บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 แสงหิ่งห้อยในเปลวเพลิง

ร่างเล็กหายใจสม่ำเสมอใบหน้าประดับรอยยิ้มชวนฝัน เรือนร่างงดงามถูกอาบไล้ด้วยแสงสว่างจากท้องฟ้าและดวงดาวเริ่มขยับหยัดกายเหยียดเปลี่ยนท่าทางให้คลายเมื่อยล้า พร้อมกับใช้มือเล็กของตนลูบคลำไปยังพื้นหญ้าเย็นเฉียบข้างกาย ปลายนิ้วสัมผัสได้แต่ความเย็นชื้นของน้ำค้างยามค่ำคืนทำให้เปลือกตาสวยขยับไปมาอย่างคลายสงสัยเมื่อได้สติ

“นี่ข้าถูกพวกเจ้าทิ้งไว้คนเดียวอีกแล้วหรือ” เสวี่ยหยาเอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบเฉยอย่างไม่ติดใจโกรธแค้นอีกทั้งหัวเราะให้กับการกระทำของพวกเขาชะตากรรมของตนเองไปในคราเดียว แม้จะรู้ว่าจะรู้ตัวอยู่ก่อนหน้าแล้วว่าต้องถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้

มันก็เป็นอย่างนี้เสียทุกครั้งตั้งแต่นางจำความได้ยามที่พี่หญิงใหญ่จางซุนลั่วหยาและพี่รองจางซุนลั่วเยี่ยชวนนางมานอนดูดาวบนเนินเขาลู่ติง ครานั้นพวกเขาทิ้งนางไว้กว่าที่จะรู้ตัวนางก็ตื่นขึ้นเพราะความหิว ร้องไห้โยเยเสียงดังเดินลงมาจากเนินเขาในขณะที่พี่หญิงใหญ่และพี่รองนั่งกินข้าวอยู่ในบ้านอย่างสบายใจ กลับกันคนที่ถูกก่นด่ากลับเป็นนาง มิรู้ว่าท่านพ่อโกรธแค้นสิ่งใดในตัวนางจึงได้แต่ลงแส้เฆี่ยนตีโดยไม่ไถ่ถามทั้งยังกล่าวหาว่านางออกไปเที่ยวเล่นสนุกจนมืดค่ำไม่ยอมกลับบ้าน...หากคิดดูแล้วคนที่เป็นห่วงนางอย่างแท้จริงคงมีเพียงท่านแม่

‘ข้าเป็นลูกของชายอื่นมิใช่ลูกของท่านพ่อใช่หรือเจ้าคะ เหตุใดท่านพ่อจึงคล้ายเกลียดชังข้านัก พี่หญิงลั่วหยากับพี่รองลั่วเยี่ยทำสิ่งใดท่านพ่อล้วนแต่ชื่นชมแต่พอเป็นข้าท่านพ่อกลับเมินเฉย และอีกอย่างท่านแม่ ปลาเผ็ดห้ารสนั่นข้าก็อยากกินมันเช่นกันเจ้าค่ะ’ เสวี่ยหยาร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับเอ่ยถามมารดาด้วยเสียงที่ขาดห้วงและตัดพ้อ ในขณะนอนราบบนเตียงเล็กกะทัดรัดของตนให้ผู้เป็นแม่ลงสมุนไพรแก้ฟกช้ำที่น่องเล็กทั้งสองข้างของตนแต่โดยดี

‘อย่าได้คิดเช่นนั้นอีก เจ้าเป็นลูกของพ่อเจ้ากับข้า หาใช่กับชายอื่นใดไม่ พี่หญิงกับพี่รองพวกเขาเกิดมาเป็นลูกคนแรกพร้อมกันถึงสองคน ท่านพ่อของเจ้าจึงเอ็นดูพวกเขามากหน่อยอีกอย่างท่านพ่ออาจจะไม่รู้ว่าเจ้าชอบกินปลาเผ็ดห้ารสครั้งหน้าหามีโอกาส เจ้าลองเอ่ยบอกเขาแม่ว่ามันคงไม่เสียหายท่านพ่อของเจ้าจะได้มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้งเจ้าว่าดีหรือไม่’ ผู้เป็นมารดาเอ่ยกับลูกสาวคนเล็กของตนด้วยความรักและปลอบโยนลูกสาวของตนให้คลายเศร้าแต่ภายใต้น้ำเสียงเจือด้วยความเอือมระอาที่ต้องคอยปลอบนางอยู่เช่นนี้ อีกทั้งซ่อนความขุ่นเคืองใจแสดงออกเพียงความเจ็บปวดในหัวอกที่เพิ่มพูนยามได้ฟังสิ่งที่เสวี่ยหยาพูดออกมา

แท้จริงแล้วเป็นนางที่ไม่อาจให้กำเนิดบุตรชายให้จางซุนเล่อ การให้กำเนิดบุตรในคราแรกก็ได้ทั้งบุตรสาวและบุตรชายพร้อมกันทำให้สามีของนางมีความสุขอยู่มาก จากนั้นเขาจึงร้องขอบุตรชายกับนางอีกครั้งแต่พอนางให้กำเนิดเสวี่ยหยาทุกอย่างกลับดูเคร่งเครียดและเปลี่ยนไป เรื่องนี้นางมิอาจโทษใครอื่นได้เป็นความผิดของนางแต่เพียงผู้เดียวที่มิอาจให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาได้

หลังจากนั้นเพียงสองสามปีท่านแม่ก็ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวให้ท่านพ่ออีกสองคน ‘จางซุนจื่อโหย่ว’ และ ‘จางซุนจื่อหวน’ นั่นเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขที่ถูกนำประดับใบหน้าของท่านพ่ออีกครั้ง รอยยิ้มที่อบอุ่นคล้ายดวงอาทิตย์ท่ามกลางความหนาวเหน็บยามค่ำคืน เสวี่ยหยาได้แต่แอบมองรอยยิ้มและน้องน้อยอยู่ห่างๆ

นับวันการมีตัวตนของเสวี่ยหยาก็เริ่มเลือนหายไปจากโต๊ะกินข้าวทรงกลมที่มีเก้าอี้เจ็ดตัวเพียงพอสำหรับครอบครัวไว้กินข้าวพร้อมหน้า แต่แล้วเก้าอี้ตัวที่เจ็ดก็ถูกยกออกแล้วแทนที่ด้วยโต๊ะขนาดเล็กทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านบนวางด้วยกระถางกระเบื้องเคลือบลายครามบรรจุต้นส้มสูงราวหนึ่งศอกที่กำลังออกดอกสีขาวเล็กๆ ดูงดงาม มีเพียงบางวันที่ถูกเรียกตัวไปเท่านั้นถึงจะมีที่นั่งสำหรับนาง จางซุนเล่อเริ่มไม่ถามไถ่หรือลงโทษเสี่ยวหยายามที่รู้ว่านางไม่ได้กลับบ้านยามตกดึก มีเพียงยามที่เขาต้องการคนฝนหมึกให้จึงเรียกใช้นางเป็นครั้งคราว นานวันเข้ามันก็กลายเป็นความชินชาที่ถูกปฏิบัติเช่นนี้จนนางเองก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มโกรธแค้นตั้งแต่ตอนไหน หากเป็นเช่นนั้นชีวิตนางคงไม่มีทางพบกับความสงบสุขแน่...หรือไม่นางก็เป็นคนโง่เขลาอย่างที่ใครๆ พูดกัน

ผ่านเรื่องราวมากมายมาจนถึงบัดนี้นางจึงได้รู้แล้วว่าทั้งบิดาและมารดาหาได้ชื่นชอบในตัวนางไม่ แต่นั่นมิใช่สิ่งที่นางสามารถแก้ไขได้

เสวี่ยหยายังคงหลับตาลงซึมซับกับบรรยากาศและความงามตรงหน้า ปล่อยให้สมองนึกถึงเรื่องราวเก่าก่อนไหลผ่านอย่างห้ามไม่ได้ จากเด็กสาวที่ร้องไห้งอแงเพราะถูกทิ้งให้อยู่บนนี้ตามลำพังกลับกลายเป็นว่านางโหยหาความสงบเงียบนี้ไว้เสียเอง

