บทที่ 6 อ้อมกอดที่เจ็บปวด
แสงแดดอุ่นเบาบางในยามเช้าส่องกระทบผิวกายทำให้เสวี่ยหยาที่หลับใหลไปทั้งน้ำตาภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่นุ่มลื่นแนบผิวกายจนเห็นทรวดทรงงดงามตามที่หญิงสาววัยออกเรือนผู้หนึ่งพึงมีสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนน้อยๆ ดวงตาบวมปูดกะพริบตาช้าๆ อยู่หลายครั้งเพื่อปรับให้สายตาได้คุ้นชินกับแสงที่เจิดจ้าอยู่ด้านนอก เสวี่ยหยาขยับบิดร่างกายขับไล่ความง่วงที่ยังคงมีก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
“จะ...เจ็บ” แต่แล้วความเจ็บปวดที่ไม่เคยมีก็ก่อเกิดขึ้นจนเสวี่ยหยาเองก็มิทันได้ตั้งตัว ร่างที่โงนเงนเอนเอียงใช้มือกุมศีรษะสวยได้รูปของตนเมื่อความปวดหนึบจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ส่วนมืออีกข้างยันเตียงนอนกว้างแข็งแรงเพื่อพยุงตัวไม่ให้ลื่นล้ม
จางซุนเสวี่ยหยานั่งลงบนเตียงอีกครั้งเพื่อรอให้ความปวดหนึบทุเลาเบาบางลง แล้วจึงเดินไปหลังฉากกั้นเพื่อล้างหน้าล้างตาและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้พร้อมก่อนที่จะเดินไปยังหอตำราชูเตี้ยนโดยเลี่ยงที่จะผ่านไปยังเรือนใหญ่
“เสวี่ยหยา” เสียงของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดาเอ่ยขึ้นตามหลังเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนกำลังจะมุ่งหน้าออกไป
เมื่อได้ยินเสียงเรียกเสวี่ยหยาก็ร่างกายก็ค้างแข็ง ฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอก็พลันหยุดลง ร่างเล็กค่อยๆ หันหลังไปมองต้นเสียงที่อยู่ด้านหลังของตนพร้อมกับนำรอยยิ้มเจือหยาดน้ำตามาประดับใบหน้า นางโง่เขลาจนไม่รู้ว่าจะแสดงความรู้สึกที่เจ็บปวดของตนออกไปอย่างไรจึงได้แต่ลอบยิ้มราวกับนางไม่เป็นไร แม้จะไม่รู้ว่าต้องทำตัวเช่นไรเมื่อท่านแม่คนที่นางคิดว่าเข้าใจและคอยปลอบโยนนางกลับกลายเป็นเกลียดชังนางเสียเอง มือเล็กกอดกระชับห่อผ้าขนาดพอดีตัวที่ตัดเย็บให้สามารถสะพายบ่าเพื่อใส่ม้วนตำราและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ได้
“ข้าจะไปหอชูเตี้ยนท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” เสวี่ยหยาเอ่ยขึ้นอย่างไม่มั่นคงนัก
“แม่...แม่แค่จะบอกเจ้าว่ารีบไปเสียเถิด ประเดี๋ยวสายอาจารย์มู่จะลงโทษเจ้าได้” จางซุนตานตานเอ่ยกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายปนความรู้สึกผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้จะรู้สึกไม่ดีที่พูดออกไปเช่นนั้นแต่สิ่งที่ตนพูดล้วนเป็นความจริงไม่ใช่หรือ อีกอย่างเสวี่ยหยาต่อให้จะดุด่าหรือเกลียดชังมากเพียงไรนางก็ล้วนดูไม่ออก นี่เป็นเพียงข้อดีเดียวของเสวี่ยหยาที่นางเห็นว่ามันดูไม่เลวร้ายเท่าใดนัก อีกอย่างใช่ว่าบุตรสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะได้ยินสิ่งที่นางพูดเสียหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้นตานตานก็เก็บสำนึกของตนลงไปในส่วนลึกก่อนจะหันไปทำอย่างอื่นต่อ
“ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ เช่นนั้นเสวี่ยหยาขอตัว” ร่างเล็กเอ่ยบอกมารดาก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังหอตำราชูเตี้ยนดั่งเคย
“พี่เสวี่ยหยา พี่เสวี่หยา วันนี้อาจารย์มู่รู้สึกไม่สบายตัวจึงขอไปพักผ่อนอีกทั้งยังกำชับว่าวันนี้ทั้งวันให้พี่เสวี่ยหยา...เป็นคนสอนพวกข้า” ทันทีที่เสวี่ยหยาเดินพ้นประตูไม้บานใหญ่เข้ามาเสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ก็วิ่งกรูเข้ามาล้อมรอบตัวของนางพร้อมกับกรีดร้องด้วยความดีใจ เสวี่ยหยาทำหน้างงงวยไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงทำท่ารักใคร่นางถึงเพียงนี้เมื่อวานก็เจอกันมิใช่หรอกหรือ แต่แล้วความสงสัยของนางก็ดับลงเมื่อเสียงของเป่าเปาเอ่ยแทรกขึ้นอธิบายจนนางคลายสงสัย
“เย่ๆ ข้าชอบพี่เสวี่ยหยาที่สุด” ร่างกลมจ้ำม่ำของจือจือเดินเข้ามากอดขาของเสวี่ยหยาพร้อมกับใช้ใบหน้านุ่มนิ่มของตนถูไถที่หน้าขาด้วยความรัก เมื่อเห็นดังนั้นเสวี่ยหยาจึงย่อตัวอุ้มร่างเล็กน่ารักขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว
“ไปเล่นกัน” เป่าเปาเอ่ยขึ้นอย่างออดอ้อนพร้อมกับจูงมือเสวี่ยหยาเดินไปยังโถงกลางเรือนไม่ไกลจากส่วนที่เป็นลานกลางแจ้ง
“เช่นนั้น...วันนี้พวกเจ้าอยากจะไปดูลูกหมาที่ข้าเลี้ยงไว้หรือไม่ จากนั้นพวกเราค่อยพามันไปเล่นน้ำที่ลำธาร พวกเจ้าว่าดีหรือไม่” จางซุนเสวี่ยหยาครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบรับทำเอาบรรดาเด็กน้อยทั้งหลายจ้องมองมายังนางเป็นตาเดียวด้วยความกดดัน โห่ร้องลั่นด้วยความดีใจ บ้างก็วิ่งเล่นล้อมหน้าล้อมหลังทำให้นางลืมความเศร้าใจไปได้ชั่วคราว
เมื่อเดือนที่แล้วนางขึ้นไปเคารพหลุมศพของท่านย่าก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางคล้ายเจ็บปวดดังออกมาจากผืนป่ารกร้างไม่ไกลจากที่ที่นางยืนอยู่มากนัก เสวี่ยหยาเดินตามหาเสียงร้องที่เริ่มแผ่วเบาลงไปทุกขณะและอีกไม่นานดวงตะวันที่ทอแสงสว่างมาทั้งวันก็จะลาลับขอบฟ้ามืดดำปล่อยให้พระจันทร์ขึ้นมาประดับฟากฟ้าทดแทน
เสวี่ยหยาพยายามค้นหาอยู่นานก็พบว่าสุนัขตัวหนึ่งนอนจมกองเลือดที่บริเวณขาหลังและช่วงท้องถูกหนีบด้วยกับดักแหลมคม ทุกครั้งที่มันพยายามขยับความเจ็บปวดก็เสียดแทงไปทั่วร่างจนร้องออกมาอย่างน่าสงสาร ใกล้กันนั้นก็พบกับลูกสุนัขตัวเล็กขนาดเพียงกำมือเดียวนอนหลบอยู่ด้านหลังแม่ของมัน เสวี่ยหยาเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า มือเล็กง้างเหล็กหนาออกด้วยความทุลักทะเลก่อนจะฉีกชายกระโปรงตัวสวยของตนเพื่อเอาไปห่อหุ้มร่างที่ได้รับบาดแผลของมัน
แต่แล้วสวรรค์เบื้องบนหาได้เมตตาชีวิตน้อยๆ ของสุนัขทั้งสอง ฮวานฮวานเสียแม่ของมันไปในเช้าวันรุ่งขึ้น ตั้งแต่นั้นมาทุกครั้งที่ฮวานฮวานเห็นนางเดินมาแต่ไกลๆ มันก็วิ่งออกไปรับราวกับมันรู้ว่าเป็นนางเองที่ช่วยเหลือมันเอาไว้
“สุดยอดไปเลยพี่เสวี่ยหยา”
“พี่เสวี่ยหยาของเป่าเปาดีที่สุดเลย” เป่าเปาที่เป็นตัวตั้งตัวตีเอ่ยขึ้น พร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วสดใสอีกหลายสิบคนเอ่ยขานรับด้วยความตื่นเต้นจนไม่อาจเก็บอาการลิงโลดของตนเอาไว้ได้
“ข้าไป”
“ข้าด้วย”
“ข้าด้วยเจ้าค่ะ พี่เสวี่ยหยา”
“ถ้าเช่นนั้นเราต้มน้ำขิงร้อนๆ ไปให้ท่านอาจารย์ก่อนแล้วจึงไปเที่ยวเล่นพวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่” เสวี่ยหยาที่เคยหน้าตาอมทุกข์ฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันขาวครบทุกซี่ พร้อมกับหัวเราะกว้างไปกับเหล่าเด็กน้อยตรงหน้า
“เจ้าค่ะ”
“ขอรับพี่เสวี่ยหยา” ทุกคนรับคำของนางอย่างว่าง่ายก่อนที่จะปล่อยให้พี่เสวี่ยหยาของตนแยกตัวไปต้มน้ำขิงให้กับอาจารย์ ส่วนพวกตนก็แยกย้ายไปเก็บของที่จำเป็นใส่ถุงผ้าสะพายข้างขนาดเล็กที่พี่เสวี่ยหยาเคยทำมาให้อย่างรู้หน้าที่
จากหอชูเตี้ยนหากเดินลงไปทางใต้ราวสองเค่อ [1] ก็จะเข้าสู่เขตป่าที่มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นสูงจนมืดครึ้มเย็นสบาย เหล่าเด็กน้อยราวสิบคนที่มีอายุตั้งแต่หกขวบไปจนถึงใกล้วัยปักปิ่นแต่ที่เด็กสุดเห็นทีจะเป็นจือจือที่เหนื่อยหอบเดินรั้งท้ายพี่ๆ คนอื่น ร่างเล็กกลมป้อมฝืนเท้าก้าวเดินในขณะที่ฮวานฮวานคาบชายกระโปรงของจือจือคล้ายเร่งเร้าให้ออกแรงเดิน
“ฮวานฮวานข้าเหนื่อยมาก เจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถอะ” สุนัขตัวน้อยไม่ยอมไปไหนได้แต่นั่งลงข้างๆ ชันขาหน้าของมันขึ้น ราวกับเป็นผู้พิทักษ์ที่ซื่อสัตย์หรือไม่...มันก็ไม่เข้าใจว่าจือจือพูดอะไรจึงได้แต่นั่งมึนงงอยู่ข้างๆ
เสวี่ยหยาไม่เห็นจือจือเดินตามมาจึงเดินย้อนกลับไปหาก็ปรากฏร่างเล็กแกะเนื้อสามรสแดดเดียวในห่อใบตองเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย บ้างก็ยื่นให้ตนเองหนึ่งคำฮวานฮวานอีกหนึ่งคำ
“เหนื่อยหรือจือจือ”
“เจ้าค่ะพี่เสวี่ยหยา ไม่รู้ว่าขาของจือจือเล็กไปหรืออย่างไรจึงได้ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้” จือจือเอ่ยในขณะที่ยังคงหยิบชิ้นเนื้อเข้าปากพร้อมกับเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
เสวี่ยหยาหันไปมองต้นเหตุที่ทำให้จือจือหมดแรงก่อนกลั้นยิ้มกับความน่ารักของคนและสุนัขตรงหน้าจนแก้มของนางเจ็บไปหมด
“เช่นนั้นให้พี่ช่วยดีหรือไม่ คนอื่นๆ คงไปถึงลานน้ำตกกันแล้วเจ้าไม่อยากไปเล่นสนุกหรอกหรือ”
“อยากไปเจ้าค่ะแต่ว่าขาของข้า...”
“มาเถอะพี่อุ้มเจ้าเอง”
“อื้อ จือจือขอบคุณพี่เสวี่ยหยา” ร่างเล็กปีนขึ้นหลังของพี่เสวี่ยหยาก่อนจะแนบพวงแก้มชมพูอ้วนกลมของตนกับแผ่นหลังของเสวี่ยหยาด้วยความรักใคร่และสนิทสนม ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำเรียบง่ายเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายจนทำให้เสวี่ยหยาเองถึงกับไหวสะท้านในหัวอก
“พี่เสวี่ยหยา...หลังของท่านแม่จะอบอุ่นเช่นแผ่นหลังของท่านหรือไม่” จือจือเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่จือจือจำความได้คนที่นางตื่นนอนแล้วเห็นหน้าเป็นคนแรกก็คืออาจารย์มู่
เด็กน้อยจือจือเดิมทีถูกมารดานำไปเร่ขายให้เป็นทาสตั้งแต่ยังเป็นทารก เป็นอาจารย์มู่ที่ออกเดินทางไปหาตำราหายากในเมืองต่างๆ ได้พบเข้ากับมารดาคนหนึ่งที่เร่ขายบุตรสาวของตนให้กับมู่ซินหยู แต่แรกเขาปฏิเสธด้วยไม่อยากมีพันธะให้ห่วงหาอีกทั้งอายุปูนนี้ไม่เคยแต่งงานมีลูกตัดสินใจเดินจากมาแต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อสบเข้ากับสายตาใสซื่อบริสุทธิ์และแย้มยิ้มโดยที่ไม่รู้เลยว่าตนกำลังเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้ายที่รอนางอยู่ เพราะเหตุนี้เมื่อหกปีที่แล้วมู่ซินหยู่จึงได้กลายเป็นดั่งบิดาของจือจือน้อย
“อื้อ อบอุ่นมากจนเจ้าคิดไม่ถึงเลยล่ะ” เสวี่ยหยาเอ่ยบอกอย่างไม่คิดโกหกกับคนที่กอดเกี่ยวอยู่ที่หลังของนางจนแน่นราวกับว่าจือจือน้อยกำลังหวาดกลัวที่จะตกลงไปยังพื้นเบื้องล่าง
เมื่อก่อนนางคิดว่าอ้อมกอดของมารดาอบอุ่นจนสิ่งเลวร้ายต่างๆ บนโลกใบนี้มิอาจทำอะไรตนได้หากมีอ้อมกอดอบอุ่นนี้คอยโอบประคองเอาไว้ แต่ในตอนนี้นางกลับไม่ได้แน่ใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้น สิ่งที่นางสัมผัสมีแต่ความห่างเหินและความเกลียดชังและเยือกเย็นที่ท่วมท้น จนไม่แน่ใจว่าอ้อมกอดนั้นมันปกป้องหรือทำร้ายนางให้เจ็บปวดกันแน่
“แล้วท่านคิดว่าแม่ต้องการข้าหรือไม่”
“จือจือ แน่นอนท่านแม่รักเจ้ามาก” เสวี่ยหยาเอ่ยอย่างมั่นใจว่าแม่ของจือจือคงต้องการให้นางมีชีวิตที่ดีเป็นแน่จึงยกจือจือน้อยผู้น่ารักให้กับมู่ซินหยู เสียงของเป่าเปาดังขึ้นทำให้นางเบนความสนใจไปยังเป่าเปาที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มยืนกระโดดเต้นด้วยความสนุกสนานและดีใจ
“ทางนี้ พี่เสวี่ยหยา จือจือ ทางนี้” เป่าเปาที่ไปถึงน้ำตกขนาดเล็กตะโกนเสียงดังพร้อมกับโบกไม้โบกมือเรียก เมื่อเห็นว่านางกับจือจือเดินตามมาสมทบทีหลัง
ทันทีที่เสวี่ยหยาย่อตัวลงกับพื้นจือจือก็รีบวิ่งออกไปหาสหายทั้งหลายของตนกำลังวิ่งเล่นกับฮวานฮวานที่ไม่รู้ว่ามันวิ่งนำหน้าไปตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกทีมันก็วิ่งเล่นอยู่กับเป่าเปาเสียแล้ว หลังจากวิ่งออกไปได้ระยะหนึ่งจือจือก็หันกลับมาไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณพี่เสวี่ยหยาที่อุตส่าห์แบกนางมาจนถึงที่นี่
“ขอบคุณพี่เสวี่ยหยา” ร่างเล็กอวบอ้วนน่ารักเอ่ยขึ้นพร้อมกับค้อมตัวคารวะผู้มีพระคุณของตนอย่างน่ารักน่าชัง เสวี่ยหยาเห็นดังนั้นก็พยักหน้ารับเอาไว้ นางรู้ได้ทันทีว่ามู่ซินหยูผู้นี้ต้องสอนนางทำท่าทางเช่นนี้เป็นแน่มันถึงได้ออกมาเหมือนกันราวกับถอดแบบเสียถึงเก้าส่วน
“ฮวานฮวาน มาทางนี้” เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นก่อนจะออกวิ่งพร้อมกับถือแกนข้าวโพดแห้งไว้ในมือ จากนั้นจึงชะลอฝีเท้าลงปาแกนข้าวโพดไปทางเป่าเปาที่ยืนรอรับอยู่ฟังตรงข้าม เมื่อฮวานฮวานรับรู้ว่าของเล่นของตนถูกขว้างไปอีกทางมันจึงหันหลังกลับวิ่งตรงไปยังทิศทางที่เป่าเปายืนอยู่อย่างรวดเร็ว
“ทางนี้ ฮ่า ฮ่า” เป่าเปาหัวเราะลั่นกับท่าทางวิ่งหางสั่นดุกดิกของฮวานฮวาน พร้อมกับปาแกนข้าวโพดไปทางจือจืออีกต่อหนึ่ง
“โฮ่งๆ โฮ่งๆ” ฮวานฮวานเห่าประท้วงเมื่อของเล่นชิ้นโปรดถูกขว้างไปอีกทาง
“ทางนี้ต่างหากล่ะ” จือจือพลาดท่าล้มก้นจ้ำเบ้าไม่แรงนัก แกนข้าวโพดแห้งกระเด็นหลุดมือทำให้ฮวานฮวานวิ่งไปคาบแกนข้าวโพดทันที จากนั้นจึงสะบัดน้ำที่เปียกชุ่มขนหนาของมันใส่จือจือที่ล้มอยู่กับพื้นด้วยความดีใจปนเยาะเย้ยกลายๆ เหล่าเด็กๆ คนอื่นที่เห็นเหตุการณ์ต่างหัวเราะให้กับความน่ารักของฮวานฮวานและจือจือที่อยู่ในสภาพเปืยกปอนไม่ต่างกันนัก
“ฮวานฮวานอย่าสะบัดน้ำสิ นี่แน่ะๆๆ” จือจือเอ่ยขึ้นคล้ายไม่สบอารมณ์เมื่อสุนัขในวัยกำลังซนสะบัดขนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำก่อนจะหัวเราะร่าพร้อมกับใช้มือน้อยป้อมๆ ของตนวักน้ำที่ไหลเย็นใส่ฮวานฮวานอย่างไม่ยอมแพ้
________________________________________
[1] สองเค่อ เท่ากับ 30 นาที
