บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 ตัดสินโทษ

“พระสนมทรงหายใจเข้าออกตามหม่อมฉันนะเพคะ” นางกำนัลข้างกายสนมหวังเอ่ยขึ้นพร้อมกับหายใจเข้าออกเป็นจังหวะที่ชัดเจนสม่ำเสมอให้ผู้เป็นนายเหนือหัวของตนทำตาม อีกทั้งสองมือยังคงบีบนวดตามร่างกายสลับพัดวีให้พระนางทรงคลายกังวลลง

“จะให้ข้าใจเย็นอยู่ได้เยี่ยงไรเซียวอู่ จู่ๆ ฝ่าบาทก็มีราชโองการประกาศกร้าวลงมามอบบุตรสาวของกบฏผู้นั้นให้เป็นชายาอุ่นเตียง ทั้งที่นางเป็นนักโทษที่ควรต้องโทษประหารทั้งครอบครัวให้เสียสิ้น ฮึก...ฝ่าบาททำเช่นนี้มิใช่ต้องการดูหมิ่นและลงโทษข้ากับองค์ชายสิบสามงั้นหรือ” หวังเจียวมิ่งน้ำตาซึมในใจทั้งกรุ่นโกรธคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามี และบุตรชายที่มีเรื่องหนักหนาถึงเพียงนี้กลับไม่ยอมปริปากเอ่ยบอกตนแม้ครึ่งคำ

เพียงแค่เอ่ยพูดถึงบุตรชายแสนรักของนางก็ปรากฏตัวสนมหวังเอนกายนอนพร้อมกับแสร้งหลับตาลง เหมือนกับเด็กที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ

เสียงฝีเท้าหนักแน่นออกแรงวิ่งจากห้องตำราของเสด็จพ่อตรงมายังตำหนักเหมยกุ้ยทันทีที่มีคนส่งข่าวให้เขาได้รับรู้ว่าพระสนมหวังเป็นลมหมดสติไปหลังจากได้ยินราชโองการที่ถูกประกาศก้าวไปทั่วทุกพื้นที่ในวังหลวง

“เสด็จแม่ เสด็จแม่เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” ร่างสูงกำยำในชุดสีดำสนิทเดินรุดเข้ามายังห้องนอนของผู้เป็นแม่พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“เซียวอู่ เซียวอู่ บุรุษผู้นี้เป็นใครกันเหตุใดจึงมีใบหน้าคล้ายคลึงกับลูกสิบสามของข้าเช่นนี้” แม้จะอยู่ในวัยกลางคนแต่มิได้ดูแก่ชราตามอายุเลยแม้แต่น้อย เอ่ยเรียกนางกำนัลสาวคนสนิทเสียงดังพร้อมกับแสดงน้ำเสียงประชดประชันอย่างไม่จริงจังนัก

“เสด็จแม่ของพระองค์อยู่ตำหนักเหมยกุ้ยแห่งนี้งั้นหรือเพคะ องค์ชายสิบสามทรงเรียกหม่อมฉันว่าแม่ แต่เหตุจึงทรงไม่บอกกล่าวกันสักหน่อยเล่า ว่าจะมีราชโองการแต่งตั้งนักโทษเดนตายผู้นั้นให้อยู่กินฉันสามีภรรยากับลูก” หวังเจียวมิ่งยันมือยันตัวให้อยู่ในท่าทางนอนกึ่งนั่งพูดคำพูดยืดยาวออกมาจนแทบไม่เว้นช่องว่างไว้หายใจ สีหน้าและแววตาที่ดูอิดโรยเมื่อครู่หายไปในพริบตาเดียวจนชายหนุ่มอดสงสัยในพฤติกรรมของมารดาไม่ได้

“สงสัยกระหม่อมคงจะสติเลอะเลือนจำผิดคิดว่ามารดาผู้งดงามของกระหม่อมประทับอยู่ที่นี่ เห็นที่สิบสามคงเลอะเลือนไป เช่นนั้น...กระหม่อมขอลาพ่ะย่ะค่ะพระสนม” โจวซั่วเหยียนตอบกลับบทละครของผู้เป็นมารดาอย่างสมน้ำสมเนื้อราวกับละครฉากหนึ่งที่ต้องเล่นตามน้ำไป

“โจวซั่วเหยียน นี่ลูกจะไปจริงๆ หรือ” ร่างงดงามสมวัยวัยหรี่ตามองตามร่างสูงที่คอยๆ ถอยห่างออกไป ภายในจิตใจกระวนกระวายอย่างควบคุมไม่ได้ก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อของบุตรชายที่กำลังจะเดินออกไปอย่างไม่สนใจ พร้อมกับร้องไห้กระซิกพิงไหล่แกร่งผู้เป็นแก้วตาดวงใจของตน

“เสด็จแม่อย่าทรงเป็นกังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นอย่างใจเย็นเพื่อให้มารดาของตนคลายกังวลลงแต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่พร้อมกับอมยิ้มอย่างสงวนท่าทีกับการเล่นเป็นเด็กของพระมารดา

“มิให้กังวล มิให้แม่กังวลงั้นหรือซั่วเหยียน เจ้าควรจะตบแต่งพระชายาเป็นสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์มิใช่กบฏสาวที่ต้องโทษตายผู้นั้น ฮึก...ไม่รู้ว่าข้าทำกรรมอะไรไว้หนักหนาจึงได้รับการตอบแทนเยี่ยงนี้” สนมหวังพูดทั้งน้ำตาอย่างน่าสงสารพร้อมกับสะอื้นไห้ทุบอกชกตีตนเองพลางกดดันองค์ชายสิบสามให้ทำตามความประสงค์ของตน จนบุตรชายต้องยื่นมือเข้าไปห้าม

“เสด็จแม่”

“พระสนม” เสียงร้องตกอกตกใจขององค์ชายสิบสามและข้ารับใช้คนสนิทร้องลั่นเมื่อเห็น พระสนมของตนทุบตีร่างกายของตนอย่างร้อนในอารมณ์

“เสด็จแม่โปรดเย็นพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ถูกต้องแล้วที่นางสมควรโทษตายแต่มีเรื่องราวหลายอย่างเกินไปจนลูกคิดว่ามีบางสิ่งอยู่ผิดที่ผิดทางจนเกินไป ดังนั้นการมอบราชโองการครั้งนี้ล้วนเป็นผลดีกับลูกมากกว่าที่จะได้สืบเสาะหาความจริงจากนาง อย่าได้ทรงคิดว่ามันเป็นการลงโทษเลยพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างนางจะเป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียงมิใช่ชายาที่ลูกต้องการ อย่างไรชายาของลูกต้องเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ท่านชื่นชอบและเห็นว่าเหมาะสมแน่นอน ท่านแม่อย่าได้กังวลให้มากเกินไปจนร่างกายป่วยไข้...ที่ลูกพูดเสด็จแม่ทรงเข้าใจลูกใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” โจวซั่วเหยียนพูดออกไปอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะทั้งที่ภายในใจกลับมีความลังเลใจละคนอยู่ไม่น้อย

แม้จะพูดว่าจะได้สืบหาความจริงและรั้งกายนางไว้ต่อรองกับกลุ่มกบฏที่ยังภักดีกับจางซุนเล่อ หากนางตายพวกเขาอาจลุกฮือเป็นแน่ เมื่อนั้นจะกลายเป็นหายนะที่แท้จริงของราชวงศ์เมื่อถึงคราวที่จะต้องต่อสู้กับประชาชนของตนเองนั่นเป็นสิ่งที่เขาเองไม่อยากให้มันเกิดขึ้น

องค์ชายสิบสามสะบัดศีรษะไล่ความคิดที่มีดวงหน้างดงามและร่างกายที่อวบอัดไปทุกสัดส่วนที่สตรีพึงมีออกจากความคิด...ในเมื่อเสด็จพ่อมอบนางให้ก็คงต้องใช้ทุกวิถีทางที่จะบีบเค้นเอาความจริงไม่ว่ามันจะเสี่ยงกับความรู้สึกของตนมากแค่ไหนก็ตาม

จางซุนเสวี่ยหยาาในชุดนักโทษสีขาวมอมขาดรุ่ย นั่งกอดเข่าทอดสายตาออกไปไกลแต่มันก็ไกลได้มากที่สุดแค่สุดกำแพงหนาอีกฟากฝั่งเท่านั้น หาใช่สุดลูกหูลูกตาดั่งเช่นที่กวนเป่ยไม่ เสวี่ยหยาหลับตาลงพร้อมกับจินตนาการว่าตนนั่งอยู่บนเนินเขาลู่ติงเคียงข้างสายลมเหนือที่คลอเคลียร่างกายจนอาภรณ์เนื้อดีโบกสะบัดแผ่วเบา แผ่นหลังเล็กแนบตัวลงกับพื้นหญ้าก่อนจะเงยหน้าดูดวงดาวที่สุดขอบฟ้าในยามค่ำคืน แต่แล้วทุกอย่างก็ต้องพังทลายลงไปเมื่อครอบครัวของนางตายไปหมดในเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ มีเพียงจางซุนเสวี่ยหยาคนนี้ที่รอดชีวิตแต่ก็ต้องมาติดอยู่ในคุกที่คับแคบและคราครั่งไปด้วยผู้คนและไร้ซึ่งอิสระ

พรุ่งนี้จะเป็นวันประกาศโทษตายของนางและนักโทษทั้งหลายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏแห่งกวนเป่ย ทำให้นางนอนไม่หลับ นางอยากพูดคุยกับใครสักคน อยากบอกว่าตอนนี้ตนหวาดกลัวมากเพียงไร

“ฮึก ฮึกท่านย่า ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ” จางซุนเสวี่ยหยาร้องไห้โยนตัว ร่างเล็กสั่นเทาเพราะแรงสะอื้นไห้เพราะความเสียใจปะปนความหวาดกลัว

เสวี่ยหยาที่ร้องไห้อยู่กลับต้องสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อด้านหน้าของคุกหลวงเกิดเสียงโครมครามดังลั่น เสียงพูดคุยกันออกรสออกชาติยิ่งทำให้นางหวาดกลัว ดวงตาสวยฉาบเคลือบไปด้วยหยาดน้ำตา เสวี่ยหยาใช้มือปิดปากมิให้ลมหายใจหรือเสียงสะอื้นของตนเล็ดลอดออกไป แล้วจึงค่อยๆ ถัดกายเข้าไปอยู่มุมมืดอีกฝั่งครั้นได้ยินว่าพวกเขาต้องการทรมานนางเพื่อเค้นเอาความจริง ร่างบางไม่รู้ว่าจะหลบหนีพวกเขาได้อย่างไรจึงได้แต่แสร้งล้มตัวลงนอน...เห็นทีครานี้นางต้องแกล้งหลับให้แนบเนียนกว่าเดิม

เสียงสั่นเครือลอยออกไปทำเอาบุคคลที่อยู่ด้านนอกหมายจะเดินเข้ามาถึงกับชะงักเท้ากลางอากาศ หัวใจของเขาราวกับจะหยุดเต้นเมื่อได้ยินนางเอ่ยผ่านสายลมออกมาเช่นนั้น แม้ว่าตนจะใกล้ชิดสตรีมามากแต่ก็พอจะรู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้ต้องหักห้ามใจไว้ตั้งแต่แรก มิเช่นนั้นอาจทำให้งานใหญ่พังพินาศไม่เป็นท่า

ทันทีที่องค์ชายสิบสามหยุดการก้าวเดินอย่างกะทันหันทำให้สหายคู่ใจอย่างสือซีและอี้เซ่อแทบล้มคะมำหน้าทิ่มพื้น ใบหน้าของสือซีแนบแผ่นหลังก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยแรงของอี้เซ่อเข้ามาสมทบ

“โอยยย เจ็บๆ ใบหน้าอันงดงามของกระหม่อม”

“องค์ชายเหตุใดทรงหยุดเสียดื้อๆ เล่าพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงโอยครวญดังลั่นขึ้นถึงแม้ว่าจะเจ็บตัวแต่ด้วยนิสัยที่เฮฮาชอบโวยวายจึงเรียกรอยยิ้มมุมปากจากซั่วเหยียนได้เสมอ สือซีจับใบหน้าเอื้อมมือแตะใบหน้าเพื่อสำรวจว่าความหล่อเหล่าของตนเสียหายหรือไม่ อีกทั้งเอ่ยตำหนิองค์ชายของตนที่เล่นหยุดเอาเสียดื้อๆ แม้ว่าจะเป็นองครักษ์ฝีมือดีแต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ก็เจ็บตัวได้เช่นกัน

“ใช่เวลาเล่นที่ไหนกันเล่า” อี้เซ่อใช้ศอกแหลมของตนกระทุ้งเข้าที่หน้าอกแกร่งของสหายที่ติดเล่นไม่จริงจัง ก่อนจะเอ่ยถามองค์ชายสิบสามที่ตนติดตามมาตั้งแต่เริ่มหัดจับกระบี่

“องค์ชายไม่เข้าไปหรือพ่ะย่ะค่ะ เห็นพระองค์บอกว่าจะมาสืบเค้นหาความจริงจากนาง...” อี้เซ่อเหลือบมองใบหน้าคมเข้มที่อยู่ภายใต้ผ้าปิดหน้าสีดำสนิทเข้ากับชุดที่สวมใส่ เผยให้เห็นแววตาที่มีความลังเลอยู่ในนั้น ทำให้ตนรับรู้ได้ว่าองค์ชายของตนเปลี่ยนไปจากคนที่แข็งแกร่งค่อนไปทางหยาบกระด้างกลับมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ภายใน

“กลับตำหนัก” ดวงตาคมของโจวซั่วเหยียนจ้องมองแสงไฟน้อยๆ ผ่านเงามืดอยู่ชั่วครู่คล้ายกับครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะคาดเดาก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับ แล้วจึงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่น

“องค์ชายหากเราเค้นหาความจริงได้ พระองค์ก็จะไม่ต้องรับราชโองการในวันพรุ่งนี้นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าหากพระองค์เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน อีกอย่างมิสู้ทรมานนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อยคงปริปากบอกออกมาเอง” สือซีที่ไม่รู้ความเอ่ยขึ้นด้วยความสัตย์จริงตามวิธีที่ถูกต้องตามกระบวนการของกรมอาญาไม่ผิดสักประการ ในขณะที่สหายอย่างอี้เซ่อที่พอจะเข้าใจแววตาแกร่งที่แฝงแววสับสนขององค์ชายยามเหม่องมองสตรีผู้นั้นก็ห้ามปรามไว้ไม่ทัน

บุรุษสูงศักดิ์หันกลับมาตำหนิองครักษ์ของตนอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะเอ่ยคำเดิมอีกครั้ง ราวกับว่าน้ำตาและความเจ็บปวดของนางถูกส่งมาถึงโจวซั่วเหยียน...ราวกับว่าสายลมเหนือที่พัดผ่านเชื่อมโยงความรู้สึกของทั้งสองเข้าหากัน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel