บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 จดหมายลับและความเกลียดชังของท่านพ่อ

“เสวี่ยหยา กินเสร็จแล้วอย่าลืมว่าเจ้าต้องมาฝนหมึกที่ห้องตำรา” เสียงของบิดาผู้ให้กำเนิดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยจนยากที่จะคาดเดาในอารมณ์ ทำให้เสวี่ยหยาที่กำลังยื่นมือไปคีบเสี่ยวหลงเปาชะงักกลางอากาศเล็กน้อยแล้วจึงพยักหน้าเชิงบอกบิดาที่มองมาว่านางรับรู้แล้ว

“เจ้าค่ะ” ร่างเล็กนั่งตัวแข็งเกร็งเพราะไม่รู้ว่าหลังจากได้ยินท่านพ่อและท่านแม่พูดแล้วนางจะปฏิบัติตัวเช่นไร หากจะให้ทำแบบไม่รู้สึกและไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะนางยังเจ็บปวดอยู่ทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดที่บอกว่า ‘เกลียด’ และบอกว่านางเป็น ‘ความอัปยศ’ อีกอย่างไม่ดูแปลกจนเกินไปหรือที่พูดออกมาเช่นนั้นแล้วยังทำตัวเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เสวี่ยหยาละเลียดเม็ดข้าวในปากช้าๆ เพื่อลิ้มรสแต่หาได้รู้สึกเจริญอาหารอย่างที่คิดไม่ การนั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นสิ่งที่นางหวังและต้องการมาตลอดหลายปี แต่ในตอนนี้นางกลับรู้สึกไม่คุ้นเคยราวถูกห้อมล้อมด้วยคนแปลกหน้า

“เรื่องราวที่ข้าให้ไปจัดการเรียบร้อยดีหรือไม่” จางซุนเล่อเอ่ยถามบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนที่ตนรักใคร่อย่างต้องการรู้ในคำตอบ

“เรียบร้อยดีขอรับท่านพ่อ ไม่มีเรื่องใดที่ท่านควรเป็นกังวล” จางซุนลั่วเยี่ยรายงานบิดาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ดี”

“เช่นนั้นข้าควรจะประกาศเรื่องราวดีๆ ให้คนสกุลจางซุนได้ดีหรือไม่” ผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้นเชิงถามความคิดเห็นของทุกคน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและรอยพับจ้องมองไปยังลั่วเยี่ยอีกทั้งวางมือที่บ่าแกร่งของบุตรชายอย่างภาคภูมิใจ

“ขอรับท่านพ่อ” ลั่วเยี่ยรับคำสั้นๆ พร้อมกับยิ้มร่าออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“อีกสามสัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นพิธีมอบตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของกวนเป่ย ซึ่งพวกเจ้าก็รู้ดีว่าคนที่ข้าต้องการมอบตำแหน่งให้ดูแลผู้คนในกวนเป่ยคงเป็นใครไม่ได้เสียจาก...จางซุนเล่อ”

“จริงหรือเจ้าคะท่านพี่” จางซุนตานตานพูดออกไปด้วยความตกใจปนปีติยินดีแม้จะรู้อยู่แล้วก็ตามที ใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้างหันไปมองลั่วเยี่ยลูกชายของตนพร้อมกับคีบอาหารตรงหน้าให้ด้วยความรักที่ท่วมท้นจนทะลักออกมาทางสายตาจนเสวี่ยหยาเองก็รับรู้ได้

“พี่รองยินดีด้วยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหยารู้สึกยินดีกับพี่ชายของตนด้วยความสัตย์จริงนางจึงพูดออกไปอย่างที่ตนรู้สึก สำหรับเสวี่ยหยาแล้วไม่มีวันใดที่นางคิดเกลียดชิงพี่น้องของตนแม้แต่น้อย ทั้งที่รู้ดีว่าทุกคนในบ้านไม่ชอบที่จะพบหน้าตนนัก ในทุกๆ วันนางพยายามและหวังว่าเพียงตนจะไม่เป็นคนแปลกหน้าสำหรับทุกคน

หลังจากที่ทุกคนร่วมยินดีกับพี่รองไปแล้วก็กลับมานั่งกินข้าวตามเดิม เสวี่ยหยาลอบสังเกตสีหน้าของท่านแม่ที่ดูมีความสุขพร้อมกับพูดติดปากอยู่เสมอว่า ‘จางซุนลั่วเยี่ยลูกรักของแม่’

จางซุนตานตานมารดาของบุตรทั้งห้าคนคีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานชิ้นโตที่เหลืออยู่เพียงสี่ชิ้นในจานก้นลึกให้กับพี่หญิง พี่รองและน้องสี่กับน้องห้าตามลำดับตามความเคยชิน ก่อนที่จะหันมาสบสายตานางประหนึ่งต้องการขอโทษแกมบีบบังคับให้นางเข้าใจอย่างกลายๆ

“ข้าชอบผัดผักนี่มากกว่าเจ้าค่ะ” จางซุนเสวี่ยหยายื่นถ้วยเล็กขนาดพอดีมือที่มีผัดผักวางอยู่ด้านบนให้ผู้เป็นแม่ดูในท่าทีที่บ่งบอกว่านางเข้าใจดี และเมื่อผัดผักและข้าวในถ้วยกระเบื้องพร่องลงเสวี่ยหยาจึงเอื้อมมือของตนไปยังปลาห้ารสที่นางชื่นชอบในขณะที่ทุกคนเริ่มอิ่มกันหมดแล้ว

เสียงปลายตะเกียบกระทบกันเสียงดังจนผู้เป็นบิดาหันมามองนางเป็นตาเดียวด้วยความเข้มงวดปะปนคุกรุ่นในอารมณ์ จนเสวี่ยหยาต้องละมือออกจากปลาห้ารสที่นางโปรดปราน

“นี่เจ้ากล้าแย่งปลาห้ารสของโปรดโก๋วโก่วเชียวหรือ” น้ำเสียงเอาแต่ใจของจื่อโหย่วน้องชายตัวเล็กของนางเอ่ยขึ้น พร้อมกับบีบน้ำตาเจ้าเล่ห์ของเขาออกมาเรียกร้องความสงสารจากบิดาและมารดาที่พร้อมมีให้เขาเสมอ แต่มิได้มีไว้ให้นาง

“เสวี่ยหยาในเมื่อเจ้าโปรดปรานผัดผัก แม่ขอปลาชิ้นนี้ให้โก๋วโก่วเถิดนะ...ดูสิมันคงหิวแย่แล้ว” ตานตานเอ่ยกับเสวี่ยหยาให้นางเห็นใจ พร้อมกับหยุดพูดชั่วครู่หนึ่งให้บุตรสาวแสนชังได้ฟังเสียงของสุนัขแสนรักที่ตอนนี้โก่งคอร้องเห่าหอนอยู่ในคอกด้านนอก

“ท่านแม่ทำเช่นนี้ไม่เกินไปหรือเจ้าคะ เสวี่ยหยานางยังไม่อิ่มเสียหน่อยอีกอย่างหมานั่นมันกินไปแล้วไม่ใช่หรือ” ลั่วหยาทนไม่ได้กับการกระทำที่ดูไร้ซึ่งความเมตตาของบุพการีที่ปฏิบัติต่อเสวี่ยหยาน้องสาวของนางเช่นนี้ เดิมทีแม้นางจะไม่สนิทสนมกับเสวี่ยหยาเท่าใดนัก เพราะตั้งแต่เด็กเสวี่ยหยามักจะตัวติดอยู่กับท่านย่าแต่ไม่คิดว่าครานี้ท่านแม่จะใจร้ายถึงเพียงนี้

“งั้นเจ้าเอา...ซี่โครงสามรสนี่ไปแทนก็แล้วกัน”

“ขอบคุณพี่หญิงเจ้าค่ะ” เสวี่ยหยาเอ่ยขอบคุณพี่สาวของนางที่ยังคงมีใจเอื้อเฟื้อยกซี่โครงหมูชิ้นโตนี้ให้นาง

ร่างเล็กคีบหมูเข้าปากพร้อมกับมอบยิ้มมุมปากส่งไปให้ลั่วหยาอย่างต้องการขอบคุณ ในขณะสายตาของคนทั้งสี่ขยุบขยิบลอบมองกันอย่างมีเลศนัยจนเสวี่ยหยาอดที่จะแปลกใจไม่ได้

หลังจากเคี้ยวได้สองสามคำนางก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองโดนกลั่นแกล้งเข้าเสียแล้ว เมื่อซี่โครงหมูสามรสนี้เต็มไปด้วยก้อนกรวดและเม็ดทรายขนาดเล็กกระจายอยู่เต็มปากที่แท้หมูชิ้นนี้คงตกพื้นไปแล้วลั่วหยาจึงได้มอบให้นางโดยง่ายถึงเพียงนี้

เสวี่ยหยารู้ดังนั้นจึงรีบลุกไปคายเศษอาหารในปากทิ้งทันทีก่อนจะมีเสียงหัวเราะชอบใจไล่หลังออกมา ร่างเล็กทรุดลงกับพื้นปล่อยให้น้ำตาเม็ดใสไหลรินอย่างคนอ่อนแอ ด้วยไม่รู้ว่าเหตุใดทุกคนจึงจงเกลียดจงชังนางถึงเพียงนี้...เพียงเพราะนางเป็นเสวี่ยหยาที่โง่เขลางั้นหรือ

“ท่านพ่อเสวี่ยหยามาแล้วเจ้าค่ะ” ร่างเล็กเอ่ยขึ้นขณะยืนอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ ที่มีแสงไฟจากตะเกียงลอดออกมาทำให้รู้ว่าคนที่อยู่ด้านในยังไม่ได้หลับ หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเสวี่ยก็ตรงมาที่ห้องตำราของผู้เป็นบิดา

“เข้ามา” เจ้าของเสียงทุ้มราบเรียบติดเจ้าอารมณ์เอ่ยอนุญาต

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสวี่ยหยาจึงใช้มือเลื่อนประตูบานใหญ่แล้วจึงก้าวเท้าเข้ามายังภายใน ที่เต็มไปด้วยกองตำราและม้วนกระดาษมากมายกองระเกะระกะ แม้ว่านางจะเดินเข้ามาแล้วแต่สายตาของท่านพ่อยังคงจับจ้องไปที่ม้วนกระดาษในมือจึงทำให้รู้ได้ว่าบิดาของนางยังคงวุ่นวายกับปากท้องของชาวกวนเป่ยอยู่เช่นเคย

ร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะลดตัวลงนั่งก้าวอี้ไม้ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามแล้วค่อยๆ หยิบแท่นฝนหมึกออกมาวาง จากนั้นก็ลงมือฝนหมึกโดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ อีกให้รบกวนบุคคลตรงหน้า ดวงตาสวยเหม่อมองใบหน้าของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาที่เย็นชาและเกลียดชังนางมากที่สุดด้วยความรู้สึกที่แตกสลายภายในใจ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าบ่งบอกว่าเขาอายุมากแล้วอีกทั้งเสียงกระดูกในร่างกายลั่นดังกรอบแกรบยามบิดเอี้ยวตัวทำให้เสวี่ยหยาลุกขึ้นหมายจะไปประคองแต่ก็หยุดไว้ให้เป็นเพียงความคิดชั่ววูบของตนเท่านั้น

“แท่นหมึก” เมมื่อบิดาพูดเช่นนี้ทำให้เสวี่ยหยารู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการสิ่งใด จึงยกถาดหมึกที่ฝนไปให้ใกล้ๆ แต่คงเป็นเวรกรรมเมื่อเสวี่ยหยาสะดุดเข้ากับกองหนังสือทำให้หมึกสีดำสนิทเปื้อนเข้าที่อาภรณ์ตัวโปรดของผู้เป็นบิดา

สายตาอาฆาตประหนึ่งจ้องมองกับศัตรูผู้เกลียดชังก็จับจ้องมาที่เสวี่ยหยาผู้เป็นบุตรสาว พร้อมกับส่งเสียงทุ้มต่ำอดกลั้นโทสะดังน่ากลัวทำให้เสวี่ยหยาคุกเข่าบอบบางของตนลงกับพื้น อีกทั้งโขลกหัวแนบกับพื้นเพื่อเป็นการบอกว่านางขอโทษ

“ขออภัยเจ้าค่ะ ลูกมิได้ตั้งใจ” เสวี่ยหยารู้ดีว่าหากซุ่มซ่ามจนได้เรื่องเช่นนี้ท่านพ่อต้องลงโทษนางเหมือนเคย ร่างบางจึงยื่นมือเล็กทั้งสองข้างของตนออกไปเพื่อรอรับการลงโทษจากผู้เป็นบิดาแต่โดยดี เสวี่ยหยาหลับตาแน่นเมื่อรู้ว่าอีกไม่นานแท่นไม้ทับกระดาษสี่เหลี่ยมอันใหญ่ต้องฟาดลงมาบนฝ่ามือของนางเป็นแน่ ความเจ็บปวดที่ร้าวระบมไปทั่วทั้งฝ่ามือนางยังจำได้ขึ้นใจไม่มีวันลืม

หากเป็นเมื่อก่อนที่ท่านย่ายังอยู่คงมีคนเอ่ยห้ามท่านพ่อและอยู่เคียงข้างนางบ้าง นางไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรท่านพ่อถึงจะเมตตานางบ้างแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ยังดี ร่างเล็กก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจหยดลงบนกระดาษแผ่นเล็กที่ซ่อนอยู่ในม้วนตำรา

เสวี่ยหยาเพ่งมองตัวอักษรที่เขียนอยู่บนกระดาษด้วยที่เขียนว่า ‘เมื่อเปลวไฟลุกโชน บัลลังก์ทองแตกหัก ผู้คนทุกข์ร้อน ถึงคราคว้าชัย’ ความไม่เข้าใจ ก่อนที่เสียงของบิดาเอ่ยขึ้นอย่างสุดจะทนด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด

“ออกไป” จางซุนเล่อตะลึงงันกับการกระทำของบุตรสาวทำให้ตนย้อนสำนึกได้ว่าที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางเช่นนี้งั้นหรือ ท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่นทำให้จางซุนเล่อรู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายในใจ เขาปฏิบัติกับนางในแบบผู้นำหมู่บ้านกับนักโทษหาใช่ในแบบที่บิดาพึงกระทำไม่ และแล้วถ้อยคำที่จางซุนอี้หลันผู้เป็นมารดาของเขาเคยเอ่ยตำหนิเขาเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนก็ฉายซ้ำเข้ามาอีกครั้ง วันนั้นนางก็นั่งคุกเข่ากับพื้นด้วยท่าที่ที่หวาดกลัวจับใจเช่นนี้

‘จางซุนเล่อที่เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไรจึงได้ลงโทษนางเพียงเพราะทำจอกชาหล่น อย่าทำเหมือนคนไร้หัวใจนักเลย สิ่งที่เจ้าควรทำคือถามนางว่าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่’

‘นางก็เป็นลูกสาวคนหนึ่งของเจ้าเหตุใดเจ้าจึงแสดงท่าทีเกลียดชังและเข้มงวดกับนางได้ถึงเพียงนี้กัน เพียงเพราะนางอ่านเขียนได้ช้ากว่าคนอื่นงั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นเจ้าควรจะรู้ไว้ว่าสำหรับข้าแล้วเจ้าคือคนที่ไม่ได้เรื่องคนหนึ่งจางซุนเล่อ หึ แม่เองคงต้องพูดว่าเกลียดชังเจ้าบ้างสินะ จึงจะทำให้เจ้ารับรู้ความรู้สึกของนาง’ หญิงชราใช้ไม้เท้าพยุงร่างแก่หง่อมแทบไร้เรี่ยวแรงของตนเดินมายังห้องตำราทันทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเสวี่ยหยาดังออกไป หลังจากสั่งสอนลูกชายของตนไปหลายประโยคก็จูงหลานน้อยที่ร้องไห้โยเยออกไปโดยไม่ได้พูดสิ่งใดอีก

“ให้ข้าเก็บกวาด...”

“ออกไป” ยังไม่ทันที่เสวี่ยหยาจะเอ่ยได้จบประโยคบิดาก็พูดตัดบท ทำให้ร่างเล็กรีบถอยออกไปด้วยเกรงว่าควรรีบออกไปอย่าทำให้เขาโมโหขึ้นมาอีกจะดีที่สุด หากเขาเปลี่ยนใจมาลงโทษนางแทนที่จะไล่ออกไปเช่นนี้

เมื่อคิดได้ดังนั้นเสวี่ยหยาก็เดินออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าไล่ความคิดที่คิดเข้าข้างตัวเองจนน่าขบขัน...แล้วความรู้สึกผิดที่ฉายออกมาผ่านดวงตาและใบหน้าที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นนั่นคือสิ่งใดกัน หรือว่าท่านพ่อจะชอบนางมากขึ้นแล้วกันนะ

ร่างเล็กหาได้ถือโทษโกรธผู้เป็นบิดาไม่ เพราะเข้าใจดีว่าเป็นตนที่ซุ่มซ่ามจนไม่ทันได้ระวังตัวจึงทำให้เกิดเรื่องไม่คาดคิด มือเล็กปิดประตูบานใหญ่ลงพร้อมกับนำรอยยิ้มเต็มใบมาประดับดวงหน้างดงามก่อนจะเดินกึ่งวิ่งออกไปด้วยหัวใจที่เต้นลิงโลดเหมือนว่าชีวิตของนางได้รับความสุขที่ขาดหายไปอย่างเปี่ยมล้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel