที่ตรงเข้าสู่ห้องโถงของจวนผิงชินอ๋อง เมื่อเข้าไปถึงก็เห็นผิงชินอ๋องนั่งรออยู่ที่โต๊ะ
“เชิญแม่ทัพหวัง” ผิงชินอ๋องผายมือเชิญเหมยอิงให้นั่งที่โต๊ะน้ำชา นางเดินเข้าไปนั่งและมองกวาดสายตาไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาผู้ใดอยู่ในห้องนี้เลยสักคนนอกจากนางและผิงชินอ๋อง
“หม่อมฉันติดตามบิดาไปที่สนามรบตั้งแต่เล็กจึงไม่ได้คุ้นเคยกับธรรมเนียมวังหลวง หากทำอันใดเป็นการล่วงเกินผิงชินอ๋อง ได้โปรดอภัยด้วยเพคะ” ผิงชินอ๋องยิ้มให้เล็กน้อยแล้วส่ายหน้าไปมา นางมองใบหน้าที่เปี่ยมรอยยิ้มตลอดเวลาของผิงชินอ๋องช่างเป็นใบหน้าเดียวกับฮ่องเต้ไม่มีผิด ทั้งสองพระองค์มีความคล้ายคลึงกันคือแย้มพระสรวลอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในใจนั้นคิดสิ่งใดอยู่
นางได้ยินข่าวว่าคนที่ทำให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั่งบนบัลลังก์ได้อย่างมั่นคงก็คือผิงชินอ๋อง ทั้งที่เสนาบดีฝ่ายซ้ายขวาต่างก็สนับสนุนให้พระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ฮ่องเต้ แต่พระองค์กลับไม่ได้มีใจใฝ่อยากนั่งบนบัลลังก์มังกรและหลีกทางให้พระอนุชาของตนนั้นนั่งบนบัลลังก์มังกร และคอยเป็นผู้สนับสนุนให้ความมั่นคงแด่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อีกทั้งไม่เคยคิดจะแก่งแย่งอำนาจใด ๆ เพียงอยากอยู่อย่างสมถะและสงบอยู่นอกวัง
“เชิญแม่ทัพหวังกล่าวธุระของท่านมาได้เลย”
“หม่อมฉันต้องการจะคุยกับซื่อจื่อเพคะ” นางพูดออกมาตามตรง เพราะบัดนี้นางเองที่เป็นคนตัดสินใจเลือกที่จะแต่งงานเข้าจวนผิงชินอ๋อง โดยไม่ได้เคยเห็นหน้าค่าตาของซื่อจื่อเลยแม้แต่น้อย นางอยากที่จะพูดเปิดอกกับซื่อจื่อก่อนที่จะเข้าพิธีแต่งงาน