ดวงตากลมโตจ้องมองท้องฟ้าที่มืดสนิทคล้ายกับผืนกระดาษแผ่นใหญ่ที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยดวงดาวนับล้านที่เปล่งแสงระยิบระยับชวนมอง ดวงจันทร์ที่เคยส่องสว่างนำทางสัตว์ป่าน้อยใหญ่หรี่แสงลงเนื่องจากวันนี้เป็นคืนเดือนมืด แต่ยิ่งมืดเท่าไรก็ยิ่งทำให้เห็นความงามของดวงดาวได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

สายลมเย็นสบายพัดแผ่วเบาผ่านแมกไม้เกิดเป็นเสียงไพเราะคล้ายดนตรีบรรเลงขับกล่อม ร่างเล็กนอนแผ่หราอยู่บนพื้นหญ้าหัวเราะร่าสุดเสียงเมื่อใบหญ้าที่ต้องลมคลอเคลียเข้ากับฝ่าเท้าของตน เสวี่ยหยานอนฟังเสียงของผู้คนที่ดังแว่วมาจากในหมู่บ้านสอดแทรกกับสายลมและกิ่งไม้ที่เสียดสีกันทำให้ฟังไม่เป็นคำนัก อีกไม่กี่วันพี่รองจะเข้าพิธีรับตำแหน่งผู้นำของกวนเป่ยแทนท่านพ่อจึงมีการเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับผู้นำคนใหม่ นางไม่รู้ว่าจะมอบของสิ่งใดให้พี่รองเพราะเขาล้วนแต่มีทุกสิ่งไว้ในครอบครองและอีกอย่างท่านพ่อคงไม่ชอบใจแน่หากนางปรากฏตัวในคืนวันนั้น ดังนั้นเมื่อสองวันก่อนมีโอกาสได้พูดกับคุยพี่รองอยู่หลายคำนางจึงมอบเชือกถักให้เขา

‘พี่รองท่านพอจะมีเวลาให้ข้าสักครู่หรือไม่’ เสวี่ยหยาเอ่ยกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงนุ่มน่าฟังพร้อมกับเดินนำเขาไปมุมที่ไร้ผู้คน

‘เจ้ามีเรื่องเดือดร้อนใจอันใดหรือ’

‘หาไม่เจ้าค่ะ เพียงแต่...ข้าต้องการมอบของขวัญสำหรับผู้นำคนใหม่ของกวนเป่ยให้ท่าน มันจะดีเสียกว่าถ้าหากข้ามอบให้ท่านเสียตั้งแต่ตอนนี้ อีกอย่างท่านพ่อคงไม่พอใจแน่ที่เห็นข้ามอบของไร้ค่าเช่นนี้ให้ท่าน’ จางซุนเสวี่ยหย่าพูดพลางหัวเราะเย้าแหย่กับพี่ชายของตนอย่างเป็นกันเอง พลางยื่นถุงที่ทำจากผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลวดลายดอกโบตั๋นที่ตนบรรจงปักอย่างตั้งใจให้กับลั่วเยี่ย

‘อะไรหรือ’ ลั่วเยี่ยรับของจากของน้องสาวแล้วจึงแกะห่อผ้าที่ถูกตัดเย็บมาอย่างปราณีตก็ปรากฏเชือกถักสีเขียวมะกอกผสานกับสีน้ำตาลเข้ม แม้สีจะต่างกันกลับทำให้เชือกเส้นนี้ดูงดงามและแปลกตามากกว่าที่เคย

‘มันคือจงกั๋วเจี๋ยเป็นเพียงเชือกถักธรรมดาๆ เท่านั้นเจ้าค่ะ บ้างก็บอกว่ามันจะนำความเป็นสิริมงคลมาให้ผู้ที่พกมันไว้ติดตัว ข้าเลยทำมันมาให้พี่รองเผื่อว่าจะทำให้ท่านปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ อีกอย่างท่านจะได้ดูเป็นคนธรรมดากับเขาเสียบ้าง’ เสียงใสกังวานเอ่ยอธิบายอย่างยวนยีพร้อมกับทำหน้าตาขำขันส่งไปให้

‘ขอบใจมาก’ มือใหญ่ยีหัวน้องสาวของตนอย่างต้องการกลั่นแกล้งเบาๆ เมื่อได้ยินนางเอ่ยอธิบายอย่างขบขันพร้อมกับยกยิ้มเข้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยขอบคุณแล้วเดินจากไป ทิ้งให้เสวี่ยหยายืนอยู่กับร่องรอยความอบอุ่นที่พี่ชายของตนทิ้งไว้ในอากาศ นางรู้ดีว่าเขาต้องไม่พอใจเป็นแน่ที่นางให้สิ่งของที่ดูไร้ค่าเช่นนี้แต่ก็ยังดีกว่าที่จะถูกเขาปฏิเสธออกมาเสียตรงๆ

‘เฮ้อออ พี่รองท่านจะแกล้งดีใจสักหน่อยมิได้หรือ อีกอย่างถ้าไม่ชอบมันพี่ก็เอาไปทิ้งไกลๆ อย่าให้ข้าเห็นเข้าล่ะ ไม่งั้นละก็ข้าจะตามไปเตะก้นท่านจนถึงหน้าเรือนเลยคอยดู’ เสวี่ยหยาตะโกนไล่หลังพี่ชายไปก่อนจะถูกตอบรับด้วยมือหนาที่โบกไวๆ อย่างไม่ใส่ใจตอบกลับมา

เสวี่ยหยายังคงนอนจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบนอย่างไม่ละสายตาเสมือนว่ามันเป็นความสบายใจเดียวที่นางหาได้ในกวนเป่ย บนเนินลู่ติงราวกับทุกความหนักอึ้งใจจิตใจของนางถูกปลดปล่อยในกับสายลมเหนือที่พัดผ่าน เหล่าหรีดหริ่งเรไรราวกรีดปีกเสียงดังแซ่ซ้องประหนึ่งสหายข้างกายที่ไม่มีวันหนีจาก เสวี่ยหยาหลับตาลงพร้อมกับสูดหายใจลึกปล่อยให้ธรรมชาติที่อยู่เป็นเพื่อนนางชั่วครู่ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันทีทันใดราวกับจับต้องโดนของร้อนเมื่อรู้ว่าวันนี้ตนต้องไปฝนหมึกให้กับผู้เป็นบิดา

“ตายแล้วข้าต้องโดนท่านพ่อดุอีกแล้วเป็นแน่ ทำไมถึงได้ขี้ลืมเช่นนี้กันนะหรือว่าตอนเด็กๆ ข้าป่วยหนักจนสมองมันใช้การได้ไม่เต็มที่งั้นหรือ” ร่างงดงามเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจนักพี่น้องทั้งสี่คนของนางล้วนเฉลียวฉลาดอ่านม้วนตำราเพียงจบเดียวก็จำได้ขึ้นใจ หยิบจับสิ่งใดก็ล้วนคล่องแคล่วว่องไว ผิดกับนางยิ่งนักที่ป่วยเป็นโรคร้ายตั้งแต่จำความได้ ครั้นเมื่อเห็นตัวอักษรคราใดก็ล้วนแต่ปวดหัวคลื่นไส้จนหลับไปเสียทุกครั้ง ท่านหมอหลายคนที่คอยรักษาบอกว่าโรคนี้รักษาไม่หายขาดเพียงแค่ไม่อ่านตำราพวกนั้นก็เป็นอันใช้ได้แล้ว...ซึ่งนางเองก็เห็นด้วยกับท่านหมอว่ามันควรเป็นเช่นนั้น

ในขณะที่กำลังจะลุกขึ้นสายลมที่แผ่วเบาก็เริ่มโหมรุนแรงขึ้นจนผมเผ้าของนางเริ่มยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม มือเล็กปัดปอยผมที่หน้าผากทัดใบหูสวยอย่างใจเย็นก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยพลางใช้มือแตะอังที่ปลายจมูกยามได้กลิ่นเผาไหม้อยู่ไกลๆ

เสวี่ยหยาขยับปลายจมูกคล้ายกับสุนัขเมื่อต้องการหาว่ากลิ่นที่นางสัมผัสได้ต้นตอของมันมาจากที่ใดกันแน่ แต่แล้วนางก็ต้องตะลึงเมื่อรู้ว่าที่มาของมันคือทางหมู่บ้านที่อยู่ลึกลงไป ดวงตาสีดำเข้มสะท้อนเงาวูบไหวของเปลวเพลิงเบื้องหน้าที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเริ่มแผดเผาหนักขึ้นและลุกลามเป็นวงกว้าง แม้ว่าอยู่บนเนินเขาสูงเช่นนี้ยังมองเห็นได้ชัดเจน

“ไม่นะ” จางซุนเสวี่ยหยาคล้ายตกอยู่ในภวังค์เพียงชั่วครู่ก่อนที่จะรีบหยิบผ้าคลุมผืนใหญ่ที่ใช้ปูนอนขึ้นมาสะบัดสองสามครั้งแล้วจึงห่มคลุมกาย พร้อมกับก้าวเท้าออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตมุ่งหน้าไปยังบ้านของตน

ลมหายใจเหนื่อยหอบลำคอแห้งผากจนแทบเป็นผงถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากเล็กที่เริ่มซีดขาวจากการสาวเท้าวิ่งอย่างต่อเนื่องด้วยความเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้ว่านางขาดอากาศหรืออย่างไรจึงรู้สึกว่าทุกฝีเท้าที่ก้าวเดินมันดูเชื่องช้ามากกว่าทุกครั้ง แสงจากบ้านเริ่มด้านหน้าก็ดูริบหรี่อยู่ไกลๆ ประหนึ่งว่ามันยิ่งถอยห่าง

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมานานเท่าใดจู่ๆ เท้าเล็กของเสวี่ยหยาก็หยุดอยู่ที่ทางเล็กๆ ที่ตัดผ่านป่าใกล้กับโขดหินใหญ่ก่อนจะย่อกายหลบเร้นเมื่อได้ยินเสียงขลุกขลักดังอยู่ไม่ไกล ทางเดินลับเส้นนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้และนางมักจะใช้เส้นทางนี้อยู่เป็นประจำจึงคุ้นเคยกว่าคนอื่นอยู่หลายส่วน เพราะนางจะขึ้นเขามานอนดูดาวบนเนินเขาลู่ติงแทบจะทุกวัน ตั้งแต่ที่รู้ว่าการมีตัวตนของนางในบ้านทำให้ท่านพ่อรู้สึกไม่ดีเท่าใดนัก แต่เหตุใดจึงมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นกันเล่า

“ไม่ๆๆ มันเป็นแค่เสียงนกหรือไม่ก็สัตว์ป่าเท่านั้นเสวี่ยหยา เสียงเช่นนี้เจ้าเคยได้ยินมันมาก่อน หรือไม่ตอนเด็กเจ้าอาจศีรษะกระแทกเลยได้ยินเสียงแปลกๆ” เสวี่ยหยาสะบัดหน้าไล่ความคิดพร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นมาตบหน้าเรียกสติตนเองอยู่หลายหนอีกทั้งคิดปลอบใจตัวเองไม่ให้หวาดกลัว

“ว้าย”

“อ่อยอ้าอ่ะ อ่อย (ปล่อยข้านะ ปล่อย) ” เสวี่ยหยาร้องดังสุดเสียงมือไม้ทุบตีดันท่อนแขนแกร่งออกสะเปะสะปะเมื่อร่างกายของนางอยู่ในพันธนาการของบุรุษแปลกหน้า มือหนาปิดปากมิให้นางแผดเสียงร้องก่อนจะใช้เชือกหนาแข็งระคายผิวมัดมือของนางไพล่หลังแล้วจึงออกแรงลากกึ่งจูงอย่างไม่ปรานี กลิ่นเหงื่อไคลรุนแรงจนแทบคลื่นเหียน เม็ดเหงื่อที่เปียกชื้นตามท่อนแขนดูมันวาวยามละไล้ตามร่างกายของนางดูน่ารังเกียจยิ่งนัก

“ข้าได้ตัวนางแล้ว”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel