บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 นี่แหละคือครอบครัว

“ฮือ ฮือ” ร่างเล็กทรุดลงทันทีหลังจากปิดประตูห้องของตนลง หลังเล็กสั่นเทาอิงแอบกับประตูไม้บานใหญ่ ฝ่ามือปิดหน้าตาก่อนจะปล่อยร้องไห้โฮเสียงดังอย่างไม่อายผู้คน แม้ว่าท่านพ่อจะแสดงความรู้สึกต่อนางเยี่ยงนี้แต่ในใจนางกลับไม่คุ้นชิน ยังคงนั่งหลบมุมร้องไห้เช่นนี้อยู่ร่ำไป

“ท่านย่า เสวี่ยหยาคิดถึงท่านที่สุดเลยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหยานั่งในท่าชันเข่า มือสองข้างโอบรอบเข่ามนของตนอย่างน่าสงสาร เมื่อก่อนตอนท่านย่ายังอยู่ไม่ว่าย่าจะขยับตัวไปไหนเสวี่ยหยามักจะติดสอยห้อยตามท่านย่าเสมอ สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหกทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายล้วนเปลี่ยนไปมีเพียงท่านพ่อที่ยังเย็นชากับนางเช่นไรทุกวันนี้ก็เป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยน

มือเรียวเช็ดคราบน้ำตาที่แห้งกรังติดแก้มก่อนจะพยุงร่างอ่อนแรงของตนเดินไปที่เตียงไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ทางซ้ายมือเป็นที่ตั้งของตู้ไม้หลังใหญ่สี่หลังที่ตั้งอยู่มุมห้องหากเดินเลยไปอีกประมาณสิบสองก้าวก็จะพบกับฉากกั้นอาบน้ำที่ด้านหลังมีอ่างไม้ขนาดใหญ่หนึ่งอัน พร้อมกับชั้นไม้สูงต่ำเคียงข้างขนาบด้วยราวไม้ขนาดกะทัดรัด ใกล้กับเตียงนอนมีโต๊ะขาสิงห์ทรงสี่เหลี่ยมไว้วางตะเกียงและเชิงเทียนคอยให้แสงสว่างยามค่ำคืน

ร่างเล็กที่นอนขยับไปมาบนเตียงนุ่มลืมตาตื่นในความมืด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเริ่มเข้าหน้าร้อนหรืออย่างไรอากาศจึงเหนียวหนึบไม่สบายตัว เสวี่ยหยาตื่นขึ้นแล้วเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่แล้วใช้มีดปลดกลอนหน้าต่างแล้วออกแรงผลักออกไปไม่แรงเท่าใดนัก

ทันทีที่หน้าต่างเปิดออกสายลมเย็นด้านนอกก็หอบเอาความเย็นชื่นเข้ามาพร้อมกับสายลม จนร่างงดงามในชุดบางเบาใช้มือโอบกระชับอาภรณ์เพื่อคลายหนาว ดวงตาอ่อนหวานเปื้อนคราบน้ำตาทอดสายตามองออกไปก็พบกับดวงจันทร์กลมโตที่เร้นหลังหอชูเตี้ยนอย่างเขินอายอยู่ไกลๆ นับว่าเป็นภาพที่สวยงามและหายากยิ่ง เสียงหรีดหริ่งเรไรด้านนอกร้องแซ่ซ้องสอดแทรกทำรู้สึกผ่อนคลายและสงบอย่างน่าประหลาดใจ นั่นอาจเป็นเพราะเรือนของนางจะอยู่ห่างจากตัวเรือนใหญ่พอสมควร แต่ก็เชื่อมด้วยระเบียงทางเดินยาวไปถึงโถงกลางของเรือนใหญ่จึงไม่ได้ดูเปลี่ยวร้างหรือน่ากลัวเกินไป

แต่เดิมเรือนดอกท้อแห่งนี้เป็นเรือนของท่านย่าหลังจากที่นางจากไป เสวี่ยหยาจึงย้ายจากเรือนใหญ่มาอยู่ที่นี่แทน

‘เสวี่ยหยาของย่า อย่าได้ร้องไห้คร่ำครวญต่อไปอีกเลย หากย่าตายไปแล้วก็คงจะกลายเป็นสายลมเคลื่อนตัวอยู่รอบๆ กายหลานนั่นแหละ แน่นอนว่าย่าคนนี้จะไม่ปล่อยให้เสวี่ยหยาโดดเดี่ยวเป็นแน่แท้’

‘ทะ...ท่านย่า’ เสวี่ยหยาฟุบตัวลงกอดหญิงชราตรงหน้าด้วยความรัก เมื่อใหญ่ที่เต็มไปด้วยผิวหนังที่เหี่ยวย่นยกมือไม้ที่สั่นเทาของตนปาดน้ำตาที่แก้มป่องอมชมพูจิ้มลิ้มด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำคล้ายสั่งเสียกับหลานสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของตน

‘เสวี่ยหยา...หากย่าไม่อยู่แล้วหลานต้องมีความสุขย่าถึงจะวางใจเข้าใจหรือไม่ หากอ่านตำราแล้วปวดหัวจับไข้ก็โยนมันทิ้งไปเสีย ถึงจางซุนเล่อบิดาของเจ้าจะทำตัวแข็งกระด้างเช่นนั้นย่าคนนี้รับประกันได้ว่าเขารักเจ้าแน่นอน เสวี่ยหยาของย่า...’

“ฮึก ฮึก ท่านย่า” สิ่งที่ท่านย่าบอกเห็นทีจะไม่เป็นความจริงเสมอไป วันเวลาผันผ่านล่วงเลยจนนางเลยวัยปักปิ่น [1] มาแล้วถึงสามปีท่านพ่อก็ไม่มีวี่แววว่าจะเมตตานางมากขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพียงเพราะนางหัวทึบโง่เขลาจดจำสิ่งใดไม่ได้เลยชังหน้านางงั้นหรือ...เสวี่ยหยาได้แต่ถอนหายใจอย่างปล่อยวาง

จางซุนเสวี่ยหยาวางดอกไม้ป่าหลากสีสันไว้ข้างหลุมศพของท่านย่าและท่านปู่ ก่อนจะก้มลงทำความเครารพ สุสานแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากเนินเขาลู่ติงมากนัก ที่ตรงนี้สามารถมองเห็นกวนเป่ยได้โดยรอบ ยามค่ำคืนหากในวันที่ท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆหมอกก็จะมองเห็นดวงดาวนับล้านประดับอยู่บนท้องฟ้า นางอิจฉาท่านย่าเหลือเกินที่ได้มองดวงดาวที่สวยงามเช่นนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ร่างไร้ลมหายใจของจางซุนอี้หลันถูกดินฝังกลบเคียงข้างกับจางซุนต๋าตงผู้เป็นสามีแม่จะตายจากไปแล้วทั้งคู่ก็ยังอยู่เคียงกันไม่ห่าง และนี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสวี่ยหยาชื่นชอบเพราะมันทำให้นางรู้สึกว่าได้อยู่ใกล้กับท่านย่า ตั้งแต่นางเกิดมาท่านปู่ก็จากโลกนี้ไปแล้วจึงไม่มีโอกาสได้พบหน้า...ท่านปู่จะเกลียดนางหรือไม่ถ้ารู้ว่านางเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา เสวี่ยหยาตั้งคำถามที่มิอาจได้รู้ซึ่งคำตอบ

“ท่านย่าชอบที่นี่หรือไม่เจ้าคะ...หากวันใดวันหนึ่งข้าจากไปเสวี่ยหยาอยากมาอยู่บนนี้กับท่าน นอนมองดูดวงดาวระยิบระยับเช่นนี้ตลอดไปคงจะดีไม่น้อย” จางซุนเสวี่ยหยาเอ่ยให้คำพูดลอยผ่านไปกับสายลมพร้อมกับยื่นมือออกไปทำท่าทางคล้ายจะคว้าดวงดาวบนฟ้าไกล ตอนนี้เป็นยามซวี [2] แล้วแต่นางเลือกอยู่กับท่านย่าบนเนินเขาเพราะไม่อยากกลับบ้านไปรบกวนเวลาสำรับเย็นของคนที่บ้าน สายตาและน้ำเสียงเช่นนั้นทำให้นางเจ็บปวดเกินไป มิสู้รอให้ผู้คนหลับนอนกันแล้วนางค่อยเข้าไปน่าจะดีกว่า

“นั่น ดาวตกงั้นหรือ” เสวี่ยหยาพูดออกมาด้วยความประหลาดใจก่อนจะรีบดีดตัวขึ้นนั่ง มือเล็กทั้งสองประสานกันอยู่กลางหน้าอกพร้อมกับหลับตาเอ่ยคำอธิษฐานอยู่ภายในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เผื่อว่าดวงดาวพวกนั้นจะนำพาให้ความต้องการของนางเป็นจริง

ในหนังสือนิทานปรัมปราที่นางอ่านบอกไว้ว่าหากอธิษฐานต่อหน้าดาวตกมันจะดลบันดาลให้สมหวัง และหากว่าชายหญิงใดสารภาพรักกันก่อนที่ดวงดาวจะลาลับหายไปภายใต้เงามืดของท้องฟ้าจะทำให้ครองรักกันไปจนแก่เฒ่า นางไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจริงเท็จมากเพียงใดแต่นางยินดีพิสูจน์ให้รู้หากนางปักใจกับชายใดสักคน

เสวี่ยหยายิ้มแก้มปริพร้อมกับวาดใบหน้าสามีในอนาคตบนอากาศ หัวใจดวงน้อยพลันเต้นแรงจนต้องยกมือทาบอก

“ข้าหวังว่าท่านจะรักที่ข้าเป็นข้า...สตรีที่โง่เขลา”

ร่างเล็กปล่อยให้สายลมเย็นพัดพา เสียงใบไม้กระทบเสียดสีขับกล่อมเคล้าคลอฟังดูแล้วช่างไพเราะจับใจประหนึ่งนักดนตรีฝีมือดีจากหอเสียงสวรรค์เป็นผู้บรรเลง ปากเล็กหาวฟอดใหญ่บ่งบอกว่าง่วงงุนเสียเต็มแก่ เปลือกตากะพริบขับไล่ความง่วงอยู่สองสามครั้งก่อนจะปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อมกอดของผืนป่าแห่งกวนเป่ย

เสวี่ยหยารีบวิ่งลงจากเนินเขาด้วยความรีบเร่งด้วยไม่คิดว่าตนเองจะเผลอคิดถึงชายรูปงามแล้วเผลอหลับไปอย่างนั้นได้เช่นไร นี่นางคงไม่เหลือความเป็นกุลสตรีแม่บ้านแม่เรือนตามสุภาษิตสอนหญิงแล้วใช่หรือไม่ จึงได้จินตนาการเรื่องที่ไร้ยางอายเช่นนั้น และอีกอย่างหากท่านพ่อรู้ว่ามืดค่ำเช่นนี้นางยังคงเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นอยู่ข้างนอกคงมิใช่เรื่องน่ายินดีแน่

ร่างเดินชะลอฝีเท้าลงพร้อมกับควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ มือเล็กจับอาภรณ์ให้อยู่ในท่าทางที่เป็นระเบียบก่อนจะเอื้อมมือไปผลักประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิท

เสียงพูดคุยหลังบานประตูไม้ตรงทำให้เสวี่ยหยาชะงักการกระทำของตนลงจนนิ่งสนิท ใบหน้าถอดสีราวกับได้ยินสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตก็มิปาน เสวี่ยหยาขยับเข้าไปใกล้เงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้พลางปลอบขวัญตัวเองว่าสิ่งที่นางได้ยินเมื่อครู่อาจจะไม่ชัดเจน นางจึงเข้าใจความหมายคำว่า ‘เกลียด’ ผิดไป

“ดูสิ ดูลูกสาวของเจ้ามืดค่ำเช่นนี้ยังคงเที่ยวเล่นไม่กลับบ้านกลับช่อง เป็นเพราะเจ้าให้ท้ายนางจนเสียคน ฮึ” จางซุนเล่อเอ่ยขึ้นด้วยโทสะที่คุกรุ่นพร้อมกับใช้ปลายนิ้วชี้ไปยังภรรยาที่ยืนน้ำตาเอ่อคลอในหน่วยตาด้วยความเสียใจ

“ในเมื่อนางเป็นลูกของท่านพ่อกับข้า จะหาว่าเป็นความผิดข้าแต่เพียงผู้เดียวมันก็ดูจะไม่ถูกต้องนัก เพราะ...ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะคลอดคนโง่เขลาเช่นนั้นออกมา หากเลือกได้ข้าก็ไม่อยากเป็นมารดาของนางเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นที่พี่คงไม่หาเรื่องต่อว่าข้ามากมายจนถึงเพียงนี้ ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาไม่มีวันใดที่ท่านจะไม่ตำหนิข้าเรื่องของเสวี่ยหยาเลยสักครั้งเดียว ทุกวันนี้ข้าแทบจะไม่อยากมองหน้านางเสียด้วยซ้ำเพราะมันทำให้ข้ารู้สึกว่านั่นมันเป็นความผิดของข้า ฮึก...ท่านพี่ท่านเข้าใจหรือไม่”

“ฮึก ข้าเจ็บปวดทุกครั้งที่ท่านต่อว่าว่ามันเป็นความผิดของข้า การให้กำเนิดเสวี่ยหยามันคือความอัปยศของข้า ข้าเกลียดนาง” หญิงสาววัยกลางคนที่ก้มหน้าก้มตาปล่อยให้น้ำตาไหลพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำที่อัดอั้นอยู่ภายในใจของตนออกมาอย่างหมดเปลือก หากจะหาคนผิดก็ต้องเป็นเสวี่ยหยาไม่ใช่หรือ คนเป็นแม่คลอดลูกออกมาจะรู้ได้เยี่ยงไรว่าลูกจะเป็นขุนโจรปล้นฆ่าหรือขุนนางน้ำดี ทุกอย่างล้วนเป็นที่ตัวนางมิใช่หรือ...

“เจ้าเกลียดนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ” บุรุษร่างกำยำผู้เป็นทั้งบิดาและสามีเอ่ยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจและเจ็บปวดใครคราเดียว ก่อนจะดึงภรรยาของตนเข้าสู่อ้อมกอดอบอุ่นอย่างปลอบโยน ในใจได้แต่คิดว่าดีแล้วที่เสวี่ยหยามิได้ยินคำพูดเมื่อครู่ เขาไม่คิดว่าถ้อยคำของตนจะสร้างบาดแผลในใจของตานตานให้รู้สึกเกลียดชังบุตรสาวของตนถึงเพียงนี้

“ฮือ...ฮือ ฮึก” เสวียหยามิอาจอยู่ทนฟังให้จบก็รีบวิ่งออกไปทันที

“เสวี่ยหยา เจ้าจะปะ...ไปไหน” จางซุนลั่วเยี่ยที่เพิ่งเสร็จจากการฝึกซ้อมกระบี่เอ่ยถามน้องสาวของตนที่จู่ๆ ก็วิ่งพรวดพราดออกไปไม่บอกกล่าว แต่ลั่วเยี่ยผู้นี้หาได้สนใจไม่นางก็เป็นเช่นนี้เสมอในเรื่องที่ชอบคิดทำตามใจตนเอง

ทุกก้าวเดินที่ออกวิ่งหัวใจของเสวี่ยหยาเจ็บปวดประหนึ่งทำเศษเสี้ยวของมันหล่นหายระหว่างทาง...ยากที่จะรวบรวมพวกมันเข้าด้วยกันอีกครา

________________________________________

[1] ปักปิ่นตอนอายุ 15 ปี หมายความว่า เด็กหญิงก้าวเข้าสู่วัยสาวแล้วอย่างเต็มตัวพร้อมออกเรือนได้

[2] ยามซวี (戌:xū) คือ 19.00 – 20.59 น.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel