
บทย่อ
“ไม่รู้ว่าฟ้าดินต้องการลงโทษตระกูลจางซุนของนางหรืออย่างไรถึงต้องให้เสวี่ยหยาผู้ที่โง่เขลาเป็นผู้รอดชีวิตจากการสังหารเพียงคนเดียว ยังไม่ทันที่น้ำตาจะแห้งเหือดบนแก้มใสนางก็จากไปโดยที่ศพของบิดามารดาและพี่น้องของนางยังไม่ทันจะเย็นเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังต้องแต่งเป็นอนุภรรยาให้เขาเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆของตน พอคิดแล้วนางก็อเนจอนาถใจยิ่งนัก แต่ท่านพ่อท่านแม่อย่าได้เป็นกังวลไป แม้คำว่าแก้แค้นและเล่ห์เหลี่ยมเสวี่ยหยาผู้นี้จะไม่รู้จัก...ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไร ข้าจะต้องทำให้เขาไปคุกเข่ากราบกรานที่สุสานบรรพบุรุษจางซุนของข้าให้จงได้...ฉะนั้นระวังตัวของท่านไว้ให้ดีเถิดโจวซั่วเหยียน”
บทที่ 1 บุรุษชุดดำ
ร่างงดงามสมส่วนผิวพรรณเนียนละเอียดในชุดสีเขียวหยกอ่อนปนสีขาว แถบคาดเอวเป็นสีเขียวเข้มปักลวดลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นสีทองพร้อมกับใช้เชือกสีแดงผูกคาดเอวไว้อีกอัน ผมยาวมัดสูงขึ้นกลางศีรษะเผยใบหน้าสวยและดวงตาผลเมล็ดซิ่งดูเหยเกคล้ายเจ็บปวดยามถูกเชือกเนื้อด้านแข็งที่พันธนาการแขนทั้งสองข้างขูดไปกับผิวนุ่มพร้อมกับถูกบังคับให้ก้าวเดิน
“ปล่อยข้านะ ปล่อย”
“พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว พี่รองของข้ามีวรยุทธแข็งแกร่ง หากเจ้ากล้ารังแกน้องสาวสุดที่รักของเขาละก็คงยากที่เขาจะไว้ชีวิต ฉะนั้นมันจะดีกว่าถ้าพวกท่านปล่อยข้าไปเสียตอนนี้” จางซุนเสวี่ยหยาเอ่ยขึ้นทั้งจริงและเท็จปะปนกันไปหวังว่าพวกเขาจะหลงกลและปล่อยนาง ขาเล็กยันพื้นไว้มิยอมทำตามโดยง่าย ร่างกายดิ้นสะบัดให้หลุดการควบคุมจากชายชุดดำทั้งสองที่ขนาบข้างนางเอาไว้พร้อมกับกึ่งผลักบังคับให้เดินไม่เบามือนักประหนึ่งนางเป็นนักโทษอาญาร้ายแรง
เมื่อครู่นางยังคงนั่งหลบอยู่หลังก้อนหินใหญ่แต่ตอนนี้นางถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักโทษหลบหนี เรื่องนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่พวกเขาจึงได้เข้าใจผิดไปมากมายเช่นนี้ ครอบครัวนางภักดีต่อโจวไท่จงฮ่องเต้ถึงเพียงนี้ไม่มีทางเป็นกบฏคิดล้มล้างบัลลังก์อย่างแน่นอน
สองเท้าเล็กก้าวเดินตามคำสั่งครั้นเมื่อเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก็สัมผัสได้ถึงความร้อนของเปลวไฟที่โหมกระหน่ำโลมเลียผนังไม้และหลังคาบ้านให้กลายเป็นสีดำมอดไหม้ จนต้องยู่จมูกพร้อมกับพ่นไอออกมาเพราะสำลักเข้ากับควันไฟที่ลุกโชน หากนางไม่ใช่คนในกวนเป่ยคงไม่มีทางบอกได้เป็นแน่ว่าสิ่งปลูกสร้างที่หักโค่นจากเพลิงไหม้คือบ้านหลังเล็กที่มีคนอาศัยอยู่เพียงสามคนพ่อแม่ลูก ทั้งสามสามนั่งกอดกันร้องไห้เหม่อมองสถานที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้านพังทลายไปกับตาก่อนจะถูกบุรุษชุดดำที่ปิดหน้าปิดตามอีกสองสามคนมาพาตัวไป สะเก็ดไฟน้อยใหญ่ปะทุและเริ่มลุกลามไปถึงบ้านข้างเคียงที่อยู่ติดกัน
“พี่เสวี่ยหยา ฮือ...ฮึก ช่วยข้าด้วย” เป่าเปาสหายวัยห้าขวบของนางเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตาในขณะที่กำลังลุกขึ้นยืนตามคำสั่งของบุรุษร่างโตที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“พะ พวกท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าทำสิ่งใดลงไป ฮึก เขายังเด็กมากปล่อยเขาไปเถิดข้าขอร้อง” เสวี่ยหยาที่เสียงแหบแห้งเพราะสูดดมกลิ่นควันไฟเข้าไปเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ก่อนจะหันไปมองเป่าเปาพร้อมกับทำท่าทางลับส่งไปให้อย่างที่เคยเล่นสนุกกัน
นอกจากท่านแม่และอาจารย์มู่แล้วในกวนเป่ยแทบจะไม่มีใครชอบหน้านางจะมีก็เพียงแต่เหล่าเด็กเล็กที่กำพร้าไร้พ่อแม่ที่เติบโตมาอย่างเดียวดาย กินนอนตามซอกหลืบในหัวมุมสุดถนน ลักขโมยสิ่งของเพื่อประทังชีวิตที่อาจารย์มู่ไปช่วยเหลือเอาไว้แล้วให้ที่พักพิงพร้อมกับสั่งสอนให้เขียนอ่าน
เป่าเปาตัวน้อยก็ลอบพยักหน้ารับพร้อมกับกลั้นก้อนสะอื้นแล้วใช้มือน้อยๆ เช็ดคราบน้ำตาออกจากพวงแก้มกลมกลึงที่ไหลรินเมื่อรู้ว่าพี่เสวี่ยหยาของตนส่งสัญญาณลับมาให้คล้ายกับต้องการบอกว่า ‘ข้าจะไปช่วยเจ้าแน่นอน’
“ฮือ...ฮึก พวกท่านมิใช่คนหรืออย่างไร” จางซุนเสวี่ยหยาเอ่ยขึ้นอย่างทอดถอนใจ
ทุกก้าวเดินที่เหยียบย่างก็เผยให้เห็นเปลวเพลิงโชติช่วงพลิ้วไหว สายลมพัดผ่านร่องเขาทำให้เพลิงไหม้ยิ่งโหมขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด ผู้คนวิ่งชุลมุนหนีความตายกันขวักไขว่สตรีทั้งหลายร่ำไห้เพราะสามีและลูกตายจาก บ้างที่ไหวตัวทันก็รีบหอบข้าวของวิ่งเข้าป่าไปก่อนจะถูกเหล่าบุรุษในชุดสีดำปิดหน้าปิดตาจับกลับมานั่งรวมกลุ่มกันที่ลานกว้างดวงตากลมโตสอดสายตาไปโดยรอบยิ่งเจอกับความอเนจอนาถเมื่อคนแก่ที่ไร้ทางหนีติดอยู่ในเปลวไฟก่อนจะเสียชีวิตอย่างเดียวดาย
“ปล่อยข้า ปล่อย ฮึก...ท่านพ่อ ท่านแม่” จางซุนเสวี่ยหยาทั้งใช้เท้าและปากกัดที่มือของบุรุษที่ควบคุมนางด้วยความบ้าคลั่งเมื่อถูกลากจูงมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของตน
“โอ้ย นังบ้าเป็นหมาหรือไง” บุรุษชุดดำเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสียก่อนพร้อมกับสะบัดมือของตนขับไล่ความเจ็บจะปล่อยให้นางหลุดการควบคุมอย่างห้ามไม่ได้
ทันทีที่หลุดจากการควบความเสวี่ยหยาก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านของตนอย่างไม่คิดชีวิต หากว่านางโง่เขลาที่วิ่งเข้าหาเปลวไฟที่กำลังลุกโชนโดยมีหลังคาและประตูไม้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีก็คงไม่แปลกนัก บ้านคือสถานที่ที่นางหลีกเลี่ยงมากที่สุดเมื่อรู้ว่าการมีตัวตนของนางมีแต่จะทำให้ท่านพ่อมิชอบใจ...ถึงว่าจะเป็นเช่นนั้นตอนนี้ใจของนางกลับรู้สึกวูบโหวงราวกับร่างกายที่ขาดอาภรณ์ตัวโปรด
“ท่านแม่ ท่านพ่อ” เสวี่ยหยาร้องเรียกสุดเสียงเพื่อหวังว่าจะให้บุคคลทั้งสองที่นอนคว่ำหน้าท่ามกลางกองเพลิงได้สติตื่นขึ้น เมื่อรู้ว่าไม่อาจทำได้อย่าถนัดถนี่นักจึงยื่นข้อมือเล็กของตนที่ถูกมัดไว้ด้านหลังเข้าหากองเพลิงเพื่อให้พวกมันช่วยปลดพันธนาการที่ข้อมือ
“อึก เจ็บ” เปลวเพลิงเผาไหม้เชือกเส้นใหญ่อยู่ช่วยครู่กว่าที่จะปลดปล่อยให้ข้อมือของเสวี่ยหยาเป็นอิสระ ผิวตรงแขนและข้อมือที่เคยเรียบเนียนก็ถูกความร้อนโลมเลียจนพุพองเหวอะหวะเรียกเสียงครวญครางเจ็บปวดออกจากริมฝีปากบางไม่ขาดระยะ
“ท่านพ่อตื่นเถิดเจ้าค่ะ ตื่นมาดุด่าข้าเหมือนเดิมเถิดท่านอย่านิ่งเงียบไปเช่นนี้” เสวี่ยหยาเขย่าร่างไร้ลมหายใจของผู้เป็นบิดาด้วยหวังว่าเขาจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านแม่ลุกขึ้นมา ฮือ ฮึก ท่านแม่” จางซุนเสวี่ยหยาโอบกอดร่างของมารดาไว้ในอ้อมแขนมือเล็กลูบไล้ใบหน้าของผู้เป็นมารดาด้วยความรักอีกทั้งนิ้วของตนปิดดวงตาที่เบิกโพลงคล้ายจากไปด้วยความเจ็บปวดให้หลับลงอย่างคลายกังวล เสวี่ยหยาผละร่างของมารดาออกจากอ้อมแขนทันทีที่สัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะที่ไหลเจิ่งนองอยู่ทั่วบริเวณร่างของบิดาและมารดาด้วยความตกใจ ข้างกายของบิดาปรากฏกระบี่คมเล่มใหญ่ที่เปื้อนคราบเลือดเหนียวหนืดที่เริ่มแห้งกรังด้วยความสงสัย
แต่แล้วเสียงคานไม้ที่ถล่มลงมาทำให้เสวี่ยหยาต้องรีบเอ่ยลาบิดามารดาของตนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัย ก่อนจะเดินออกตามหาพี่น้องของนางที่อาจได้รับบาดเจ็บและรอนางมาช่วยเหลือจากที่ใดสักแห่ง มือเล็กที่เจ็บปวดหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าของตนไปชุบน้ำจากแจกันดอกไม้อันเล็กแล้วนำมาปิดปากกับจมูกที่สูดเอาควันไฟอุ่นร้อนเข้าไปจนแสบไปทั่วทั้งทรวงอกและลำคอ ดวงตาเริ่มพร่าเลือนและแสบร้อนเพราะเปลวเพลิงที่กำถาโถมอย่างรุนแรง
“พี่หญิงใหญ่ พี่รอง พวกท่านอยู่ที่ใดกัน ฮึก น้องสี่ น้องห้า” เสียงไอโขกสับเพราะสำลักควันไฟดังสอดแทรกกับเสียงแหบแห้งสั่นเครือร้องเรียกพี่น้องของตนสุดเสียง
“อย่าแกล้งกันเช่นนี้ข้าไม่ตลกด้วยนะ พวกท่านออกมาเถอะ” ก้าวเดินเป็นไปด้วยความเชื่องช้าราวกับแรงและกำลังของนางเลือนหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยความง่วงงุนแทบขาดสติ
แม้ในวันวานพวกเขาจะชอบเล่นซนกลั่นแกล้งนางให้เจ็บตัวรุนแรงกว่านี้หลายเท่า เช้าเย็นภาวนาให้ชีวิตนางได้พบเจอแต่กับความสงบ ไม่คิดว่าสวรรค์ชั้นฟ้าจะตอบแทนนางด้วยความสงบสุขในรูปแบบที่เจ็บปวดและไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้ มีหลายครั้งที่นางต้องการให้พี่น้องของนางหายไป หากเป็นเช่นนั้นแล้วท่านพ่อคงจะเมตตาและเอ็นดูนางมากกว่านี้ นางคงได้เป็นลูกสาวคนโปรดมากกว่าเสวี่ยหยาหมาหัวเน่าที่ไม่มีใครต้องการ...ไม่รู้ว่าตอนนี้นางถอนคืนคำพูดเหล่านั้นจะทันการหรือไม่
จางซุนเสวี่ยหยาลากเท้าเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงอีกทั้งยังพยายามครองสติของตน เท้าเล็กเตะเข้ากับสิ่งกีดขวางเบื้องล่างเข้าอย่างเต็มแรงก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้น มืองดงามที่เต็มไปด้วยบาดแผลลากแตะบนพื้นเบาๆ พลางขยับเข้าไปใกล้ขึ้นก่อนจะร้องออกมาอย่างสุดเสียง
“ไม่นะ ไม่” เสวี่ยหยากรีดร้องเสียงดังเมื่อเห็นสองร่างเล็กกอดกันอย่างหวาดกลัวอยู่ในเปลวเพลิง เสื้อผ้าอาภรณ์ไหม้เกรียมเป็นสีดำราวกับถ่านไม้ที่ถูกเผาไหม้
“น้องสี่ น้องห้า” มือเล็กปิดปากกลั้นเสียงครวญครางเจ็บปวดของตัวเองก่อนจะพยุงร่างไร้เรี่ยวแรงของตนขึ้นเพื่อเดินไปยังห้องนอนของพี่หญิงลั่วหยาที่อยู่ใกล้กับประตูทางออกด้านหลังพร้อมกับภาวนาให้เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงฝันร้ายที่ยากจะตื่นขึ้น นางไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับครอบครัวของนางและชาวกวนเป่ยที่อยู่ด้านนอกนั่นกันแน่
เสียงประตูไม้เสียดสีกับบานพับเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหูหน้าห้องของลั่วหยาดังขึ้น เสวี่ยหยาจึงใช้เท้าของตนดันประตูห้องของจางซุนลั่วหยาผู้เป็นพี่สาวคนโตด้วยความหวาดหวั่นและหวังลึกๆ ว่าทุกคนจะยังมีชีวิตรอด แต่นางก็ต้องตื่นตะลึงอีกครั้งเมื่อห้องของลั่วหยามีการรื้อค้นจนข้าวของที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อยตกลงพื้นเกลื่อนกระจาย ร่างเปลือยเปล่าคล้ายถูกทารุณทิ้งร่องรอยกระทำรักรุนแรงไว้ทั่วร่างกายสวยงาม
“พี่หญิง ข้าเสวี่ยยามาช่วยท่านแล้ว เหตุใดเนื้อตัวของท่านจึงเป็นเช่นนี้ มาเถอะข้าจะพาท่านออกไป” เสวี่ยหยาเอ่ยกับพี่สาวที่นอนอยู่บนเตียงนุ่มผมเผ้ายุ่งเหยิง ก่อนจะหยิบอาภรณ์ที่ร่วงหล่นให้นางใส่ก่อนที่ไฟจะลามมาถึงห้องนี้
ดวงตาของลั่วหยาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างไม่สนใจคำพูดของน้องสาวเลยแม้แต่น้อย คล้ายคนที่หมดอาลัยตายอยาก น้ำตาที่แห้งเหือดก็ไหลลงมาบนแก้มใสอีกครั้งเมื่อนึกถึงภาพที่พวกมันรุมทึ้งร่างกายหอมหวานของตนด้วยความกักขฬะ แม้จะรู้กระบวนท่าต่อสู้เอาตัวรอดมาบ้างแต่มีหรือที่กำลังของหญิงสาวจะสู้เรี่ยวแรงของชายกลัดมันหลายสิบคนได้ มือเรียวสวยทุบตีขัดถูตามร่างกายของตนอย่างรุนแรงจนเสวี่ยหยาที่ยืนอยู่ไม่ไกลวิ่งเข้ามาห้ามปราม
“พี่ลั่วหยา” เสวี่ยหยาเรียกชื่อพี่สาวด้วยน้ำเสียงที่ปลอบโยนและเห็นใจ แล้วจึงก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างช้าๆ พร้อมกับโอบกอดร่างกายสั่นเทาของนางเอาไว้
มุมปากสวยปรากฏรอยเลือดฟกช้ำยกยิ้มเยาะด้วยความเวทนาในวาสนาของตนอย่างตัดพ้อก่อนจะเอ่ยทั้งน้ำตาและความแค้น “เจ้าต้องฆ่าพวกมันต้องฆ่ามันให้หมด บุรุษชุดดำพวกนั้นมันเข้ามาเสพสมร่างกายข้าราวกับสัตว์ชั้นต่ำที่ฉีกทึ้งร่างกายของเหยื่อที่ไม่มีทางสู้ เจ้าอย่าได้บอกเรื่องนี้กับ...”
ในขณะที่ลั่วหยากำลังเอ่ยพูดคุยกับน้องสาวอยู่นั้นเปลวเพลิงก็เริ่มโหมแรงขึ้นทำให้คานและหลังคาร่วงหล่นลงมาอีกระลอกหนึ่งทำให้สตรีทั้งสองผละอ้อมกอดของกันและกันออกแล้วส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
“พี่หญิงเรารีบไปกันเถิดเปลวไฟเริ่มโหมหนักขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ถ้าไม่ไปเสียตอนนี้ข้าเกรงว่า...” เสวี่ยหยารีบดึงพี่สาวให้วิ่งออกจากห้องแต่แล้วก็ดูเหมือนว่าสึกอย่างมันสายเกินไป เมื่อเสาไม้อันใหญ่โค่นล้มลงมาขวางกั้นทั้งสองออกจากกันโดยปิดทางออกของลั่วหยาไว้ ตามสมทบด้วยเศษเปลวไฟคุกรุ่นลามเลียไปติดเข้ากับม้วนตำราหลายสิบม้วนก่อเกิดเป็นเชื้อเพลิงทำให้ไฟลุกลามไปเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน
“ว้าย!!!” ลั่วหยาร้องลั่นเมื่อเสาไม้โค่นล้มลงมาต่อหน้าต่อตาทำให้นางติดอยู่ภายในห้องไม่สามารถออกไปได้ เปลวเริ่มลามมาใกล้นางขึ้นเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องครวญครางเจ็บปวดยามเปลวไฟร้อนระอุโลมเลียตามผิวหนังจนเปื่อยยุ่ยและแสบร้อน
“เสวี่ยหยา ช่วยข้าด้วย” จางซุนลั่วหยาร้องขอความช่วยเหลือจากน้องสาวพลางใช้มือปัดป้องเปลวไฟที่เผาไหม้ผ้าคลุมตัวบางที่ตนสวมใส่เมื่อครู่พร้อมกับยกท่อนแขนเล็กมาปิดบังใบหน้า ผิวกายของนางเริ่มพองแดง บางส่วนเผยให้เห็นเลือดเนื้อที่ฉ่ำเยิ้มคล้ายกับเนื้อแกะยามถูกย่างท่ามกลางไฟร้อนได้ที่ ลั่วหยาพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดแต่ขาเล็กของนางก็ยังคงติดอยู่เช่นเดิม
ใบหน้าสวยเหม่อมองไปที่หน้าต่างบานกะทัดรัดฉายให้เห็นเนินเขาลู่ติงพร้อมกับมวลหมู่ดาวนับล้านพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างขำขันในอารมณ์แทรกเข้ามา เหตุการณ์นับร้อยนับพันที่นางผูกพันตั้งแต่เล็กจนโตก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พลันน้ำตาที่เคยแห้งเหือดกลับไหลออกมาจากหางตาสวยอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดพร้อมกับผุดรอยยิ้มสุดท้ายประดับใบหน้าเมื่อรู้ว่าร่างกายของตนไม่ได้สัมผัสความเจ็บปวดอีกต่อไป
“ไม่ๆๆ พี่หญิงรีบออกมาเจ้าค่ะ ฮือ ฮึก” เสวี่ยหยาร้องตะโกนเรียกพี่สาวของตนจนสุดเสียงอยู่เนิ่นนานก่อนที่เสียงร้องครวญครางเจ็บปวดของคนที่อยู่ด้านในจะสิ้นสุดลงราวกับหัวใจของเสวี่ยหยาถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น คล้ายกับลมหายใจนี้ไม่ใช่ของนางขึ้นมาเสียดื้อๆ ร่างกายทรุดลงกับพื้นพร้อมกับส่งเสียงร่ำไห้ตัวโยนอย่างไม่อายฟ้าดิน
ระหว่างที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่นั้นแสงจันทร์ที่เร้นอยู่ในเงามืดก็สาดส่องผ่านหน้าต่างใกล้กับประตูหลังบ้านเข้ามาเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่กำยำถูกผูกคอห้อยติดกับซี่ไม้ท่อนกลมของบานหน้าต่าง ลำคอและใบหน้าเปื้อนคราบเลือดจนแห้งกรังและเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำเพราะแรงผูกรัดที่ลำคอ ดวงตาคมถลนปูดโปนออกมาจนแทบออกจากเบ้า มือทั้งสองข้างถูกกางออกและตอกตรอกด้วยตะปูเหล็ก กลางอกถูกปักด้วยกระบี่คมจนเสื้อผ้าอาภรณ์สีอ่อนชุ่มโชกไปด้วยเลือด
เสวี่ยหยาตกตะลึงจนแทบลืมหายใจทันทีที่เห็น มือเล็กสั่นเทาปิดปากข่มกลั้นความโศกเศร้าที่กัดกินในหัวใจ ในตอนแรกนางเองก็ไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตนชายผู้นี้อาจมีรูปร่างคล้ายคลึงพี่รองของนางเท่านั้น ไม่มีทางเป็นจางซุนลั่วเยี่ยบุรุษผู้เก่งกาจรอบด้าน ผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นจนสตรีทั่วทั้งกวนเป่ยล้วนแต่หมายปองอยากได้มาเป็นคู่ครองเป็นแน่ ร่างบางของเสวี่ยหยาพยายามขยับขาที่ไร้เรี่ยวแรงของตนให้เดินไปใกล้ๆ สายตาไล่มองไปทั่วร่างของบุรุษตรงหน้าก่อนจะสะดุดสายตาเข้ากับจงกั๋วเจีย [1] ที่นางเป็นคนมอบให้เขาเมื่อไม่กี่วันก่อน
“พี่รอง ฮึก พี่รอง” เมื่อเห็นดังนั้นจางซุนเสวี่ยหยาจึงวิ่งเข้าไปโอบกอดขาแกร่งที่ห้อยลงมาอย่างแข็งทื่อและไร้ชีวิตชีวา
นางจำได้ บุรุษผู้นี้คือพี่รองของนางไม่ผิดแน่ นางได้แต่ยืนกอดขาและร้องห่มร้องไห้อยู่เช่นนั้นไม่ยอมเคลื่อนกันหนีไปไหน พร้อมกับเอ่ยพูดกับร่างไร้วิญญาณของลั่วเยี่ยพี่ชายของตนประหนึ่งว่าเป็นเพียงเรื่องกลั่นแกล้งให้ตกใจเพียงเล็กน้อยอย่างที่เคยทำ
“พี่รองนี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ทำไมพวกท่านถึงได้ทิ้งข้างไว้คนเดียว แกล้งกันแบบนี้ข้าไม่สนุกด้วยหรอกนะ ถ้าท่านพ่อรู้เข้าพวกท่านต้องโดนตำหนิแน่”
น้ำเสียงที่โรยแรงประกอบกับความเหนื่อยล้าและเสียใจทำให้ร่างเล็กที่ยืนโงนเงนล้มลงกับพื้นไม่ไกลจากร่างของผู้เป็นพี่ชาย เปลือกตาสวยหนักอึ้ง ดวงตาพร่ามัวแสบร้อนระคาย เสวี่ยหยาโขลกไอจนเจ็บไปทั่วทั้งลำคอ จนน้ำตาที่ไม่ได้เกิดจากความเสียใจไหลออกมาอย่างไม่ขาดสายเพราะควันไฟที่เริ่มลามออกมาจากห้องนอนของพี่ลั่วหยาโหมกระหน่ำแรงขึ้นจนเกือบจะเผาไหม้ไปทุกพื้นที่ของบ้าน
“ให้ข้าไปอยู่กับพวกท่านด้วยเถิดนะเจ้าคะ” จางซุนเสวี่ยหยาเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรงพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่สติจะดับมอดไปในที่สุด
“นั่นไงๆ นายน้อยออกมาแล้ว”
“หลีกทางหน่อย หลีกทาง” เสียงของบุรุษชุดดำหลายสิบคนยืนอยู่โดยรอบร้องเสียงดังเมื่อเห็นผู้เป็นนายเหนือหัวเดินออกมาท่ามกลางกองเพลิงลุกโชนที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้มอดไหม้พร้อมกับอุ้มหญิงสาวที่หลับใหลไร้สติไว้ในอ้อมแขน
บุรุษรูปร่างสูงโปร่งกำยำสวมใส่ชุดสีดำสนิทที่ปกปิดตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ก็มิอาจปกปิดโครงหน้าคมเข้มดั่งรูปปั้นอันวิจิตรของจิตรกรฝีมือดีประจำวังหลวง ลูกกระเดือกที่โผล่พ้นตรงลำคอส่งเสริมให้เจ้าของร่างมีเสน่ห์ของบุรุษเพศอย่างเต็มเปี่ยม ดวงตาคมเข้มแฝงแววเด็ดเดี่ยวปะปนเย็นชาเป็นสิ่งเดียวที่ลอดออกมาจากผ้าปิดหน้าสีดำสนิท ประกอบกับท่วงท่างดงามยามก้าวเดินทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตาเกินกว่าจะเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
“ถ้าหากนายน้อยจะทำเช่นนี้อีกได้โปรดปักกระบี่หมื่นวายุของท่านกลางหน้าอกของข้าให้สิ้นใจไปเสียก่อนเถิด นายน้อยทำเช่นนี้ไม่ต่างจากทรมานข้าให้ตายทั้งเป็น” เสียงของสือซีชายหนุ่มวัยกลัดมันเอ่ยตำหนิผู้เป็นนายอย่างไม่จริงจังนักพร้อมกับวิ่งเข้าไปสำรวจร่างกายของเขาว่ามีส่วนใดได้รับบาดเจ็บหรือไม่ มือหนาทุบหน้าอกแกร่งของตนอย่างเหลือทนเมื่อเอ่ยตักเตือนไปแล้วแต่ร่างสูงศักดิ์ตรงหน้าล้วนเพิกเฉยไม่ทำตาม นี่นายน้อยไม่รู้หรืออย่างไร ว่าหากร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บหรือรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยก็สามารถพรากลมหายใจไร้ค่าของตนได้อย่างง่ายดาย นอกจากหน้าที่และภารกิจที่ยากเย็นแล้วเห็นทีก็มีแต่ร่างสูงกำยำตรงหน้าที่ทำเอาตนหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ร่ำไป
“เรื่องที่ข้าให้จัดการเรียบร้อยดีแล้วหรือ” ร่างสูงศักดิ์ในชุดสีดำสนิททั่วทั้งตัวเดินเข้ามาหาในขณะที่แขนแกร่งโอบอุ้มร่างบอบบางที่หลับใหลไม่ได้สติเอาไว้ไม่ห่าง ร่างสูงลอบมองใบหน้าเล็กเปรอะเปื้อนเขม่าควันคล้ายลูกสุนัขยามเล่นซนจนน่าขำขัน ก่อนจะวางนางลงบนเตียงในบ้านหลังหนึ่งที่รอดพ้นจากเพลิงไหม้อย่างน่าอัศจรรย์
“ขอรับ/ขอรับ” ทั้งสือซีและอี้เซ่อเอ่ยขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย อี้เซ่อบุรุษผู้เป็นเจ้าของใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์เอ่ยรายงานผู้เป็นนายต่อไป พลางมองหน้าสหายคนสนิทพร้อมกับถอนหายใจบางๆ กับความทะเล้นและไม่อยู่นิ่งของสือซี
“พวกเราจัดการทุกอย่างตามที่นายน้อยสั่งเรียบร้อยแล้วขอรับ รวมถึงชาวบ้านพวกนั้นเราก็จัดการอย่างดีมิให้ใครหลุดรอดหรือหายไปได้แม้แต่คนเดียว”
“ดี อีกหนึ่งชั่วยามเราจะออกเดินทางกลับไปเตรียมตัวให้พร้อม ชาวกวนเป่ยที่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องให้นำตัวไปสืบสวนที่กรมอาญาตามกระบวนการ” เสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยอำนาจและความเด็ดเดี่ยวแต่ก็แฝงไปด้วยความครุ่นคิด
ทางฝ่ายจางซุนเสวี่ยหยาที่ถูกกกกอดอย่างอบอุ่นก็เริ่มรวบรวมสติที่ขาดหายพร้อมกับเงี่ยหูฟังบทสนทนาอย่างไม่จงใจ แต่ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็รู้ว่าชายคนที่โอบอุ้มร่างกายนางต้องเป็นผู้สั่งการอย่างแน่นอน นางอยากจะลืมตามองใบหน้าพวกโฉดชั่วเหล่านี้เสียให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ยังทำไม่ได้เมื่อความมึนงงยังครองสติส่วนใหญ่ของตนอยู่
สวรรค์มอบโอกาสให้นางใกล้ชิดเขาเพื่อจะแก้แค้นอย่างง่ายดายเพียงนี้ แต่นางกลับนอนไร้สติอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่นนี้เสียได้ กลิ่นกายของเขาคล้ายกับความสดชื่นของต้นสนที่ต้องละอองน้ำค้างในยามเช้าให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ทันทีที่ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอแข็งแกร่งหนักแน่นก็บอกได้เลยว่าชายคนนี้วรยุทธสูงส่งล้ำหน้ากว่าพี่รองของนางหลายเท่านัก อีกทั้งน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอื้อนเอ่ยให้ความรู้สึกเย็นชาและชวนหลงใหลในเวลาเดียวกัน
มือเล็กลูบไล้ตามแผงอกกว้างอย่างคนไร้สติก่อนที่มือซุกซนของนางจะไปหยุดอยู่ที่ขอบสายรัดเอวอย่างหมิ่นเหม่ แต่นางก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้นกลับเลื่อนมือลงไปต่ำกว่านั้นจนร่างสูงชะงักข้างแข็งไปทั่วร่างก่อนจะกัดฟันกรอดแล้วจึงปล่อยผ่านอย่างไม่ถือสาคนไร้สติ และเมื่อสบโอกาสเสวี่ยหยาก็ไม่รอช้าเคลื่อนมือสะเปะสะปะกระตุกป้ายหยกที่ห้อยเอวแกร่งออกมาอย่างเบามือก่อนที่จะหลับใหลไปในห้วงฝันดำทมิฬอย่างไม่รู้ในชะตากรรมของตน
________________________________________
[1] จงกั๋วเจี๋ย คือ ศิลปะเชือกถักที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมแพร่หลาย โดยถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งในชีวิตประจำวันมากมาย อาทิ ถักเป็นเชือกห้อยหยกประดับเสื้อ หรือถักมาแขวนประดับเพิ่มความหรูหราสวยงามให้กับเกี้ยวนั่ง หน้าต่าง มุ้ง พัด ขลุ่ย ถุงหอม สร้อยคอ
