บทที่ 10 แต่งเป็นภรรยาอุ่นเตียง
เสวี่ยหยานั่งอยู่บนเตียงนอนในห้องหับขนาดใหญ่ที่มีเครื่องเรือนครบครัน ร่างเล็กลากมือของตนสัมผัสผ้าเนื้อนุ่มไม่สากระคายผิวด้วยความคิดถึง สายตาเหม่อลอยจ้องไปในอากาศปล่อยให้ความคิดในหัวตีกันพันยุ่งจนสับสน เสวี่ยหยาลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าไปสำรวจทั่วห้องแต่แล้วก็ต้องชะงักงันแล้วล้มลงจนหัวเข่าสวยกระแทกพื้นจนเลือดออก เมื่อข้อเท้าถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่เหล็กเส้นใหญ่
“อ้ะ...เจ็บๆ” เสวี่ยหยากุมหัวเข่าของตนพลางใช้ปากเป่าลมไปที่แผลให้ทุเลาความเจ็บเหมือนกับที่ท่านย่าของตนเคยทำ น้ำตาเม็ดใสไหลลงมาอีกครั้งอย่างงห้ามไม่ได้ ก่อนจะปล่อยให้เรื่องราวของเมื่อเช้ากลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง
ในขณะที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันได้โผล่พ้นขอบฟ้าดีนัก แสงสว่างอบอุ่นยังคงหลบเร้นอยู่หลังม่านเมฆ ระหว่างที่เสวี่ยหยากำลังนอนอยู่ในห้วงนิทราด้วยความอ่อนเพลียนั้นก็เกิดเสียงกระทบกันของพวงกุญแจเหล็กอันใหญ่กระทบเข้ากับประตูเหล็กเปื้อนคราบสนิมบานใหญ่ตรงหน้าของนาง เสียงร้องต่อต้านของลุงตงฟางกับท่านอาเฟิ่งดังขึ้นอย่างไม่ยินยอมเมื่อบุรุษชุดดำหลายสิบคนยืนประจันหน้าห้อมล้อม ถุงผ้าสีดำทึบถูกนำมาครอบหัวก่อนที่ทุกอย่างจะพร่าเลือน
‘ปล่อยนะ ปล่อยข้า...’
‘ปล่อย’ การกระทำที่กะทันหันไร้คำอธิบายทำเอาเสวี่ยหยาที่กำลังสะลึมสะลือตกใจกลัวจนแทบลืมหายใจ เสวี่ยหยาทุบตีอกแกร่งของบุรุษที่อุ้มนางเอาไว้ไม่ห่างกาย คำตัดสินโทษออกมาแล้วหรือเหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนี้...แล้วนี่นางต้องโทษประหารงั้นหรือ
‘วางนางลง’ เจ้าของเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำให้ร่างของนางลอยหวือจากบ่าแกร่งลงมากระแทรกพื้นหินอย่างไม่เบามือนัก ร่างสูงกำยำสวมผ้าคลุมตัวใหญ่ยืนสั่งการอยู่ตรงหน้าแต่นางกลับไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาเป็นใคร เนื่องจากผ้าที่คลุมหัวมืดทึบอันนี้เป็นปราการกั้นระหว่างเขาและนาง
ใบหน้าของเสวี่ยหยาได้แต่ก้มมองต่ำทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าที่แห่งนี้มิใช่ลานกว้างของกรมอาญา แล้วชายฉกรรจ์ทั้งหลายเหล่านี้พานางมายังที่ใดกันแน่
เสวี่ยหยาได้แต่ตกตะลึงและหวาดกลัว ภายในใจได้แต่คิดไปต่างๆ นานา อย่างห้ามความคิดไม่ได้ เสียงโหวกเหวกโวยวายของลุงตงฟางกับท่านอาเฟิ่งก็เงียบเสียงลงทำเอานางใจคอไม่ดีเท่าใดนัก จากที่เคยอ่านตำรามามากยามที่เพชฌฆาตจะบั่นคอนักโทษเขาก็มักจะเอาผ้ามาคลุมไว้เช่นนี้ เสวี่ยหยากัดปากตัวเองแน่นปกติแล้วตนเป็นคนขลาดเขลาไม่จดจำสิ่งใดแต่ทำไมจึงจำเรื่องราวเช่นนี้ได้ในวาระสุดท้ายของชีวิตกัน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายสิบคู่ของผู้มาใหม่ประสานเข้ากับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวทำให้เหงื่อชื้นเย็นผุดขึ้นตามขมับสวย เสียงพูดคุยจอแจด้านข้างยิ่งทำให้เสวี่ยหยาจินตนาการไปไกล
‘จางซุนเสวี่ยหยา’
‘องค์ชายสิบสาม’
‘เตรียมตัวรับราชโองการ’ เจ้าของเสียงสดใสของบุรุษที่คล้ายคลึงกับสตรีเอ่ยขึ้นพร้อมกับปั้นหน้าอย่างไม่ยินดียินร้าย
ปู้กงกงลงจากเกี้ยวขนาดพอดีตัวที่สามารถยัดเยียดร่างกลมๆ ของตนลงไปได้ พลางกวาดสายตามองตำหนักหลันไฉ่เหอที่คับแคบ ในบรรดาตำหนักขององค์ชายทั้งหลายที่แห่งนี้ล้วนเก่าแก่ทรุดโทรมไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยยิ่งนัก กลิ่นกายของชายหนุ่มรูปร่างสันทัดกำยำหลายสิบคนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งลองมาตามอากาศ จนตนเองต้องเบ้หน้าหนีเมื่อรู้สึกว่าอาหารเลิศรสที่ตกถึงท้องเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมาคล้ายคลื่นเหียนตีขึ้นจนต้องลอบกลืนมันลงไป ปู้กงกงกระแอมไออยู่สองสามครั้งก่อนจะใช้มือของตนพัดโบกไล่อากาศที่ปลายจมูกด้วยความรังเกียจ
‘นี่เป็นราชโองการจากฝ่าบาท...องค์ชายคงมิปล่อยให้นางอยู่แบบนั้นใช่มั้ยพ่ะย่ะค่ะ’ ดวงตากลมรีจับจ้องไปยังร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้นไม่ยอมขยับเขยื้อน บนศีรษะถูกคุมด้วยถุงผ้าสีดำสนิทเห็นทีองค์ชายสิบสามผู้นี้คงอยู่ในวัยหนุ่มกระหายอยากจึงได้เร่งเร้าถึงเพียงนี้ เมื่อพูดแล้วเสร็จปู้กงกงก็พยักหน้าบอกทหารที่แบกเกี้ยวขนาดหกคนหามของตนใช้มาจัดการนางให้อยู่ในลักษณะที่พรั่งพร้อมที่จะน้อมรับราชโองการ
จางซุนเสวี่ยหยาสะดุ้งเฮือกเมื่อผ้าคลุมของตนถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับหันมองบรรยากาศรอบข้างประหนึ่งเหยื่อในวงล้อมของหมาป่าผู้ล่า แต่ด้วยที่ถูกปิดตาอยู่นานทำให้ต้องกะพริบตาอยู่นานเพื่อใช้ชินแสงแดดที่สว่างจ้า
‘ด้วยราชโองการแห่งฟ้า...เนื่องจากองค์ฮ่องเต้ไท่จ่งทรงเล็งเห็นว่าองค์ชายสิบสามมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านบุ๋นและด้านบู้ ช่วยเหลือไพร่ฟ้าประชาชนมาตลอดที่ดำรงตำแหน่งองค์ชาย อีกทั้งองค์ชายสิบสามเติบใหญ่มาจนถึงช่วงวัยที่ควรจะออกเรือน จึงทรงมีราชโองการมอบจางซุนเสวี่ยหยาบุตรสาวของจางซุนเล่อผู้เป็นกบฏต่อด้านราชบัลลังก์ให้เป็นสาวใช้อุ่นเตียงข้างกาย...จบราชโองการ’
‘น้อมรับราชโองการ’ โจวซั่วเหยียนรับคำทันทีที่ปู้กงกงเอ่ยราชโองการจบ
จางซุนเสวี่ยหยาได้แต่ลอบมองไปทางต้นเสียงที่ขานรับราชโองการเสวี่ยหยาได้แต่คิดในใจจ้องมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์ชายสิบสามและขึ้นชื่อได้ว่าเป็นสามีของนางอย่างไม่วางตา แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนความสง่างามโดดเด่นกลับไม่ถูกบดบัง แผ่นหลังกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อน้อยใหญ่ อาภรณ์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีที่สามารถสวมใส่ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์ยิ่งส่งเสริมให้บุรุษผู้นี้น่ามองเป็นอย่างยิ่ง ร่างบางพยายามสำรวจร่างกายของสวามีแต่แล้วก็ต้องหยีตาลงเมื่อดวงตาหวานชวนมองของตนยังไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมรอบนอก
‘แล้วเจ้าไม่ยอมรับหรือ’ ปู้กงกงเค้นเสียงของตนให้ดังขึ้นพร้อมชักสีหน้าไม่พอใจยามเห็นกิริยาที่ไร้มารยาทไม่รู้ความของกบฏ สาวผู้นี้ เขาอยากไปจากตำหนักหลันไฉ่เหอนี้แทบทนไม่ไหว ผู้หนึ่งเป็นลูกชัง ส่วนอีกผู้หนึ่งเป็นลูกสาวกบฏที่ยังไม่รู้วันตายหากอยู่ที่นี่นานเกินไปมีหวังชะตาขาดแน่ๆ
‘จะ...จางซุนเสวี่ยหยาน้อมรับราชโองการเพคะ’ ร่างเล็กรีบก้มศีรษะแนบพื้นพร้อมกับกล่าวรับราชโองการด้วยความลนลาน จิตใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่นและคำถามมากมายที่ไม่รู้ว่าจะไปหาคำตอบได้จากที่ใด
‘ตายแล้วมันเรื่องจริงหรือนี่’ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเอ่ยรับราชโองการเสียงพูดคุยคล้ายผึ้งแตกรังดังหึ่งๆ อยู่ข้างหูจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์แต่กลับชัดเจนในความรู้สึกในขณะเดียวกัน
‘นางเป็นเพียงลูกสาวของกบฏ ราชโองการที่ออกมาเช่นนี้ไม่คิดว่ามันหมิ่นเกียรติขององค์ชายข้าหรือปู้กงกง’
‘องค์ชายไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ ทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการลงโทษพระองค์เสียด้วยซ้ำ’
‘ปู้กงกงสงสารองค์ชายสิบสามของข้าเถิด’ เหล่าทหารคู่ใจเอ่ยขอร้องอ้อนวอนให้ปู้กงกงหาทางช่วยอีกแรง ไม่เว้นแม้แต่สือซีกับอี้เซ่อก็คุกเข่าขอร้องอ้อนวอนอย่างไม่ไว้ลายชายชาติทหาร
จนถึงตอนนี้นางเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงมีชีวิตอยู่ซ้ำยังได้รับราชโองการที่บอกว่ามอบนางให้เป็นสาวใช้อุ่นเตียงขององค์ชายสิบสาม ตามธรรมเนียมของสตรีชาวกวนเป่ยจะแต่งงานเพียงครั้งเดียว และจะยึดมั่นครองรักกันไปจนสิ้นอายุขัยเท่านั้นอีกฝ่ายจึงจะสามารถแต่งงานหรือมีคู่ครองคนใหม่ได้ จางซุนเสวี่ยหยาสูดลมหายใจลึกแล้วจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างพยายามคลายกังวล
“มันมิได้เป็นโอกาสดีของเจ้าหรอกหรือเสวี่ยหยาอย่างน้อยก็รอดชีวิต มิสู้ใช้ความใกล้ชิดนี้สืบหาที่มาของโจวซั่วเหยียนบุรุษที่เป็นเจ้าของป้ายหยกนี้ให้จงได้” นางไม่รู้หรอกว่าบุคคลนี้จะใช่คนที่ลงมือสังหารบิดามารดาและพี่น้องนางหรือไม่ แต่เขาต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน...เขาคงมิได้จงใจทิ้งป้ายหยกไว้ให้ดูต่างหน้า เสวี่ยหยาหยิบป้ายหยกมันแพะคล้องด้วยเชือกถักสีดำสนิทที่อยู่ใต้สาบเสื้อตรงอกของตนออกมาลูบไล้อย่างพินิจพิเคราะห์
“อีกอย่างอยู่ใต้บารมีขององค์ชายสิบสามบุรุษชุดดำพวกนั้นคงจะหาทางปลิดชีพเจ้าไม่ได้แน่นอน” ร่างเล็กพูดคุยกับตนเองเป็นตุเป็นตะภายในห้องที่เงียบสงัดแล้วจึงเก็บป้ายหยกไว้ดังเดิม หลังจากรับราชโองการเมื่อช่วงเช้านางก็ไม่ได้เจอกับบุรุษที่นางต้องปรนนิบัติพัดวีอีกเลย เดิมทีเสวี่ยหยาคิดว่าการแต่งงานนั้นต้องเกิดจากความรู้สึกนึกคิดที่อยากจะดูแลกันและกันไปจนแก่เฒ่าเสียอีก แต่ดูเหมือนว่าที่วังหลวงแห่งนี้จะไม่สามารถทำตามใจเช่นนั้นได้
‘เสวี่ยหยาของย่าต้องมีความสุขย่าถึงจะจากไปอย่างวางใจ’
‘นี่ย่าจะไม่ได้อยู่ดูหลานตบแต่งเข้าตระกูลของบุรุษรูปงามที่เต็มไปด้วยคุณธรรมหรอกหรือ...หลานรู้หรือไม่ว่าการแต่งงานมิใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นเรื่องที่ฟ้าดินกำหนดโชคตาของหลานมาแล้วตั้งแต่เกิด อืม...ลายมือเช่นนี้มิใช่จะต้องเป็นภรรยาของบุรุษสูงศักดิ์จากทางใต้หรอกหรือ’ คำพูดของจางซุนอี้หลันท่านย่าของนางยังคงดังก้องเหมือนกับว่าท่านย่านั่งพูดอยู่ข้างๆ
“ถูกแล้วเจ้าค่ะ เสวี่ยหยาแต่งให้กับองค์ชายสิบสามและเขาเป็นชายรูปงามอย่างที่ท่านย่าเคยพูดไว้ไม่มีผิด การตรวจดูดวงชะตาของท่านย่าแม่นยำยิ่งนัก แต่ข้ากลับไม่เข้าใจนักเหตุใดผู้คนในวังหลวงกลับพูดว่าสาวใช้อุ่นเตียงกันเล่า มะ...ไม่ใช่ภรรยากับสามีที่ต้องถนอมรักใคร่กันหรอกหรือ” ร่างบอบบางยังคงนั่งลงกับพื้นและกอบกุมเข่าสวยที่ได้แผลของตนก่อนละมือจากหน้าขาแล้วยกมาปิดใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายของตน พร้อมกับเอ่ยผ่านสายลมด้วยไม่คิดไม่ฝันว่าตนจะได้เคียงคู่บุรุษรูปงามพร้อมไปด้วยยศถา
“องค์ชายสิบสามรูปงามเหลือเกินเจ้าค่ะ แม้จะยังไม่เห็นหน้าแต่...ข้าว่าเขาต้องรูปงามมากเป็นแน่” เสวี่ยหยาหุบยิ้มเมื่อรู้ว่าตนไม่ควรมีความสุขในช่วงเวลาเช่นนี้ แต่ภายในใจกับเต้นระรัวคล้ายมีคนตีกลองศึกจากด้านใน
“เจ้าเข้าไปสิ”
“ไม่ เจ้านั่น” สาวใช้ทั้งสองคนต่างเกี่ยงกันยื่นของในมือให้กันไปมาราวกับว่ามันเป็นเผือกร้อน พร้อมกับเอ่ยปฏิเสธอย่างไม่มีใครยอมใคร
“หึ ข้าเข้าไปเองฐานะของนางเป็นเพียงลูกสาวของกบฏ ไม่สามารถเป็นพระชายาขององค์ชายได้ มากสุดก็เป็นได้แค่เมียบ่าวหรือสาวใช้อุ่นเตียงที่ลอบมีสัมพันธ์กันลับๆ อย่างไม่เปิดเผย มีอะไรให้พวกเจ้าเกรงกลัวกัน อีกอย่างนางก็เป็นเพียงสาวใช้ยศตำแหน่งน้อยกว่าพวกเราที่ถูกแต่งตั้งเสียอีก กลัวองค์ชายสิบสามเถอะหากยังมัวแต่ยืนซื่อบื้อไม่ยอมทำงานทำการ”
นางกำนัลสาวพูดจาฉะฉานเอ่ยสิ่งที่เป็นความจริงพลางข่มขู่นางกำนัลอีกสองคนที่ยืนเกี่ยงกันอยู่หน้าเรือนเถาฮวา ก่อนจะใช้มือเลื่อนประตูไม้ออกเสียงดัง ทำเอาเสวี่ยหยาที่นั่งก้มหน้าอยู่กับพื้นสะดุ้งสุดตัวแล้วจึงค่อยๆ เงยหน้ามองบุคคลที่เพิ่งเข้ามาด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม
“นี่เป็นของใช้ของเจ้า”
“พรุ่งนี้ก็จงช่วยพวกข้าออกไปปัดกวาดเช็ดถูเป็นขี้ข้าก็ต้องอยู่ให้เป็นประโยชน์” เมื่อพูดเสร็จก็โยนข้าวของลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี สายตาที่มองมาดูไม่เป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย
“ขะ...เป็นภรรยาขององค์ชายสิบสาม เหตุใดเจ้าจึงพูดดูหมิ่นเหยียดหยามกันเช่นนี้” เสวี่ยหยาไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีตรงหน้าจึงพ่นคำพูดคำจาไม่น่าฟังออกมาได้อย่างไม่รู้จักคิดเช่นนี้
“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ หึ เป็นเพียงแค่นักโทษเดนตายที่ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่งกลับคิดการใหญ่อยากเป็นชายาขององค์ชาย...ให้ตายเถอะน่าขันเสียจริง”
